ฌานล่วงรู้อนาคต “หลวงปู่ลือ สุขปุญโญ” พระอริยสงฆ์ถิ่นกำเนิดลำพญา แคล้วคลาด มหาอุด คงกระพัน และโชคลาภ

29 มิ.ย.64 / พระสงฆ์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยศีลจารวัตร ยึดถือปฏิบัติที่เคร่งครัดเสมอต้นเสมอปลาย ทุกวันนี้จะหาได้ยากมากขึ้น ท่านนามว่า “หลวงปู่ลือ สุขปัญโญ” พระภิกษุสายวิปัสสนากรรมฐาน จนเป็นที่โจษจันว่าท่านไปเหยียบแห่งหนตำบลไหนที่แห่งนั้นจะร่มเย็นเป็นสุข ด้วยเหตุนี้เองจึงมีผู้นับถือและศรัทธา เรียกว่ากราบได้สนิทใจมาจวบจนถึงปัจจุบัน
หากมองย้อนอดีต “หลวงปู่ลือ สุขปัญโญ” เป็นชาวจังหวัดมุกดาหารโดยกำเนิด เกิดที่ป่าไร่ ตำบลป่าไร่ อำเภอดอนตาล ในตระกูล”ใจทัศน์” โยมบิดาชื่ิอ จันทร์ มารดาชื่อ พัน ท่านเกิดเมื่อวันศุกร์ ที่ 24 กันยายน 2466 ปีระกา ขึ้น 10 ค่ำ เมื่อเยาว์วัยท่านเป็นเด็กชายตัวเล็ก สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง เป็นเด็กเลี้ยงยาก เกรงว่าจะเลี้ยงไม่รอดจึงบนบานไว้ว่าถ้าหากหายดีสุขภาพแข็งแรงจะยกให้กับพระพุทธศาสนาเพื่อบรรพชาเป็นสามเณร
ต่อมา บิดา มารดาได้นำ นายลือ ใจทัศน์ ขณะนั้นมีอายุ 18 ปี บรรพชาเป็นสามเณร ได้เรียนวิชาภาษาบาลี อายุย่างเข้า 22 ปี ได้อุปสมบทและได้ญัตติเป็นภิกษุฝ่ายธรรมยุต ได้รับฉายาทางพุทธศาสนาว่า “สุขปัญโญ” มีหลวงพ่อดี วัดศิลามงคล เป็นผู้ถ่ายทอดวิชากัมมัฏฐานให้เป็นท่านแรก หลังบรรพชาแล้วได้ออกธุดงค์มากราบ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ที่มาพักจำพรรษาที่วัดเกาะแก้วอัมพวัน อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม และขอปวารณาตัวเป็นศิษย์เพื่อศึกษาแนวธรรมะจากท่าน
หลวงปู่ลือ สุขปัญโญ หรือ “พระครูคัมภีร์ภาวนาจารย์” วัดป่านาทามวนาวาส(ภูเขาน้อย) บ้านนาทาม ต.ป่าไร่ อ.ดอนตาล จว.มุกดาหาร มิใช่มีเพียงปาฎิหารย์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากอำนาจจิตเท่านั้นยังหมายถึงการปฏิบัติให้เห็นอย่างเคร่งครัดตามแนวทางแห่งธรรม อันเป็นคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และครูอาจารย์ที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้จนบังเกิดมรรคผล ถือได้ว่าหลวงปู่ท่านเป็นพระสายวิปัสสนาศิษย์พระอาจารย์มั่นซึ่งอาจเรียกได้ว่ารูปสุดท้ายก็ว่าได้

