วันศุกร์ 2 ตุลาคม 2026
หน้าแรก Headline รองผู้ว่าฯวิศณุ แจง“แก้มลิง”ต้องครบทั้งปาก–แก้ม–คอ แก้ปัญหาทั้งระบบ เร่งต่ออุโมงค์ดึงน้ำคลองประเวศใช้ศักยภาพเต็มที่

รองผู้ว่าฯวิศณุ แจง“แก้มลิง”ต้องครบทั้งปาก–แก้ม–คอ แก้ปัญหาทั้งระบบ เร่งต่ออุโมงค์ดึงน้ำคลองประเวศใช้ศักยภาพเต็มที่

2 ต.ค. 2569/นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงแนวทางบริหารจัดการพื้นที่รับน้ำ หรือ “แก้มลิง” ของกรุงเทพมหานคร ว่า การพัฒนาแก้มลิงให้มีประสิทธิภาพไม่ใช่เพียงการมีบึงขนาดใหญ่สำหรับกักเก็บน้ำ แต่ต้องพิจารณาระบบให้ครบทั้ง 3 องค์ประกอบ ได้แก่ ทางนำน้ำเข้า พื้นที่รับน้ำ และทางระบายน้ำออก หากพื้นที่รับน้ำมีขนาดใหญ่ แต่ทางน้ำเข้าและทางระบายออกมีขนาดเล็ก ก็ไม่สามารถใช้ศักยภาพของแก้มลิงได้อย่างเต็มที่

รองผู้ว่าฯ วิศณุ ยกตัวอย่าง บึงหนองบอน ซึ่งสามารถรองรับน้ำได้ประมาณ 5 ล้านลูกบาศก์เมตร และมีระบบระบายน้ำออกที่มีประสิทธิภาพ หลังอุโมงค์ระบายน้ำบึงหนองบอนสามารถส่งน้ำต่อไปยังระบบสูบน้ำบริเวณบางอ้อได้ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันข้อจำกัดสำคัญอยู่ที่การนำน้ำเข้าสู่บึง เนื่องจากยังอาศัยคลองหนองบอนและคลองสายย่อย ทำให้น้ำไหลเข้าสู่พื้นที่รับน้ำได้ไม่รวดเร็วเท่าที่ควร กทม. จึงมีโครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำส่วนต่อขยายจากบึงหนองบอนไปเชื่อมคลองประเวศบุรีรมย์และคลองสี่ เพื่อเพิ่มศักยภาพการรับน้ำจากคลองสายหลักเข้าสู่บึงหนองบอน

“แก้มลิงไม่ใช่แค่ขุดบึงใหญ่แล้วจบ ต้องดูว่าน้ำเข้ามาอย่างไร และน้ำออกไปอย่างไร ถ้าแก้มใหญ่ แต่ปากเล็ก คอเล็ก น้ำก็เข้ามาในพื้นที่รับน้ำไม่ได้เต็มประสิทธิภาพ” รองผู้ว่าฯ วิศณุ กล่าว

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน กทม. ใช้เครื่องผลักดันน้ำช่วยเร่งนำน้ำผ่านคลองหนองบอน เพื่อลดระดับน้ำในคลองประเวศบุรีรมย์ ขณะที่ในระยะยาว การเชื่อมอุโมงค์เข้ากับคลองประเวศบุรีรมย์จะช่วยให้นำน้ำปริมาณมากเข้าสู่บึงหนองบอนได้รวดเร็วขึ้น และสามารถใช้พื้นที่รับน้ำที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

รองผู้ว่าฯ วิศณุ กล่าวด้วยว่า แนวคิดการพัฒนาแก้มลิงต้องปรับให้สอดคล้องกับบริบทของปัญหา โดยแนวทางที่ศึกษาในช่วงหลังเหตุการณ์อุทกภัยปี 2554 มุ่งรองรับ “น้ำหลาก” ปริมาณมาก ขณะที่ปัจจุบันกรุงเทพฯ ต้องเผชิญกับปัญหา “ฝนตกหนักเฉพาะจุด” มากขึ้น จึงต้องออกแบบระบบรับน้ำให้เหมาะกับลักษณะของฝนและโครงข่ายระบายน้ำในแต่ละพื้นที่

ในกรณีพื้นที่คู้บอน การพิจารณาความเหมาะสมของโครงการจึงต้องดูทั้งปริมาณน้ำที่จะสามารถนำน้ำเข้าสู่บึง เส้นทางระบายน้ำออก และความคุ้มค่าของการลงทุน โดยเฉพาะเมื่อกรุงเทพฯ มีโครงการอุโมงค์และระบบคลองที่สามารถพัฒนาต่อยอดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำได้อยู่แล้ว จึงต้องเปรียบเทียบว่าการลงทุนรูปแบบใดจะช่วยประชาชนได้ครอบคลุมและคุ้มค่ามากกว่า

สำหรับการรับมือฝนตกในเมือง รองผู้ว่าฯ วิศณุ ระบุว่า แนวทางที่เหมาะสมอีกส่วนหนึ่งคือการพัฒนาแก้มลิงขนาดย่อมกระจายตามจุดเสี่ยง เนื่องจากไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าฝนหนักจะตกในพื้นที่ใด เช่น การใช้พื้นที่รับน้ำบริเวณวงเวียนหลักสี่ เขตบางเขน หรือการนำบึงที่มีอยู่แล้วมาปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพ เช่น บึงสีกัน รวมถึงประสานพื้นที่ของภาคเอกชนหรือหมู่บ้านที่มีบึงอยู่ใกล้คลองให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบระบายน้ำ

“การแก้ปัญหาฝนต้องกระจายพื้นที่รับน้ำไปตามจุดเสี่ยง ไม่จำเป็นต้องเป็นแก้มลิงขนาดใหญ่อย่างเดียว หากมีพื้นที่เดิมอยู่แล้วและเพิ่มประสิทธิภาพทางน้ำเข้า–ออกได้ ใช้งบประมาณไม่มาก แต่ช่วยลดปัญหาในพื้นที่ได้ ก็ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า” รองผู้ว่าฯ วิศณุ กล่าว

จรัญ ชุ่มเงิน รายงาน