พระครูเมตตาปุญโญภาส ชี้ “ทางสายเอก”

จุดมุ่งหมายของศาสนาพุทธ คือ การมุ่งสู่ทางแห่งความหลุดพ้น หรือนิพพาน ซึ่งทางในพระพุทธศาสนาจะเป็นเช่นไร พระครูเมตตาปุญโญภาส เจ้าคณะอำเภอบางสะพาน เจ้าอาวาสวัดทางสาย จ. ประจวบคีรีขันธ์ ได้เมตตามาแสดงธรรมบนเวทีธรรมบรรยาย “เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ” ในหัวข้อ “ทางสายเอก” เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต

พระครูเมตตาปุญโญภาส ได้เกริ่นถึงคำว่า “ทาง” ไว้ว่ามีทางหลายประเภท ทางเกวียน ทางลูกรัง ทางถนนลาดยาง ทางคอนกรีต ทางรถ ทางเรือ ทางบิน ทางรถไฟ พวกนี้เรียกทางสัญจร ทางนี้ใครๆก็ไปได้ คนก็ไปได้ สัตว์ก็ไปได้ คนดีคนชั่ว ก็ไปได้

ทางที่สอง คือ ทางไปสู่สุขคติ ไปแบบธรรมดาไม่ได้ ต้องมีสัจจะ มีความจริงใจ รู้จักทำบุญ รู้จักทาน เป็นผู้ให้ เสียสละ ให้วัตถุข้าวของ ให้เสื้อผ้า ยารักษาโรค เครื่องอุปโภคเงินทอง ที่อยู่ที่อาศัย ให้อภัยซึ่งกันและกัน ให้ธรรมะนั้นเป็นไปเพื่อไมตรี

ทางที่สาม คือทางไปสู่เทพเจ้า จิตใจต้องกว้างขวาง ใครด่าว่าก็เฉย ไม่เคืองไม่โกรธ เทพเจ้า คือ ผู้ขจัดปัดเป่าความทุกข์ยากให้ประชาชน ถ้าจิตใจไม่เป็นเทพเจ้า เราตายแล้วจะไปเป็นเทพไม่ได้ จิตใจมีพลังได้ก็ต้องฝึก

ทางที่สี่ ทางไปพระนิพพนาน มีอยู่ในพระพุทธศาสนาอย่างเดียว เป็นทางแห่งอริยมรรค ทางไปสู่ความเป็นอริย พระผู้มีพระภาคเจ้าเรียก อริยมรรค มีองค์ 8 มรรค แปลว่าทาง อริยะ แปลว่า ผู้เลิศ ผู้ประเสริฐ ผู้สูงสุด ผู้ไกลจากกิเลส โลกเราที่วุ่นวายทุกวันนี้เพราะขาดพระอรหันต์ อยู่ใกล้กิเลสเกินไป หนทางนี้มีอะไรบ้าง

สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ แบ่งออกเป็น 2 ชั้น เป็นสาสวะ มีส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ รู้ดีรู้ชั่ว รู้บุญรู้บาป รู้ถูกรู้ผิด รู้เจริญรู้เสื่อม รู้ว่าสิ่งนี้เป็นโทษ เป็นประโยชน์ 5 ข้อนี้เป็นสัมมาทิฏฐิเบื้องต้น การให้ทานมีผล ให้ทานเหมือนปลูกต้นบุญ การเซ่นสรวงบูชามีผล การกตัญญูมีผล การประพฤติตามหลักธรรมมีผล สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเองในโลก มีอยู่ เหล่านี้นี้สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ฯ ไม่มีบาป ส่วน 2 สัมมาทิฐิ เป็นโลกุตระ ปุถุชนเห็นได้

พระพุทธเจ้า ตรัสว่าโลกุตระที่ปุถุชนเห็นมีสองขั้นตอนด้วยกัน คือ  ตทังค และวิกขัมภน ตทังคนิโรธมันสามารถดับกิเลสลงได้ขณะจิตหนึ่ง วิกขัมภนนิโรธสามารถดับกิเลสลงได้หลายขณะจิต แต่ไม่เป็นสมุจเฉทนิโรธ เมื่อเป็นนิโรธได้ก็เป็นนิพพานได้ ตทังคนิพพาน วิกขัมภนนิพพนาน แต่ไม่เป็นสมุจเฉท ตทังคปหาน วิกขัมภนปหาน แต่ไม่เป็นสมุทเฉจปหาน ปุถุชนเห็นได้ เพราะตทังควิมุติ ตทังคนโรธ ตทังคปหาน ตทังคนิพพาน ปุถุชนเป็นคนเห็น เห็นว่ากิเลสดับได้ ถ้ากิเลสดับได้ และเห็นไปถึงตรงนี้ เห็นอุทยัพพยานุปัสสนาญาณ

เบื้องต้นเป็นปุถุชน บุคคลผู้เกิดขึ้นมาในโลกนี้ แม้มีอายุยืนตั้งร้อยปี แต่ไม่เห็นความเกิดและความดับของรูปและนาม บุคคลที่เกิดขึ้นมาเพียงวันเดียวแต่เห็นความดับของรูปและนาม ประเสริฐกว่าผู้นั้นแม้เกิดมาตั้งร้อยปี การเห็นตรงนี้ยังไม่เป็นพระโสดาบัน เห็นช่องทางไปสู่พระนิพพาน แต่ยังไม่ได้เข้าไปเพียงแต่เห็นเฉยๆ เห็นความเกิดความดับของรูป ตากระทบรูป หูกระทบรูป ตาหูจมูกลิ้นกาย กระทบรูปได้หมด จิตใจเป็นนาม เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นนาม ถ้านามดับ วิญญาณดับ คนตายเอาอะไรไปเกิดไม่ได้ก็คือ นิพพาน ปุถุชนเป็นผู้เห็น เห็นได้ แต่เข้าไปอยู่ไม่ได้ ยังไม่สามารถละลายตัวตน หรืออัตตาเข้าไปได้