หลวงปู่ลือ สุขปัญโญ หรือ “พระครูคัมภีร์ภาวนาจารย์” วัดป่านาทามวนาวาส อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ได้สืบสายธรรมหลวงปู่เสาร์ กันตสีโล หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต บูรพาจารย์พระป่า ท่านยังเป็นสหธรรมิกกับหลวงปู่สิม พุทธาจาโร หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่ขาว อนาลโย พระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร และพระอาจารย์ชา สุภัทโท
มีเรื่องเล่าขานถึงอิทธิปาฏิหาริย์ของหลวงปู่ “พระลือ ผีบ่ย่าน” มิได้เป็นแค่เรื่องในตำนานเพราะชาวบ้านในจังหวัดมุกดาหารขนานนามให้ ว่ากันว่ามีวาจาสิทธิ์ พูดสิ่งใดก็มักจะเป็นเช่นนั้น เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นประจักษ์แก่สายตาในหมู่พระภิกษุสงฆ์และชาวบ้าน
หลวงปู่ท่านมีฌาณหยั่งรู้ อนาคตญาณ คือหยั่งรู้เรื่องราวในอนาคตและรับรู้ล่วงหน้า คือเมื่อครั้งเหตุเครื่องบินตกในพื้นที่จังหวัดปทุมธานีเมื่อประมาณ 30 ปีที่ผ่านมา ได้มีพระสายกรรมฐานมรณะภาพ เนื่องจากมารับกิจนิมนต์มาร่วมพิธีสำคัญที่วัดมหาธาตุ เขตบางเขน กรุงเทพฯ และได้มีเจ้าภาพมานิมนต์หลวงปู่มาร่วมงานดังกล่าว หลวงปู่ท่านไม่รับกิจนิมนต์นี้ เนื่องจากนิมิตเห็นไฟไหม้หางเครื่องบินลำดังกล่าวขณะบินอยู่บนท้องฟ้าก่อนจะถึงวันเดินทาง
หลวงปู่เล่าว่าพระอาจารย์ทั้ง 5 รูปที่มรณภาพครั้งนี้ ทุกท่านมีฌานหยั่งรู้ว่าเครื่องบินตกและดับขัณฑ์ แต่ทุกท่านได้ยินยอมให้เป็นไปตามวิบากกรรม ส่วนหลวงปู่ลือท่านยังมีภารกิจที่ต้องโปรดสัตว์และสืบสานพระพุทธศาสนายังไม่สำเร็จตามที่ท่านปวารณาไว้จึงไม่รับกิจนิมนต์ ที่สำคัญ หลวงปู่ท่านยังสามารถย่นระยะทางจากไกลให้ใกล้ได้ และไปถึงที่หมายก่อนผู้อื่นเป็นประจำ


เหรียญหลวงปู่ลือ รุ่นแรก พ.ศ. 2535 จัดสร้างฉลองพระอุโบสถ รูปทรงเสมา มีห่วง เนื้อทองแดงรมดำ
หลวงปู่ลือ ได้เล่าถึงเรื่องการปฏิบัติธรรม ขณะที่ท่านอยู่ที่ จังหวัดอุดรธานี มีเหตุการณ์มหัศจรรย์ ได้มีเทวดามาคอยปัดกวาดทำความสะอาดบนกุฏิเป็นประจำ เห็นไม้กวาด กำลังกวาดอยู่ไปมาแต่ไม่เห็นคนกวาด จึงเป็นเรื่องเล่าปากต่อปากมาถึงทุกวันนี้ ตอนนั้นมีโยมชื่อ ทิพย์ รู้เรื่องและอยู่ในเหตุการณ์ตลอด เพราะมาปฏิบัติธรรมอยู่ในขณะนั้น
มีอยู่วันหนึ่ง โยมทิพย์ ได้นำเอาผ้าใบมาทำเปลให้พระเณรจำวัด แต่ถูกพระอาจารย์อุ่น พูดว่า หากจะจำวัดก็อย่าให้โยมเห็นนะ ต้องปิดประตูเสียก่อนเพื่อความเหมาะสม ครั้งนั้นกุฏิหลวงปู่ลืออยู่ใกล้กับกุฏิพระอาจารย์อุ่น พระอาจารย์อุ่นท่านเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นบนกุฏิหลวงปู่ลือ พระอาจารย์อุ่น ถามหลวงปู่ลือว่า “เป็นคนอย่างไรที่มาปฏิบัติธรรม” หลวงปู่ลือตอบไปว่า “ไม่รู้จักครับ” พระอาจารย์อุ่นถามกลับว่า “ท่านว่าไม่รู้จักได้อย่างไร ก็อยู่ด้วยกัน” หลวงปู่ลือก็ตอบกลับอีกว่า” ไม่รู้จักครับ”
