ถอดบทเรียน 12 ปี สงกรานต์-ปีใหม่ สังเวย 8,260 ชีวิต! สสส. ผนึกกำลังสื่อ เสนอเซ็ตซีโร่อุบัติเหตุเป็นวาระแห่งชาติ ชูโมเดล ‘พื้นที่เล่นน้ำปลอดภัยไร้แอลกอฮอล์’ หลังพบสถิติสลดหัวหน้าครอบครัวเสียชีวิตพุ่ง กระทบโครงสร้างการพัฒนาประเทศ
เมื่อวันอังคารที่ 21 เมษายน 2569 ณ ห้องมรกต โรงแรมดิเอมเมอรัลด์ รัชดา กรุงเทพมหานคร มูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ(มสส.) โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดประชุมโฟกัส กรุ๊ป ในหัวข้อ ถอดบทเรียน “อุบัติเหตุสงกรานต์ ท่ามกลางวิกฤตการณ์พลังงาน” โดยมี นายวีระศักดิ์ ขอบเขต ผู้ประกาศข่าว ช่อง 11 NBT เป็นผู้ดำเนินรายการ
นายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (บอร์ด สสส.) และกรรมการบริหารแผนคณะที่ 1 กล่าวเปิดการประชุมว่าในฐานะที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านสื่อมวลชนได้เห็นบทบาทของ สสส.ในการริเริ่ม ผลักดัน กระตุ้นและสนับสนุนภาคีเครือข่ายในการขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพทุกมิติทั้งกาย จิต ปัญญาและสังคม โดยเฉพาะปัจจัยเสี่ยงสุขภาพที่เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์และความสูญเสียจากอุบัติเหตุบนท้องถนนในช่วงเทศกาลสำคัญทั้งปีใหม่และสงกรานต์ที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีตัวเลขยืนยันชัดเจนว่านับตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปี 2568 หรือ 11 ปีที่ผ่านมาคนไทยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนจำนวนมากถึง 190,289 ราย หรือเฉลี่ยประมาณปีละ 19,000 ราย โดยวัยหนุ่มสาวอายุ19-29 ปีเสียชีวิตสะสมสูงสุด ที่น่าสนใจคือผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปมีแนวโน้มเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากเสียชีวิต 2,834 รายในปี 2558 เพิ่มเป็น 4,307 รายในปี 2567 เพิ่มขึ้นถึง 51.8%
กรรมการกองทุนสสส.กล่าวต่อไปว่าหากนับเฉพาะตัวเลขการเสียชีวิตและบาดเจ็บจากเทศกาลสงกรานต์และปีใหม่ย้อนหลัง 12 ปีคือตั้งแต่ปี 2558-2569 เฉพาะเทศกาลสงกรานต์คนไทยเสียชีวิตรวม 3,768 ราย บาดเจ็บ 30,802 คน ส่วนเทศกาลปีใหม่เสียชีวิตรวม 4,492 ราย บาดเจ็บ 36,721 คน ดังนั้นหากนำตัวเลขความสูญเสียเฉพาะ 2 เทศกาลนี้คนไทยเสีชีวิตรวมแล้วจำนวน 8,260 ราย บาดเจ็บ 67,523 คน ส่งผลกระทบต่อครอบครัวที่ขาดรายได้และมีผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศเพราะต้องสูญเสียประชากรวัยทำงานไปจำนวนไม่น้อยในขณะที่ประชากรวัยเด็กของไทยเกิดน้อยลง 5 ปีต่อเนื่องติดต่อกัน โดยเฉพาะหากนับเฉพาะปี 2567และปี 2568 เด็กไทยมีอัตราการเกิดน้อยลงรวม 2 ปีลดลงถึง101,360 คนเมื่อเทียบกับปี 2566 ดังนั้นการสื่อสารรณรงค์และการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยเพื่อลดความสูญเสียของครอบครัวและลดผลกระทบระดับประเทศควรจะทำอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปีตลอด 365วัน ไม่ใช่แค่ 7 วันอันตรายในช่วงเทศกาลสงกรานต์หรือปีใหม่เท่านั้น
