เขียนโดย ทิชา รติรัตน์
ในวิกิพีเดียระบุว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (อังกฤษ : Ministry of Agriculture and Cooperatives) เป็นหน่วยงานราชการส่วนกลางประเภทกระทรวงของไทย มีหน้าที่เกี่ยวกับการเกษตรกรรม การจัดหาแหล่งน้ำและพัฒนาระบบชลประทาน ส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร ส่งเสริมและพัฒนาระบบสหกรณ์ รวมตลอดทั้งกระบวนการผลิตและสินค้าเกษตรกรรม
นับว่าเป็นกระทรวงที่มีความหมายต่อผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรหลายล้านคนทั่วประเทศ กระทรวงนี้มีหน้าที่สู้รบปรบมือกับ ฝน ฟ้า ดิน อากาศ จัดการปัญหาผลผลิต แก้ไขโรคระบาดในพืชในสัตว์ อำนวยความสะดวกทุกทางให้เกษตรกรไทยสามารถประกอบอาชีพได้อย่างราบรื่น เพื่อสร้างผลผลิตทางการเกษตรป้อนคนไทยทั้งประเทศ รวมถึงส่งออกเป็นสินค้าสร้างรายได้มาพัฒนาเศรษฐกิจชาติ ถือได้ว่าเป็นกระทรวงใหญ่ที่ใครได้จับจองเป็นข้าราชการ หรือเป็นเจ้ากระทรวงก็ต้องภาคภูมิใจไม่ใช่น้อย
ภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีกรม-กองอยู่มากมาย อาทิ กรมวิชาการเกษตร กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ฯลฯ ซึ่งแบ่งปันหน้าที่การช่วยเหลือเกษตรกรในด้านต่างๆกันอย่างครอบคลุม ภายใต้จุดประสงค์เดียวกันของกระทรวงฯ นั่นก็คือสนับสนุนส่งเสริมให้เกษตรกรของไทยประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคงยั่งยืน
ในช่วงที่ผ่านมามีข่าวสารที่ไม่น่าสบายใจในกลุ่มเกษตรกรออกมาค่อนข้างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการอนุมัตินำเข้ากุ้งต่างชาติ และการปล่อยให้ขบวนการลักลอบนำเข้าหมู ขยายกิจการหมูเถื่อนได้อย่างกว้างขวาง ซึ่งทั้งสองเรื่อง นอกจากจะไม่ใช่สิ่งที่ตอบโจทย์กระทรวงเกษตรฯ ในการส่งเสริมอาชีพเกษตรกรไทยแล้ว ยังกลายเป็นการบ่อนทำลายอาชีพเกษตรกรของไทยไปเสียอีก
“การอนุมัตินำเข้ากุ้ง”
เรื่องของสัตว์น้ำกำกับดูแลโดยกรมประมง ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมกุ้งไทย ต้องเผชิญโรคระบาด EMS และปัญหาการกีดกันทางการค้า จนทำให้ปริมาณผลผลิตและการส่งออกกุ้งไทย ลดลงกว่าครึ่ง จากที่เคยเป็นอันดับ 1 ของโลก ต้องตกลงไปอยู่อันดับ 6 และยังไม่สามารถฟื้นฟูผลผลิตกุ้งให้กลับไปในระดับเดิมได้ แม้เวลาจะผ่านมาถึง 10 ปี ตรงนี้สะท้อนการทำหน้าที่ของ “กรมประมง” ที่น่าจะบกพร่องละเลยการแก้ปัญหาโรคระบาดให้แก่เกษตรกร และส่งผลไปถึงความสามารถในการแข่งขันของกุ้งไทยในตลาดโลก เมื่อไม่มีการแก้ปัญหาหรือพัฒนาก็หมายถึงถอยหลังเข้าคลอง ต่างจากภาครัฐในประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามและอินเดีย ที่มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมกุ้งอย่างจริงจัง ทั้งเพิ่มพื้นที่เลี้ยง ทั้งวิจัยพัฒนาสายพันธุ์ที่มีความต้านทานโรคสูง ทั้งเตรียมสินเชื่อเพื่อการสร้างแรงจูงใจและความมั่นใจให้เกษตรกรในการเร่งเพิ่มผลผลิต เมื่อไทยและเวียดนาม-อินเดีย เดินสวนทางกันเช่นนี้ ผลลัพธ์จึงปรากฏอย่างที่เป็น
ไม่เพียงเท่านั้น สิ่งที่กรมประมงประพฤติปฏิบัติกับเกษตรกรคนเลี้ยงกุ้ง ยังมีลักษณะที่อาจสร้างผลกระทบเชิงลบต่อเกษตรกร ด้วยการอนุมัตินำเข้ากุ้งจากประเทศคู่แข่งนั้นส่งผลเชิงจิตวิทยาทันทีกับราคากุ้งในประเทศที่ต้องลดลงจากการถูกกดราคา จนเกษตรกรต้องออกมาถามหาแนวทางแก้ปัญหา รวมถึงการใช้กุ้งคู่แข่งซึ่งมีมาตรฐานต่ำกว่ากุ้งไทยเข้ามาปะปนเป็นกุ้งแปรรูปส่งออกเช่นนี้เท่ากับการยกระดับกุ้งคู่แข่งให้ขึ้นมาเทียบชั้นมาตรฐานกุ้งไทย และสูญเสียภาพลักษณ์การเป็นกุ้งที่ใช้ Local Content กว่า 90 % ที่ทั่วโลกยอมรับ การอนุม้ตินำเข้ากุ้งจึงดูจะเป็นการช่วยเหลือธุรกิจห้องเย็นและโรงงานแปรรูป มากกว่ามุ่งช่วยเหลือเกษตรกรตามภารกิจของหน่วยงานภายใต้กระทรวงเกษตรฯ