พระอาจารย์อุ่นท่านเลยเชิญหลวงปู่ลือขึ้นไปคุยกันสองต่อสองบนกุฏิ ท่านว่า “ไม่เห็นหรือ” “ไม่เห็นหรอก “หลวงปู่ลือกล่าวตอบ แล้วถามอาจารย์อุ่นว่า “พระเดชพระคุณท่านรู้จักเขาหรือครับ” อาจารย์อุ่นตอบ “รู้จักเขาแต่เขาไม่พูดด้วย เขาปัดกวาดทำความสะอาด โดยไม่พูดจา แต่เห็นกันอยู่ ” หลวงปู่ลือยังกล่าวต่ออีกว่า “ผ้าจีวรถ้าใช้แล้วไม่พับเก็บไว้ เขาจะเก็บแลพับไว้ให้” พระอาจารย์อุ่น ให้รู้สึกแปลกใจที่มีเทวดามาปฏิบัติรับใช้หลวงปู่ลือ
ครั้งหนึ่ง หลวงปู่ลือเกิดอาการอาพาธหนัก ไอเป็นเลือดออกมาจนเต็มกระโถน โยมทิพย์ ให้ลูกชายพาหลวงปู่ไปหาหมอที่อุดรธานี หมอบอกคนที่พาไปไม่รอดแน่อีก 7 วันก็จะเสียชีวิต แต่ลูกชายโยมทิพย์ก็ไม่ยอมแจ้งให้หลวงปู่ลือฟัง หลวงปู่จึงถามโยมที่พามาหาหมอว่า “หมอว่าอย่างไร” โยมก็ไม่ยอมบอก หลวงปู่ลือท่านเลยบอกว่า “ถ้าไม่บอกจะไม่ยอมกลับไปกับโยม โยมเลยต้องบอกหลวงปู่ไม่รอดแน่ใน 7 วัน” เมื่อหลวงปู่ลือทราบเรื่องท่านนิ่งและยินยอมเดินทางกลับมาด้วย


รูปหล่อรุ่นแรกหลวงปู่ลือ สุขปุญโญ พ.ศ. 2537
ต่อมาเมื่อเดินทางมาถึงวัดหนองจิก ได้มีโยมทวนอาสาไปหาสมุนไพรมาให้หลวงปู่ฉันอยู่ประมาณ 3 หม้อ ก็หายเป็นปกติ จากนั้นหลวงปู่ลือจึงเดินทางกลับจังหวัดอุดรธานี และต่อมาที่จังหวัดมุกดาหาร หลวงปู่ลือตั้งใจจำพรรษาอยู่ที่วัดศิลาวิเวก ด้วยบุญบารมีของหลวงปู่ลือ เทวดาตนนั้นก็ตามมาปรนนิบัติดูแลหลวงปู่ลืออีกจนครบกำหนดวันออกพรรษา อย่างไรก็ดีระหว่างจำพรรษาก็มีเรื่องเล่าต่อๆกันมาว่า มีพระเณรพากันแอบดู ก็ ไม่เห็นคน เห็นแต่ไม้กวาด กวาดไปกวาดมา ทำให้พระเณรกลัวกันมาก ท่านจึงพูดกับเขาว่า “ท่านเป็นใคร” เขาถามกลับมาว่า”อาจารย์อยากเห็นผมหรือ ” หลวงปู่ตอบ ” อยากเห็นสิ” เขาว่า ” มองด้วยตาเนื้อไม่เห็นผมหรอก ผมไม่แสดงฤทธิ์ให้เห็นก็ไม่เห็นผมหรอก ” หลวงปู่ลือก็เข้าใจและหันไปทำกิจวัตรตามปกติของท่าน
ในช่วงระหว่างหลวงปู่จำพรรษาได้เกิดสงครามอินโดจีน พอออกพรรษาก็ธุดงค์ไปภูผักกูด จำพรรษาอยู่ที่วัดหนองแต้กับอาจารย์ครุฑ เทวดาก็ตามมาปักกวาดกุฏิ พับผ้าให้อีก เมื่อนอนพักถ้าไม่ได้ห่มผ้าเทวดาก็มาห่มให้ พอออกพรรษาแล้วเทวดามาบอกว่าจะไปเกิดแล้วนะ หลวงปู่ได้ให้ศีลให้พรกับเขาไป