นายแพทย์ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน(ศวปถ.) กล่าวถึง สถานการณ์ภาพรวมสงกรานต์ปี 2569เทียบกับปี 2568ว่า แม้ราคาน้ำมันแพงแต่คนเดินทางเพิ่มขึ้น 0.8% ส่วนสถิติการเกิดอุบัติเหตุ รวม 1,242 ครั้ง ลดลง 19.25% บาดเจ็บ 1,200 คน ลดลง19.75% เสียชีวิต 242 ราย ลดลง 4.35% แต่ดัชนีความรุนแรงเพิ่มขึ้นจากเดิมเกิดอุบัติเหตุ 100 ครั้งจากเสียชีวิต 16 คนเป็น 19.48 คน จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุดคือ จ.แพร่ 48 ครั้ง บาดเจ็บสะสมสูงสุด 50 คนก็เป็นจ.แพร่เช่นเดียวกัน ส่วนกรุงเทพมหานครกลายเป็นจังหวัดที่มีการเสียชีวิตสะสมมากที่สุด 21 ราย ตามด้วยจ.ปทุมธานี 12 ราย สาเหตุของการเกิดอุบัติสูงสุด 40.65% มาจากการขับรถเร็ว รองลงมา 25.20% คือการตัดหน้ากระชั้นชิด และ 24.39% มาจากการดื่มแล้วขับ พฤติกรรมเสี่ยงสูงสุดคือการไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัยเช่น 55.00%ไม่สวมหมวกนิรภัย รองลงมาคือขับรถเร็ว 25.71% และดื่มแล้วขับ 18.57% ประเภทของรถที่เกิดเหตุสูงสุด 64.55%ยังเป็นรถจักรยานยนต์ รองลงมา 15.34% เป็นรถกระบะ จุดเกิดเหตุ47.15% เป็นถนนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รองลงมา 44.72% เป็นถนนกรมทางหลวง และ 87.80% เกิดบนถนนทางตรง และยังพบว่าก่อนเทศกาลสงกรานต์ 2 วันมีคนตายจากอุบัติเหตุทางถนนถึง 102 ราย
ผู้จัดการ ศวปถ.กล่าวต่อว่าเมื่อเจาะลึกลงไปถึงเพศและวัยพบว่า 67.86% เป็นเพศชาย ช่วงอายุที่ประสบอุบัติเหตุมากที่สุด 23.57% คือเด็กและเยาวชนอายุ 0-24 ปี รองลงมา 22.14% คือคนวัยทำงานอายุ 20-29 ปี ข้อมูลจากบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด สะท้อนภาพชัดเจนว่า 38% ของผู้เสียชีวิตเป็นผู้นำครอบครัวและอีก 62%เป็นสมาชิกในครอบครัวซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานของครอบครัว และยังพบว่า 83% เสียชีวิตในพื้นที่ตำบลหรืออำเภอของตนเองและ 88% เสียชีวิตบนเส้นทางที่ใช้เป็นประจำเช่น 32% เสียชีวิตห่างจากบ้านหรือที่พักระยะ 2-5 กิโลเมตร และอีก 29% ในระยะ 6-10 กิโลเมตร สอดคล้องกับการถอดบทเรียนความเสี่ยงของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยที่สรุปว่าใกล้บ้านไม่สวมหมวกนิรภัยไม่มีใบขับขี่คือสาเหตุของการเสียชีวิตของเด็กและเยาวชน ดังนั้นอยากให้สื่อมวลชนสร้างมิติใหม่คือสื่อสารเพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดึงผู้ติดตามหรือผู้ชมให้เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างเนื้อหาบอกเล่าประสบการณ์จริงหรือความผิดพลาดที่เกิดขึ้น พร้อมกับการแสวงหาเจ้าภาพหรือแนวร่วมใหม่ๆเข้ามาร่วมจัดการความเสี่ยงเรื่องความปลอดภัยทางถนนเพิ่มมากขึ้นด้วย