“ขบวนการลักลอบนำเข้าหมู”
เรื่องของหมูมีกรมปศุสัตว์เป็นผู้กำกับดูแล ในช่วงที่เดือนตุลาคม 2560 ประเทศไทยต้องเผชิญปัญหาโรคระบาด ASF ที่ทำให้ต้องทำลายหมูไปนับล้านตัว ส่งผลให้เกษตรกรรายย่อย-รายกลางเลิกอาชีพ หรือยุติการเลี้ยงไปเป็นจำนวนมาก กระทบปริมาณเนื้อหมูในประเทศลดน้อยลงกว่าความต้องการบริโภค ทำให้ระดับราคาหมูสูงขึ้น ตรงนี้ต้องชมเชย “กรมปศุสัตว์” ที่สามารถควบคุมโรคระบาด ASF ให้อยู่ในวงจำกัดได้ รวมถึง พัฒนาส่งเสริมเกษตรกรให้มีความมั่นใจลงหมูเข้าเลี้ยง เพื่อมุ่งเพิ่มปริมาณหมูในประเทศ ตอบโจทย์ความต้องการบริโภค
แต่กลับต้องมาสะดุดกับ “ขบวนการลักลอบนำเข้าหมู” ซึ่งเป็นขบวนการขนาดใหญ่ที่ขนหมูเข้ามาในปริมาณมาก จนสามารถกระทบภาพรวมของอุตสาหกรรมหมู ตั้งแต่การเบียดเบียนตลาด ทำให้เกษตรกรไม่สามารถขายหมูได้ในปริมาณเท่าเดิม ตลอดจนกระทบราคาขายที่เกษตรกรจะขายหน้าฟาร์มด้วย
หมูเถื่อนเหล่านั้นเป็นหมูแช่แข็งจากสหภาพยุโรปที่กำลังมีการระบาดของโรค ASF แม้เชื้อดังกล่าวไม่ติดต่อสู่คน แต่เป็นเชื้อที่ฝังตัวอยู่ในหมูแช่แข็งและสิ่งแวดล้อมได้เป็นเวลานาน ย่อมเป็นความเสี่ยงอันดับแรกที่เชื้อ ASF จะเข้ามาระบาดซ้ำเติมเกษตรกรไทยอีกครั้ง ซึ่งเป็นข้อแรกที่กรมต้องระมัดระวังปกป้องเกษตรกรไทย ที่สำคัญ สินค้าลักลอบนำเข้าและสำแดงเท็จเป็นสินค้าชนิดอื่นจะไม่ผ่านการตรวจสอบ อาจมีการปนเปื้อนเชื้อใดๆได้อีก รวมถึงสารเร่งเนื้อแดงที่เป็นอันตรายต่อคนไทยด้วย
การปล่อยให้มีขบวนการหมูเถื่อน ทำลายความมั่นใจของเกษตรกรที่ตัดสินใจลงหมูเข้าเลี้ยงในไตรมาสที่ 1 และ 2 ของปีนี้นับล้านตัว ซึ่งผลผลิตจะออกสู่ตลาดได้ในราวไตรมาส 4 นี้ หากไม่สามารถบริหารจัดการแก้ปัญหา หมูเถื่อนให้แล้วเสร็จ ย่อมเกิดผลกระทบรุนแรงต่อเกษตรกรคนเลี้ยงหมูทั้งประเทศ “กรมปศุสัตว์”ในฐานะหน่วยงานเพื่อเกษตรกร จำเป็นอยู่เองที่ต้องกระตือรือล้น ผลักดัน และสนับสนุนการปราบปรามให้ถึงที่สุด จะด้วยวิธีการสนธิกำลังกับ ภาครัฐที่เกี่ยวข้องอย่าง กรมศุลากร (ด่าน) กรมประมง (ห้องเย็นเก็บกักหมูเถื่อน) หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจ (จับกุม) หรือจะด้วยวิธีการอื่นใดก็ล้วนจำเป็นต้องงัดกลยุทธออกมาใช้ เพื่อปกป้องเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูของไทยอย่างสุดกำลัง ตามการภิจของกรมและกระทรวงเกษตรฯ
บทบาทของสองกรมนี้ กำลังเป็นที่สนใจของเกษตรกรและสังคม กระทั่งมีการตั้งคำถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่ “กรมประมง” จะทบทวนการปฏิบัติหน้าที่ของตนบนแนวทางที่ควรจะเป็น ไม่มุ่งแก้ปัญหาง่ายๆด้วยการนำเข้ากุ้งแต่ส่งผลลบต่อเกษตรกร แล้วหันมาใส่ใจพัฒนาเกษตรกรตลอดจน กระบวนการผลิต-การขายกุ้งของคนเลี้ยงกุ้งไทย ให้ยืนหนึ่งได้อีกครั้ง และ เป็นไปได้หรือไม่ที่ “กรมปศุสัตว์” จะเอาจริงเอาจังกับหมูเถื่อนมากกว่าแค่ทำพอเป็นพิธี ตามถอนรากถอนโคนผู้มีอิทธิพลที่อยู่เบื้องหลังขบวนการลักลอบครั้งใหญ่ เพราะมันสำคัญยิ่งต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูทั้งระบบ และเชื่อมโยงไปถึงความมั่นคงทางอาหารของประเทศไทยด้วย
ฤาสุดท้ายแล้ว คนที่ต้องตอบปัญหา หาทางแก้ และผลักดันแนวทาง เพื่อปกป้องดูแลเกษตรกรได้ดีที่สุด คงต้องเป็น “เจ้ากระทรวง” !!

