หลังจากนั้นหลวงปู่ได้เดินกลับมาจังหวัดมุกดาหาร ก็ธุดงค์ไปต่ออีกที่ภูหินขันกับเณร อากาศหนาว เณรเลยก่อไฟผิงก็มีเสือลายพาดกลอนมาผิงไฟด้วย เณรกลัวมาก หลวงปู่เลยให้มีดไว้ บอกว่าถ้าเสือวิ่งเข้ามาให้เณรฟันหัวมันเลย เสือมาผิงไฟด้วยหลายคืน ในคืนสุดท้ายก่อนจะจากไปมันคุ้ยดินใส่หลวงปู่ หลวงปู่เลยพูดว่า”เสือตัวนี้มันบาป อีกไม่เกิน 3 วัน เสือตัวนี้จะตาย”อีก 3 วันต่อมา ก็มีโยม มาบอกว่าได้ยิงเสือตัวนั้นตายแล้ว เพราะมันมากินควายชาวบ้าน หลังจากนั้นก็ได้ออกธุดงค์ต่อมาที่บ้านเหมืองป่า และจำพรรษา 1 พรรษา ออกพรรษามาอยู่ที่จังหวัดมุกดาหาร โยมบ้านน้ำก่ำมานิมนต์ไปจำพรรษาที่บ้านน้ำก่ำ พอออกพรรษามารับโยมแม่ไปบวชอยู่ที่บ้านน้ำก่ำ มีเณรบ้านน้ำก่ำ มาปฏิบัติอยู่ด้วยหลวงปู่เลยให้เณรปลูกผักผลไม้ไว้กินเอง


เหรียญหลวงปู่ลือ สุขปุญโญ วัดป่านาทามวนาวาส
เวลาผ่านไปหลวงปู่ลือ ท่านจะไปงานศพหลวงปู่เสาร์ จึงมาพักที่วัดเกาะแก้ว ครั้งนั้นพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เดินทางมาร่วมงานด้วย หลวงปู่ลือท่านจึงไปต้อนรับ ยามนั้นพระอาจารย์มั่น มีอายุประมาณ 70 ปี หลวงปู่ลือ มีอายุ 30 ปีกว่าๆ หลวงปู่มั่นได้ให้โอวาทเทศน์เรื่อง เกิด แก่ เจ็บ ตายเป็นธรรมดา ท่านให้พิจารณาในเรื่องสังขาร และเตือนว่าแก่เฒ่าแล้วให้กลับไปตายที่บ้าน
มีอยู่ตอนหนึ่ง หลวงปู่ลือ ท่านได้รำลึกถึงหลวงปู่เสาร์ ท่านเล่าว่า หลวงปู่เสาร์ท่านมาที่บ้านน้ำก่ำ และได้สนทนากันถึงหลวงปู่มั่น และหลวงปู่ลือกล่าวว่า อาตมาได้ฟังเทศน์กับหลวงปู่มั่น แต่ไม่ได้จำพรรษากับท่าน ส่วนหลวงปู่เสาร์ ท่านมีพรรษาแก่กว่าหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นเรียกว่า อาจารย์ หลวงปู่ลือเล่าว่าหลวงปู่มั่น ท่านมีอุบายสอนศิษย์ดีเลิศ ซึ่งใครได้รับฟังโอวาทจากท่านแล้ว มักจะติดใจอยากฟังเทศน์อีกโดยท่านจะเทศน์เรื่องอริยสัจสี่ ให้ฟัง
หลวงปู่ลือ ท่านมีฌานหยั่งรู้อนาคต เมื่อครั้งมีทหารมานิมนต์ให้เข้าวัง ท่านไม่รับกิจนิมนต์ การไม่รับกิจนิมนต์ หลวงปู่เล่าให้ฟังว่า”เกิดนิมิตเห็นไฟไหม้เครื่องบิน เลยไม่ไป ทหารกลับไปต่อมาเกิดเครื่องบินตก มีอาจารย์สิงห์ทอง อาจารย์จวน อาจารย์วัน อาจารย์สุพัฒน์ หลวงปู่บุญมา และผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมขึ้นเครื่องไปด้วยกัน เครื่องบินตกเหลือแต่ผู้ว่าจังหวัดนครพนม เมื่อปี พ.ศ. 2523 หลวงปู่ท่าน ธุดงค์มาอยู่ที่ภูน้อย บ้านนาทาม
