“ช้างป่า” ขาใหญ่แห่งเทือกเขาดงพญาเย็น

แชร์

ธรรมชาติวิทยาของช้าง เป็นสัตว์ที่ฉลาด มีความจำเป็นเลิศ พฤติกรรมรัก ห่วงใย เกลียด จดจำ ใครดีมาดีตอบ ใครร้ายมาสักวันจะเอาคืนเหมือนกับคนทั่วไป แต่แปลกทำไมช้างถึงยืนหลับละ
ช้างป่าเอเชีย / Asian Elephant (Elephas maximus)

สัตว์บกที่ใหญ่ที่สุดในทวีปเอเชีย มีอวัยวะที่มีลักษณะพิเศษ โดยมีจมูกที่ยาวที่เรียกว่า “งวง” และมีเขียวใต้งวงที่เรียกว่า “งา” ซึ่งสถานะของช้างป่าในประเทศไทยนั้นจัดเป็นสัตว์ “ใกล้สูญพันธุ์” และช้างป่าถือเป็น “สัตว์ป่าคุ้มครอง” ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 พฤติกรรมทางสัมคมของช้างป่านั้น การใช้ชีวิตในสังคมของช้างป่าเพศผู้และเพศเมียมีความแตกต่างกัน

เพศเมีย : จะใช้ชีวิตในกลุ่มครอบครัวหรือโขลง กลุ่มเหล่านี้จะถูกนำโดยเพศเมียตัวที่มีอายุมากที่สุด ซึ่งเรียกว่า “แม่แปรก” (matriarch)

เพศผู้ : ตัวเต็มวัยใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่อย่างสันโดษ ชีวิตของช้างเพศผู้ตัวเต็มวัยจะปลีกตัวไปอยู่สันโดษอย่างถาวร

ทำไมช้างถึงยืนหลับ…?

ช้างมักจะหากินใช่ช่วงเวลากลางคืน และจะพักผ่อนนอนตามร่มทึบในช่วงกลางวัน โดยเฉลี่ยแล้วช้างมักจะพักผ่อนประมาณ 3 – 5 ชั่วโมงต่อวัน ช้างนอนด้วยการยืนเข้าภวังค์หรือการยืนหลับเป็นช่วงๆ ซึ่งการที่ช้างต้องยืนหลับนั้นมีได้หลายปัจจัย เช่น 1.ต้องเตรียมตัวให้พร้อมในการวิ่งหนีศัตรู 2. เพื่อการย่อยอาหาร 3. เพื่อป้องกันการกดทับของน้ำหนักตัวอันจะไปทำอันตรายต่ออวัยวะภายในได้ ทั้งนี้ ช้างก็สามารถนอนหลับได้เช่นกันเมื่อรู้สึกปลอดภัยจากศัตรูของช้าง ทำให้ร่างกายอยู่ในโหมด REMS (ภาวะการหลับฝัน) อันทำให้ผ่อนคลายกล้ามเนื้อและประสาทได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า

ช้างกับความสำคัญต่อระบบนิเวศ

HUMAN ELEPHANT VOICES.ORG ระบุว่า ช้างป่ามีความสำคัญต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมทั้งในเชิงกายภาพและชีวภาพ อย่างแรกคือช้างป่าเป็นสัตว์กินพืชขนาดใหญ่ (Mega-herbivore) ซึ่งหน้าที่หลักของสัตว์ชนิดนี้ในระบบนิเวศคือการเป็นผู้บริโภคอันดับแรก คอยควบคุมประชากรพืชอาหารไม่ให้เกินสมดุลในธรรมชาติ และอาจเป็นผู้กระจายเมล็ดพันธุ์ (Seed disperser ) หรือนักปลูกต้นไม้ให้กับพืชบางชนิด เช่น ผลของต้นหัวช้าง (Platymitra macrocarpa) พืชตระกูลเดียวกับน้อยหน่าที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ที่มีอัตราการงอกได้มากถึง 37% เมื่อถูกช้างกินและขับถ่ายออกมา (McConkey et al, 2017)

อย่างไรก็ตาม อาจเรียกช้างป่าตามหน้าที่ในระบบนิเวศได้ว่า ช้างเป็น สปีชีส์ วิศวกร (Engineering species) ที่มีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางกายภาพของระบบนิเวศให้เหมาะสมได้อีกด้วย ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพป่าของช้างเองก็มีส่วนช่วยในการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกหรือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbion dioxide, CO2) ในชั้นบรรยากาศได้อีกเช่นกัน จากงานวิจัยของ Fabio Berzaghi และคณะในปี 2019 พบว่า ช้างป่าแอฟริกันในป่าดิบฝนแอฟริกาสามารถควบคุมประชากรของพืชที่โตไวจำพวกหญ้าและไม้พุ่มให้อยู่ในระดับที่ไม่แย่งสารอาหารในการเจริญเติบโตของไม้ยืนต้น ทำให้ไม้ยืนต้นมีมวลชีวภาพ (Biomass) มากกว่าซึ่งส่งผลให้ไม้ยืนต้นมีความสามารถในการเก็บกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศได้ดีกว่าป่าที่ไม่มีช้างป่าอยู่

