6มิ.ย.66 / ประเทศไทยประกาศใช้ พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 ขึ้นมาแทน พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 เพราะกฎหมายเดิมที่บังคับใช้มานาน มีบทบัญญัติบางประการไม่สอดคล้องรูปแบบ และพฤติกรรมการประกอบธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป อีกทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพองค์กรที่ทำหน้าที่กำกับดูแลการผูกขาดทางการค้าให้มีความคล่องตัว และเป็นอิสระมากขึ้น
กฎหมายการแข่งขันทางการค้ามีขึ้นเพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมในตลาด โดยไม่เลือกปฏิบัติไม่ว่าเป็นผู้ประกอบการเล็กหรือใหญ่ โดยหลักสากลของกฎหมายทางการค้า ประกอบด้วย
1) ห้ามการใช้อำนาจเหนือตลาดโดยมิชอบ (Abuse of a dominant power) เช่น การขายพ่วง หรือกำหนดราคาสินค้าต่ำกว่าทุนเพื่อกำจัดคู่แข่งแต่หากตลาดของประเทศนั้นๆ ไม่ใหญ่พอให้มีผู้ประกอบการจำนวนมาก ก็จำเป็นต้องยอมรับลักษณะผู้ค้าจำนวนน้อยราย (oligopoly) เพื่อการประหยัดต่อขนาด (economy of scale) หมายถึง การลดต้นทุนการผลิตโดยการผลิตสินค้าจำนวนมากพอจนได้ต้นทุนที่ต่ำ หรือจะบอกว่ายิ่งผลิตมากเท่าใดต้นทุนก็จะยิ่งลดน้อยลง
2) ห้ามการตกลงร่วมกันที่ทำลาย ขัดขวาง หรือจำกัดการแข่งขัน (Agreements that restrict competition) ทั้งเปิดเผยและไม่เปิดเผย ราคา การตลาด การผลิต ลูกค้า
3) ห้ามรวมธุรกิจที่ก่อให้เกิดการผูกขาด (Merger Control) แม้จะลดต้นทุนการผลิตแต่ถ้าทำให้การแข่งขันลดลง หรือหายไป เกิดการกระจุกตัว หรืออาจกีดกันขัดขวางการเข้าสู่ตลาดของผู้ประกอบการรายใหม่นั้นไม่สามารถทำได้
4) ห้ามปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม (Unfair trade practice) ข้อนี้มีขอบเขตกว้างมากเพื่อจัดการกับผู้กระทำผิดทุกกรณีที่อาจเป็นการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม

อย่างไรก็ตาม ใน พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 หมวด 3 ว่าด้วย การป้องกันการผูกขาดและการค้าที่ไม่เป็นธรรม มีการระบุข้อห้าม และข้อกำหนดต่างๆ ไว้อย่างละเอียด รวมถึงยังมีการกำหนดโทษที่เป็นทั้งโทษอาญา และโทษทางปกครอง ไว้ในหมวด 6 ว่าด้วย บทกำหนดโทษ อย่างชัดเจน แสดงให้เห็นว่าเรามีกฎหมายที่เพิ่งปรับปรุงให้ทันสมัยกำกับดูแลอย่างครอบคลุม
ขณะเดียวกัน ยังมีกระแส “ทุนผูกขาด” ซึ่งมักถูกโหมแรง ยามพายุเมืองร้อนแรง มีความพยายามของคนบางกลุ่มในการใช้ประโยชน์จากความไม่รู้ หรือสร้างการรับรู้ที่บิดเบือนไปสู่ผู้รับสาร โดยหนีไม่พ้นกลุ่ม “ทุนใหญ่” ในหลายๆ ธุรกิจ ที่อยู่ในตลาดการแข่งขันเสรี ทำให้ผู้คนเข้าใจว่าธุรกิจเหล่านั้นเป็นทุนผูกขาด ทั้งๆ ที่ในตลาดนั้นๆ มีการแข่งขันอย่างกว้างขวาง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค ทำให้ได้สินค้า และบริการที่ดีที่สุด

นอกจากนี้วาทกรรม “ทุนใหญ่” ยังทำให้ธุรกิจที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะการจ้างงาน หรือการสร้างรายได้ให้ประเทศ ถูกยัดเยียดให้เป็นผู้ร้าย โดยลืมไปว่า “ทุนใหญ่” ที่เขาว่าเหล่านี้ ล้วนไต่เต้าเติบโตต่อสู้มาก่อนอย่างโชกโชน แต่เพราะสารพัดสงครามข่าวสาร เทคโนโลยีอัลกอริทึมของแพลตฟอร์ม ประกอบกับอารมณ์ร่วมลากไป ทำให้หลายๆ คน ปิดหูปิดตา ละเลยที่มาที่ไป แต่กลับเหมารวมไปว่า คนเก่ง คนแกร่ง เป็นคนไม่ดี
อีกประการหนึ่ง กิจการขนาดใหญ่ทั้งหลายในประเทศไทย ที่ส่วนมากอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่เพียงแต่มีกฎหมายควบคุม แต่ต้องอยู่ใต้ระเบียบข้อบังคับ และหลักจริยธรรมธุรกิจอย่างเข้มงวด ไม่เพียงแต่การประกอบธุรกิจให้มีผลกำไร เพื่อแบ่งปันผลตอบแทนสู่ผู้ลงทุนแล้ว ยังมีนโยบายด้านความยั่งยืน โดยเฉพาะธุรกิจเหล่านี้มักจะเป็นกลุ่มแรกที่ออกมาเป็นพลังประคับประคองสังคมยามเกิดวิกฤตอยู่เสมอ ซึ่งบ่อยครั้งเป็นการปิดทองหลังพระ ที่ไม่ได้ประกาศให้สังคมได้รับรู้

วันนี้กระแสต่อต้านทุนใหญ่หลายคนยังตอบไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเขาผิดอะไร ใครกันคือคนที่ต้องแสดงบทบาทในระบบทุนนิยมเสรี ถ้าจะเอามันส์!! เข้าว่าแบบไม่ต้องมีแล้วทุนใหญ่ในประเทศ เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบขนาดไหน
ทุกประเทศล้วนแต่มีทุนของคนในชาติ อย่างเกาหลีใต้มี ซัมซุง ฮุนได แดวู และสำหรับประเทศไทย ก็มี เครือสหพัฒน์ เอสซีจี ซีพี ไทยเบฟ รัฐบาลควรส่งเสริมทุนในประเทศเหมือนอารยะ เพราะต้องยอมรับว่า เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนและค้ำภาวะเศรษฐกิจในยามวิกฤต มีการจ้างงาน การผลิต การบริการ โดยไม่พึ่งพาทรัพยากรจากภายนอก แทนที่จะด้อยค่าทุนในชาติกันเอง หรืออยากจะให้ทุนนอกมายึดประเทศ
หากวันนี้สังคมยังแยกไม่ได้ระหว่างทุนผูกขาด กับทุนใหญ่ที่มีคุณธรรม ก็คงจะเป็นเวรกรรมของประเทศไทยแล้วจริงๆ
หยกดำ ส่องเขียว
