สมัยนั้นบ้านนาทามเป็นป่าดงดิบ หลวงปู่ท่านจำพรรษาอยู่รูปเดียว เกิดอาพาธด้วยไข้มาลาเรียถึง 7 ปี มีเทวดามารักษาจนหายเมื่อหายแล้วก็ยังจำพรรษาอยู่ที่แห่งนี้ ก็ยังมีเทวดามาฟังเทศน์ ใส่บาตร ต่อมามีสหายมาไล่ไม่ให้อยู่เพราะพื้นที่เป็นเขตของผู้ก่อการร้าย ท่านเลยตอบว่า “ไม่ไปไหนจะอยู่ที่นี่” ถูกขู่ว่าไม่กลัวปืนหรือ หลวงปู่ตอบ “ไม่กลัว” ท่านจึงถูกยิงขู่ไป 3 ครั้ง ก็ยิงไม่ออก เมื่อไม่เป็นผลก็จากไป ต่อมาได้มีทหารปราบพวกสหาย พวกสหายที่มายิงหลวงปู่ก็ถูกปราบจนแตกหนีและยังเหลืออยู่บ้าง หลวงปู่จึงเรียกสหายที่เหลือเข้ามอบตัว เพราะอยู่ป่าอย่างไรก็สู้ทางการไม่ได้ เทศน์สั่งสอนหลายอย่างจนเข้ามอบตัวเสียแต่โดยดี หลวงปู่ท่านไปจำพรรษาที่วัดป่าคำอาฮวน ปลายปี พ.ศ. 2526 กลับมาอยู่บ้านนาทาม และได้สร้างเสนาสนะภายในวัดจนมีความเจริญรุ่งเรือง

“เบียร์ มุกดาหาร” หรือ จีรศักดิ์ เกิดบุญสุข
หลวงปู่ลือ มีสิริอายุ 87 ปี ครองผ้าเหลือง 65 พรรษา หลวงปู่ละสังขารเมื่อปี พ.ศ. 2541 ณ วัดป่านาทามวนาวาส ส่วนวัตถุมงคลเริ่มมีการสร้างรุ่นแรก ปี พ.ศ. 2535 เพื่อฉลองพระอุโบสถ จากนั้นก็ได้สร้างวัตถุมงคลเรื่อยมาจนมาถึงรุ่นสุดท้าย จนเป็นที่โจษขานของผู้ที่นับถือหลวงปู่ จึงได้มีคนรุ่นใหม่มาสืบสานศึกษาต่อ และสะสมประวัติหลวงปูู่ลือและวัตถุมงคลที่หลวงปู่ท่านสร้างขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ นั้นคือ”คุณเบียร์ มุกดาหาร” ชื่อจริงนามว่า “คุณจีรศักดิ์ เกิดบุญสุข” ที่มีความเลื่อมใสศรัทธา หลวงปู่ลือ อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านั้น คุณเบียร์ มุกดาหาร ได้ศึกษาและสะสมพระท้องถิ่นจังหวัดมุกดาหาร และสายอีสาน เมื่อมีเวลาว่างก็ไปตลาดสนามพระที่เปิดให้นักนิยมนำพระเครื่องมาวางให้เช่า ก็เลยเกิดความสนใจในวัตถุมงคลของหลวงปู่ลือและชีวประวัติที่มีความพิศดารจนเกิดความเลื่อมใส
ทั้งนี้ คุณเบียร์ มุกดาหาร ได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์หลังจากวันหยุดเรียน คุณเบียร์ใช้เวลาว่างเก็บสะสมพระเครื่องรุ่นต่างๆที่แสวงหามาได้จำนวนมาก เมื่อจบ ปวส.สาขาช่างยนต์ ก็เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ มาทำงานได้ไม่นานก็กลับบ้านเกิด มาตั้งหลักใหม่เนื่องจากสาเหตุโรคโควิด-19 ระบาดหนัก จึงหันมาจริงจังกับการศึกษาประวัติพระเกจิในพื้นที่จังหวัดมุกดาหารโดยเฉพาะพระเครื่องที่เก็บสะสมมานานหลายรุ่น พร้อมเปิดศูนย์พระเครื่องเป็นของตัวเองเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้รู้จากทั่วทิศถิ่นไทย โดยใช้ชื่อว่า “ตลาดพระเครื่องเพลินเพลิน มุกดาหาร” จัดขึ้นทุกวันจันทร์ และนัดใหญ่ของทุกวันที่ 6 ของทุกเดือน ท่านที่ผ่านไปหรือแวะเที่ยวอยากได้วัตถุมงคล สอบถามได้ “เบียร์ มุกดาหาร” เบอร์โทร 08-2538-8939
เรื่อง/ภาพ : พรหมพิริยะ จันทร์เพ็ญ

















