เร่งหารือทางออก “วัดร้าง”จ.นนทบุรี

แชร์

กมธ.ศาสนาฯ เข้ากราบเจ้าคณะจังหวัดนนทบุรี สำนักพุทธฯ หารือทางออก “วัดร้าง!!” จ.นนทบุรี

19ธ.ค.63/ เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 2563 ที่วัดบัวขวัญพระอารามหลวง จ.นนทบุรี ดร.เพชรวรรต วัฒนพงศศิริกุล รองประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎรได้ พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการฯ ลงตรวจพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อร้องเรียนของนางอำไพ พูนขำ เรื่องวัดกระทาโหง (ร้าง) ต.บางเลน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ซึ่งเป็นวัดร้าง มีพื้นที่อาคารชั่วคราวคล้ายโบสถ์ บ้านพักและพื้นที่ว่างเปล่า จำนวน 9 ไร่ ซึ่งปัจจุบันสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้ให้เช่าพื้นที่ ในราคา 100,000 บาทต่อปี

ทั้งนี้หลังจากคณะกรรมาธิการฯ ได้ร่วมประชุมกับ นายประยูร จรเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนนทบุรี และพระราชนันทมุนี เจ้าคณะจังหวัดนนทบุรี คณะกรรมาธิการฯ ได้ลงตรวจพื้นที่วัดกระทาโหง (ร้าง) เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ปลูกบ้านและพื้นที่เตรียมทำสวน และอาคารหลังคาเมทัลชีทมีพระพุทธรูปเป็นประธาน มีชาวบ้านมาไหว้สักการะเป็นระยะ เชื่อว่าพระพุทธรูปแห่งนี่มีความขลังในการจับใบแดงใบดำในพ้นจากการเกณฑ์ทหาร

ดร.เพชรวรรต วัฒนพงศศิริกุล กล่าวว่าคณะกรรมาธิการฯ เข้ามาหาข้อเท็จจริงในประเด็นที่ดินวัดร้างและมีชาวบ้านในพื้นที่ อีกทั้งทางพระสงฆ์ของอำเภอบางใหญ่ เห็นว่าควรนำมาพัฒนาให้เป็นวัดที่มีการพัฒนากลับมาดังเดิมหรือวัดรุ่ง ทั้งนี้มีข้อกฎหมายหลายประการที่ตนจะต้องหารือกับฝ่ายกฎหมาย จะต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายโดยยึดหลักกฎหมายเป็นหลัก ทั้งนี้การที่จะพัฒนาให้เป็นวัดรุ่งนั้น ตามกฎหมายจะต้องยืนยันงบประมาณที่จะสามารถพัฒนาเป็นวัดรุ่งได้จริง และเป็นผลอย่างรูปธรรม ทั้งนี้ต้องเสนอต่อเจ้าคณะชั้นปกครองเป็นลำดับชั้นก่อนที่จะขอวิสุงคามสีมา ให้กลับมาเป็นวัดรุ่งอีกครั้ง

ด้าน ดร.นพดล แก้วสุพัฒน์ ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการศาสนาฯ กล่าวว่าในความคิดเห็นของตนเห็นว่า หากที่ดินของวัดร้างที่สำนักพระพุทธศาสนาเห็นว่าไม่สามารถพัฒนาให้กลับมาเป็นวัดรุ่งหรือไม่มีผู้ที่จะสนับสนุนให้กลับมาเป็นวัดดังเดิม ตนเห็นว่าควรจะมีการกำหนดมาตรฐานการเช่าที่มีมาตรฐาน โดยตั้งเป็นคณะกรรมการอย่างชัดเจนและโปร่งใส ผนวกกับต้องมีการประเมินที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพราะจากที่ตนเป็นนายกสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย ปัจจุบันมีประเด็นข้อกฎหมาย พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ดังนั้นหน่วยงานท้องถิ่นจะต้องเก็บภาษีตามแผนที่ภาษี หากไม่เก็บก็จะผิดฐานละเว้นหน้าที่ ดังนั้นวัดร้างที่มีอยู่อาจจะเข้าข่ายต้องเสียภาษีสิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำนักงานพระพุทธศาสนาในฐานะผู้เก็บค่าเช่าจะต้องเป็นผู้เสียภาษีให้กับหน่วยงานท้องถิ่น ซึ่งหากเก็บค่าเช่าน้อยก็จะเป็นผลเสียต่อสำนักงานพระพุทธศาสนาเสียเอง

ขณะเดียวกัน ดร.ณพลเดช มณีลังกา อนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่นๆ มีแนวความคิดว่า ด้วยความคิดเห็นของตนควรพิจารณาให้รอบคอบ ก่อนที่จะนำพื้นที่ไปทำอย่างอื่นที่นอกเหนือจากการบำรุงพระพุทธศาสนา เพราะคนถวายดั้งเดิมเขาไหว้จบเหนือหัวด้วยตั้งใจถวายที่ให้เป็นสมบัติของพระพุทธศาสนา เป็นวัดวาอารามเป็นต้น โดยธรรมเนียมประเพณีไทยแต่ดั้งเดิม คนเฒ่าคนแก่ ท่านจะระวังมากเรื่องการใช้สมบัติของวัด ในสมัยโบราณเพียงแต่เดินเข้าวัดและอาจมีดินหรือทรายติดเท้าออกมาจากวัด ท่านต้องชดใช้โดยขนทรายเข้าวัดจนเป็นประเพณีขนทรายเข้าวัด ยิ่งไปเอาผลประโยชน์จากวัดแล้ว ท่านว่าจะเป็นตายไปเป็นเปรต สิ่งนี้คนโบราณเขาถือกัน แต่หากเราจะนำสมบัติของพระพุทธศาสนามาเป็นผลประโยชน์กับรัฐหรือเอกชน ควรจะพิจารณาให้รอบคอบในหลายมิติ หากจะมีการให้เช่าจริงอาจมีพระสงฆ์เข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณา

ด้าน ดร.โสภณ พรโชคชัย นักวิชาการด้านอสังหาริมทรัพย์และการประเมินค่าทรัพย์สิน มีความเห็นว่า หากจะดำเนินการเก็บค่าเช่าในพื้นที่วัดร้างอาจจะต้องพิจารณาในประเด็นดังต่อไปนี้

  1. ตั้งคณะกรรมการ
  2. มีประมูล ประกวดราคา
  3. ประเมินค่า ค่าเช่าก่อนเพื่อใช้เป็นหลักในการต่อรอง คิดค่าเช่า เงินก้อนแรก เงินผ่อนตามเวลา และมีการทบทวนราคาค่าเช่าทุกระยะ
  4. มีบัญชีค่าใช้จ่ายเพื่อความโปร่งใส

จรัญ ชุ่มเงิน รายงาน


แชร์