อธิบดีกรมปศุสัตว์เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาโรคลัมปี สกิน เพื่อติดตามสถานการณ์ กำชับนโยบายการควบคุมป้องกัน และกำหนดแนวทางการใช้วัคซีนตามหลักวิชาการ ระบุ “ปศุสัตว์ต้องเร็ว วัคซีนต้องเร่ง ท้องถิ่นต้องรีบ เกษตรกรโปรดเข้าใจ“

26พ.ค.64/ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาโรคลัมปี สกิน (Lumpy Skin Disease) ครั้งที่ 1/2564 (วันที่ 25พ.ค.64 )ซึ่งคณะกรรมการนี้ประกอบด้วยทุกภาคส่วนจากภาครัฐและเอกชน คณาจารย์ ผู้ทรงคุณวุฒิจากสถาบันอุดมศึกษา องค์กรวิชาชีพ และเกษตรกร ร่วมประชุม เพื่อติดตามสถานการณ์ และแนวทางการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรค และกำหนดแนวทางการใช้วัคซีน และได้ชี้แจง กรณีที่มีข่าวเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนว่า กรมปศุสัตว์ไม่สามารถควบคุมการระบาดของโรคลัมปี สกิน ในโค – กระบือ ของเกษตรกรนั้น จึงขอชี้แจงว่า เป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงทั้งหมด เพราะตั้งแต่พบว่า โคเนื้อของเกษตรกรที่ อ.พนมไพร จ.ร้อยเอ็ด มีอาการป่วยคล้ายกับโรคลัมปี สกิน

กรมปศุสัตว์จึงได้ลงพื้นที่ พร้อมเก็บตัวอย่างมาตรวจสอบในห้องปฏิบัติการ จนมีผลยืนยันในช่วงปลายเดือนมีนาคม ว่าโคป่วยด้วยโรคลัมปี สกินจริง “ช่วงรอผลตรวจสอบทางห้องปฏิบัติการนั้นได้มีการดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อควบคุมและแก้ไข เข้มงวดการเฝ้าระวัง และมาตรการป้องกันและควบคุมโรคกรณีสงสัยโรคลัมปี สกิน เป็นต้น โดยในการดำเนินการนั้น ได้รายงานให้ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีความห่วงใยและติดตามสถานการณ์รับทราบอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุด จากการประชุมคณะกรรมการบริหารการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและการแก้ไขปัญหาภาคเกษตร ครั้งที่ 4/2564 เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2564 ที่ผ่านมาที่มี ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ได้มีข้อสั่งการให้กรมปศุสัตว์เร่งควบคุมต้นตอของการระบาดของโรคลัมปี สกิน โดยให้เข้มงวดเรื่องการเคลื่อนย้ายสัตว์ โดยเฉพาะการลักลอบเคลื่อนย้ายสัตว์ตามแนวชายแดนทุกแห่ง ดังนั้นหากพบผู้กระทำผิดให้ดำเนินการทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด แต่หากปล่อยปละละเลยให้มีการลักลอบเคลื่อนย้าย และเกิดการแพร่ระบาดของโรคเพิ่มขึ้น จะดำเนินการทางวินัยโดยเด็ดขาด

ทั้งนี้ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ได้มีการตั้งคณะกรรมการอำนวยการ และคณะทำงานศูนย์ปฏิบัติการป้องกัน ควบคุม และเตรียมความพร้อมเผชิญเหตุโรคลัมปี สกิน หรือ War room เพื่อทำหน้าที่ติดตามสถานการณ์โรคระบาด วางแผนมาตรการควบคุมโรค วางแผนการกระจายวัคซีน การป้องกันกำจัดโรค ตลอดจนมาตรการชดเชยเยียวยาเกษตรกรตามมาตรการการช่วยเหลือ และขอขอบคุณองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นหลายท้องถิ่นที่ช่วยดำเนินการฉีดพ่นสารเคมีควบคุมแมลงดูดเลือดซึ่งเป็นพาหนะของโรคลัมปี สกิน

“ส่วนกรณีของวัคซีน ด้วยโรคลัมปี สกิน เป็นโรคอุบัติใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นในประเทศไทย จึงยังไม่เคยมีการใช้วัคซีนในสัตว์สำหรับควบคุมและป้องกันโรคในประเทศมาก่อน ขณะนี้กรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการสั่งซื้อวัคซีนจากประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งมีแหล่งผลิตในประเทศแอฟริกาใต้ รวม 60,000 โดส และขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการประสานงานจัดส่งวัคซีน หลังจากวัคซีนเข้ามาถึงประเทศไทยแล้ว จะต้องดำเนินการขอหนังสือรับรองรุ่นการผลิต จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา จึงจะสามารถนำมาใช้ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย นอกจากนี้กรมปศุสัตว์กำลังดำเนินการจัดหาวัคซีนเพิ่มเติมอีกประมาณ 300,000 โดส เพื่อการควบคุมโรคและเพื่อความมั่นคงด้านวัคซีนของประเทศไทย” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การเกิดโรคล่าสุด ปัจจุบันพบใน 35 จังหวัด มีสัตว์ป่วย จำนวน 7,200 ตัว ตาย 53 ตัว และที่สำคัญสามารถควบคุมการระบาดให้อยู่วงจำกัด โดยตั้งแต่วันที่ 20 พ.ค.เป็นต้นมา ยังไม่มีรายงานการกระจายหรือการระบาดเพิ่มในจังหวัดใหม่