สัมมาสังกัปปะ คือ ความดำริชอบ นึกคิดอะไรที่ไม่เบียดเบียนตนและผู้อื่นเป็นสัมมาสังกัปปะ มีดำริชอบ คิดช่วยเหลือกัน คิดอะไรดีดีให้กันและกัน

สัมมาวาจา คือ การเจรจาชอบ พระพุทธเจ้าตรัสว่า “การเปล่งวาจางามย่อมยังประโยชน์ให้สำเร็จได้”, “ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์ มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต แม้พูดชั่วตัวตายทำลายมิตร จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจา”, “อันรสปากหากหวานก็หวานเด็ด…..บอระเพ็ดก็ไม่มากเท่าปากขม มีดว่าคมก็ไม่คมเท่าปากคม…..รสหวานขมคมไม่มากเหมือนปากคน” “ เป็นมนุษย์สุดนิยมเพียงลมปาก จะได้ยากโหยหิวเพราะชิวหา แม้นพูดดีมีคนเขาเมตตา จะพูดจาจงวิเคราะห์ให้เหมาะความ” ปากเป็นเอกเลขเป็นโท การพูดจาที่พูดแล้วเกิดประโยชน์ทั้งผู้พูดและผู้ฟัง

สัมมากัมมันตะ คือ การทำการงานชอบ ถ้าเราทำการงานนั้น ประโยชน์ตนถึงพร้อมประโยชน์ผู้อื่นถึงพร้อมคือสัมมากัมมันตะ

สัมมาอาชีวะ คือ การเลี้ยงชีพชอบ เว้นท่านห้ามไว้ 5 ข้อ คือ ค้าขายเครื่องประหาร, ค้าขายสัตว์เป็นสำหรับฆ่าเป็นอาหาร, ค้าขายมนุษย์, ค้าขายน้ำเมา และค้าขายยาพิษ 5 อย่างนี้เรียกว่า มิจฉาวณิชชา ชาวพุทธไม่ควรประกอบ 5 สิ่งนี้

สัมมาวายามะ คือ ความเพียรชอบ เพียรบำเพ็ญกุศล รักษากุศลไว้ สังวรอย่าให้บาปเวรความชั่วไหลเข้ามา ฆ่ากิเลสไม่บาป ภาวนาทำดีให้มากขึ้นดีขึ้น รักษาคุณความดีไว้

สัมมาสติ  คือ การระลึกชอบ สติมีหลายระดับ ถ้าคนใดมีมหาสติ เดินไปผ้าเกี่ยวตะปูก็ไม่ขาด มหาสติจะครอบคลุมไม่ให้จิตออกจากตัวไปที่อื่น ให้มีสติปัฏฐาน

สัมมาสมาธิ คือ ความตั้งจิตมั่นชอบ ท่านแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ คือ ขฌิกสมาธิ คือ สมาธิชั่วขณะ ซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถนามาใช้ประโยชน์ในการปฏิบัติ หน้าที่กิจการงานในชีวิตประจาวันให้ได้ผลดี มีทุกวัน มีโดยทั่วไป 2. อุปจารสมาธิ สมาธิเฉียด ๆ หรือจวนจะแน่วแน่ เป็นความเพลิดเพลิน จะเกิดจตากการภาวนาหรือฟังอะไรแบบนิ่งๆ จะเกิดอุปจาระได้ 3. อัปปนาสมาธิ สมาธิที่แน่วแน่แนบสนิท เป็นการเจริญสมาธิในขั้นฌาน ถือเป็น ความสำเร็จสูงสุดของการเจริญสมาธิ

พระครูท่านได้สรุปในตอนท้ายว่า เอาศีลมารักษา ปัญญาเกิด รวมมั่นขึ้นมาเป็นพลัง เป็นจิตที่ตั้งมั่น เจริญศีลสมาธิปัญญาเรียก มรรคสมังคี ครั้งที่ 1 เป็นโสดบัน ครั้งที่ 12 ได้ญาณ 16 เป็นสกทาคามี อริยมรรคเกิดขึ้นครั้งที่ 3 เป็นอนาคามี ครั้งที่ 4 เป็นอรหันต์แล้ว ไม่เป็นทาสกิเลส ในครั้งนี้มาพูดถึงเรื่องทางสายเอก คือทางสุดท้ายทางไปพระนิพพาน ไม่ต้องมาชดใช้เป็นทาสกิเลสอีกต่อไป

สำหรับโครงการ “เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ” ซีพี ออลล์ จัดขึ้นเป็นประจำต่อเนื่องมากว่า 27 ปี ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี มีผู้สนใจร่วมปฏิบัติธรรมเป็นจำนวนมาก ซึ่งในแต่ละเดือนจะนิมนต์พระสงฆ์มาเทศนาธรรมะ 3 สัปดาห์ และ 1 สัปดาห์เป็นฆราวาสมาแบ่งปันข้อคิดในการนำธรรมะมาใช้ในการดำรงชีวิต ทุกวันศุกร์ เวลา 12:00-13:30 น. ผ่านช่องทาง Facebook fanpage CPALL หรือสามารถรับฟังย้อนหลังได้ที่ช่องทางเดียวกัน พร้อมรับฟังคติธรรมดี ๆ ในช่องทาง TikTok ได้ที่ ธรรมะ TikTok