นอกจากนี้แล้ว การมีอยู่ของช้างป่ายังเอื้อประโยชน์ให้สิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในป่าด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างการขุดดินโป่งหรือการหาแหล่งน้ำของช้างนั้นให้ประโยชน์กับสัตว์ในกลุ่มกระทิง เก้ง และ กวาง เพราะในหลายครั้ง เก้งไม่มีพละกำลังและเขาที่แข็งแรงเหมือนงาช้างที่สามารถขุดดินโป่งขึ้นมาได้ ถ้าไม่มีช้างป่า แหล่งแร่ธาตุอาหารของสัตว์กีบคู่ก็อาจหายากขึ้นไปด้วย ในกรณีนี้ ช้างป่าจัดเป็น สปีชีส์ ค้ำจุน (Umbrella species) และ สปีชีส์ เสาหลัก (Keystone species) ให้กับ สปีชีส์ อื่น ๆ ในระบบนิเวศอีกด้วย ดังนั้น การดูแลรักษาช้างให้คงอยู่ได้ในพื้นที่ก็สามารถช่วยให้สิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ๆ คงอยู่ในระบบนิเวศด้วยเช่นกัน

ถิ่นที่อยู่อาศัย และ อาหารการกิน

HUMAN ELEPHANT VOICES.ORG ระบุว่า ช้างเอเชียเป็นสัตว์ที่มีการกระจายตัวหรืออยู่อาศัยได้ในสิ่งแวดล้อมที่หลากหลายตั้งแต่ทุ่งหญ้า ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบเขา หรือแม้กระทั่งป่าปลูกของมนุษย์ เช่น สวนป่าสักหรือสวนยางพารา นอกจากป่าที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพรรณแล้ว ช้างยังต้องการแหล่งน้ำที่สะอาดเพื่อดื่มและพักผ่อนคลายร้อนในบางเวลา

ปัจจัยที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของช้างมีด้วยกัน 3 อย่าง นั่นก็คือ อาหาร แหล่งน้ำและดินโป่ง จากงานวิจัยการศึกษานิเวศวิทยาของช้างป่าและช้างเลี้ยงจากนักวิชาการหลายแห่งพบว่า ช้างเป็นสัตว์ที่มีพืชอาหารหลากหลาย โดยหลัก ๆ จะเป็นหญ้า ไม้พุ่ม ผลไม้ ยอดอ่อน รากไม้หรือแม้กระทั่งเปลือกไม้ก็พบได้เช่นกัน

ตัวอย่างของพืชอาหารที่ช้างกินในธรรมชาติ เช่น หญ้า หยวกกล้วย และหน่อไม้ ช้างต้องกินอาหารมากถึง 200-300 กิโลกรัมต่อวัน โดยใช้เวลากินโดยเฉลี่ย 16 ชั่วโมง และต้องการน้ำมากถึง 200 ลิตรต่อวัน ยกตัวอย่างงานวิจัยการใช้ประโยชน์พื้นที่และเส้นทางเคลื่อนที่ของโขลงช้างป่าบริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวงพบว่า ช้างมีระยะทางเคลื่อนที่ในรอบวันเฉลี่ยประมาณ 2.17 กิโลเมตรในฤดูแล้งแต่ในฤดูฝนจะอยู่ที่ประมาณ 1.78 กิโลเมตร และจะใช้พื้นที่บริเวณป่าเบญจพรรณมากกว่าป่าเต็งรังหรือพื้นที่เกษตรกรรม

ส่วนชนิดของพืชอาหารที่ช้างป่ากินในประเทศไทยจากการศึกษาวิจัยของสถานีวิจัยสัตว์ป่าภูหลวงพบว่า ช้างป่ากินพืชวงศ์ไผ่และหญ้ามากที่สุด เช่น แขม เลา ไผ่เครือวัลย์ หรือหญ้าคา รองลงมาก็พืชวงศ์กล้วยป่า ขิงข่าและกล้วยไม้ นอกจากอาหารและน้ำแล้ว ช้างยังต้องการเกลือแร่และแร่ธาตุอาหารจากดินโป่งเพื่อซ่อมแซมร่างกายส่วนที่สึกหรอเหมือนที่คนเราต้องการวิตามินด้วยเช่นกัน ซึ่งช้างสามารถใช้งาหรือขาขุดและเขี่ยดินที่มีแร่ธาตุขึ้นมา และใช้งวงหยิบดินขึ้นมากินได้เลย

อีกหนึ่งเกร็ดความรู้ที่น่าสนใจ HUMAN ELEPHANT VOICES.ORG ระบุว่า เกี่ยวกับร่างกายและครอบครัวของช้างป่าก็คือ เราสามารถประมาณอายุของช้างโดยใช้ส่วนสูงของช้าง โดยทั่วไปแล้ว นักวิทยาศาสตร์จะแบ่งช่วงอายุช้างออกเป็น 4 ช่วง ตามอายุและความสูง ดังนี้

  1. ลูกช้างเล็ก (calves) มีอายุน้อยกว่า 1 ปี
  2. ลูกช้างโต (juveniles) อายุ 1-5 ปี
  3. ช้างวัยรุ่น (sub-adults) อายุ 5-15 ปี
  4. ช้างวัยเจริญพันธุ์ (adults) อายุมากกว่า 15 ปี

ที่สำคัญ ช้าง จะมีอายุตามวงจรชีวิตประมาณ 90 ปี และช้างยังเป็นสัตว์คู่บ้าน คู่เมือง ของประเทศไทย เพราะช้างเป็นสัตว์พาหนะร่วมรบทำสงครามกอบกู้บ้านเมืองให้คงอยู่อย่างยั่งยืนมาถึงวันนี้

“ช้าง ช้าง ช้าง ๆๆ น้องเคยเห็นช้างหรือเปล่า” หากยังไม่เคยเห็น ขอเชิญไปทัศนาเยี่ยมผืนป่าเขาใหญ่ได้เลย

(landscape picture) : EKY6-พลายด้วน (26 กุมภาพันธ์ 2563) / ช้างป่าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

ขอขอบคุณ : ภาพ/ข้อมูลบางส่วนจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

จรัญ ชุ่มเงิน รายงาน


แชร์