นอกจากนี้ นายสัตวแพทย์สรวิศ ได้กล่าวถึงกรณีที่สื่อโซเชียลได้เผยแพร่ข่าวลัมปี สกินติดต่อมาถึงสุกร พร้อมทั้งระบุว่า “ช่วงนี้คนชอบกินเนื้อวัว เนื้อหมู ต้องพิจารณาดีๆ ลามถึงหมูแล้ว” และเผยแพร่ภาพโคป่วยด้วยอาการเป็นตุ่มทั่วตัวด้วยโรคลัมปี สกิน เทียบภาพคู่กับภาพสุกรมีอาการเป็นตุ่มแดงที่บริเวณขาหลัง นั้น
กรมปศุสัตว์ขอย้ำว่า โรคลัมปี สกิน เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่สำคัญในโคกระบือ ซึ่งมีรายการการศึกษาว่าติดต่อสู่แพะแพะได้ แต่ไม่ติดต่อสู่สัตว์ชนิดอื่น เช่น สุกร สุนัข และไม่ใช่โรคที่ติดสู่คน เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส สัตว์ที่ติดเชื้อจะมีไข้สูง ต่อมน้ำเหลืองโต และมีตุ่มขนาดใหญ่ ประมาณ 2-5 เซนติเมตร ขึ้นที่ผิวหนังทั่วร่างกาย พบมากที่คอ หัว เต้านม ถุงอันฑะและหว่างขา ตุ่มที่ขึ้นอาจแตก ตกสะเก็ดและเกิดเป็นเนื้อตาย หรือมีหนอนแมลงมาไชได้ อาจพบตุ่มน้ำใสขึ้นที่เยื่อเมือก ทางเดินหายใจและทางเดินอาหาร ทำให้มีอาการน้ำลายไหล ตาอักเสบ มีตุ่มขึ้นที่เยื่อเมือก อัตราการป่วยอยู่ที่ 5 – 45 % อัตราการตายน้อยกว่า 10% แต่อาจมีอัตราการตายสูงในพื้นที่ที่ ไม่เคยมีการระบาดมาก่อน ผลกระทบส่วนใหญ่จะอยู่ที่ผลผลิตที่ลดลง

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ภาพสุกรมีรอยโรค ตุ่มนูนแดง กระจายตัวที่บริเวณขาหลัง นั้น อาการแสดงลักษณะนี้ สามารถวินิจฉัยแยกโรคออกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้ กรณีโรคไม่ติดเชื้อ เช่น แมลงกัดต่อยจนเกิดอาการของเป็นตุ่มนูนแดง หรือกรณีโรคติดเชื้อ เช่น โรคฝีดาษสุกร (swine pox) เป็นเชื้อไวรัส ซึ่งก่อโรคเฉพาะในสุกร ไม่ติดต่อสู่คน รวมทั้งสัตว์เลี้ยงและสัตว์ปศุสัตว์ชนิดอื่น ซึ่งกล่าวโดยสรุป คือ โรคลัมปี สกิน เป็นโรคติดต่อในโค กระบือ แต่ไม่ติดต่อสู่คนและสัตว์ชนิดอื่น โรคฝีดาษ-สุกร เกิดโรคเฉพาะในสุกร ไม่ติดต่อสู่สัตว์ชนิดอื่น และไม่ติดต่อสู่คน ดังนั้น การบริโภคเนื้อสัตว์จึงต้องรับประทานสุกทุกกรณี เพื่อหลีกเลี่ยงโรคบางโรคที่เกิดจากการรับประทานเนื้อสัตว์สุกๆดิบๆ เช่น โรคท้องร่วง หรือ โรคหูดับ (Streptococcus suis)
ดังนั้น หากเกษตรกรพบว่าสัตว์เลี้ยงของท่านมีอาการดังข้างต้น ขอให้รีบแจ้งสายด่วนแจ้งโรคระบาดกรมปศุสัตว์ call center 063-2256888 ซึ่งเป็นบริการโทรศัพท์รับแจ้งโรคและทุกกรณีด้านสุขภาพสัตว์ ที่จะช่วยประสานการติดต่อระหว่างเกษตรกรและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ นอกจากนี้ เกษตรกรและประชาชนทั่วไปยังสามารถแจ้งผ่านแอปพลิเคชัน DLD 4.0 “แจ้งการเกิดโรคระบาด” ได้ตลอดเวลา เพื่อกรมปศุสัตว์จะได้จัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที อันจะเป็นการลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นจากโรคนี้ได้ และสามารถติดตามสถานการณ์การระบาดและองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับโรคลัมปี สกิน ได้ที่เว็บไซต์ของสำนักควบคุม ป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ กรมปศุสัตว์ หรือที่ https://sites.google.com/view/dldlsd/home อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าว
จรัญ ชุ่มเงิน รายงาน

