นายวิษณุ ศรีทะวงศ์ ประธานมูลนิธิเครือข่ายพลังสังคม ระบุว่าแม้ตัวเลขอุบัติเหตุในภาพรวมลดลง แต่ความรุนแรงในพื้นที่เล่นน้ำยังน่ากังวล เนื่องจากขาดการจัดระเบียบและถูกแทรกซึมด้วยกิจกรรมส่งเสริมการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนักหลังจากรัฐบาลผ่อนคลายมาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ นำมาสู่วิกฤต “คนเมาเต็มถนน” โดยสงกรานต์ปีนี้เห็นสัญญาณอันตรายจากการที่ธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขยายตัวเข้าไปยังพื้นที่เล่นน้ำทั้งพื้นที่ Zoning และที่ไม่ใช่โซนนิ่ง เช่น ตามท้องถนนทั่วไปที่ผู้คนพากันปิดถนนหรือนำรถเข้ามาเล่นน้ำกันเอง และพื้นที่ห้างสรรพสินค้าเอกชน ทำให้เกิดการดื่มกินตลอดวัน กลายเป็น “แหล่งผลิตคนเมาลงสู่ท้องถนน” ส่งผลให้เกิดเหตุทะเลาะวิวาททั้งในกลุ่มคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติมีสูงขึ้น ” จากการเถอดบทเรียนพื้นที่ต้นแบบ “สนุก ปลอดภัย ไร้แอลกอฮอล์” พิสูจน์แล้วว่า ไม่มีเหล้าก็สนุกได้ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูง เช่น สีลม, สยาม, ถนนข้าวหอมมะลิ, ถนนข้าวเม่ามหาสารคามฯลฯ รวมทั้งพื้นที่ต้นแบบการจัดงานของภาคเอกชน คือศูนย์การค้าไลม์ไลท์ ภูเก็ต กับงาน “สงกรานต์โนแอล” ที่จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติอย่างล้นหลาม โดยพื้นที่ร่วมออกแบบกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์และมีมาตรการดูแลด้านความปลอดภัยอย่างดี
ประธานมูลนิธิเครือข่ายพลังสังคม เสนอแนวทางเพื่อยกระดับความปลอดภัยและคุณค่าทางประเพณีวัฒนธรรมของสงกรานต์ 3 ประเด็นหลักคือ หนึ่ง ชุมชนท้องถิ่นต้องร่วมกันกำหนดและขยายพื้นที่เล่นน้ำปลอดภัย เพื่อสร้างมาตรฐานด้านความปลอดภัยให้กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติและกติการ่วมกันของคนทั้งสังคม สอง ร่วมกันออกแบบให้มีช่องทางสัญจรพิเศษโดยเฉพาะพื้นที่เล่นน้ำขนาดใหญ่ต้องมี “ช่องทางพิเศษ” สำหรับรถฉุกเฉินที่ต้องการไปโรงพยาบาลได้ทันที สาม ร่วมกันชูจุดขายมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่งดงาม แทนการเล่นสาดน้ำหรือการให้ความสำคัญกับการดื่มกินอย่างเดียว เช่น งานสงกรานต์ที่สังขละบุรี, ขบวนแห่พระพุทธสิหิงค์และพิธียอสวยไหว้สาที่เชียงใหม่ ฯลฯหรือคอนเสริ์ตดีๆที่ไม่จำเป็นต้องมีเหล้าที่ Limelight ภูเก็ต และ Central จ.นครศรีธรรมราช “สงกรานต์คือคุณค่าทางประเพณีวัฒนธรรม หากจัดระเบียบแก้ไขความเสี่ยงได้ อุบัติเหตุและความรุนแรงก็จะลดลง”
ด้านตัวแทนสื่อมวลชนที่เข้าร่วมประชุมได้แสดงความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะถึงแนวทางในการลดความสูญเสียและผลกระทบจากอุบัติในช่วงเทศกาลสงกรานต์ว่า แม้เราจะประสบความสำเร็จในแง่ของการสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจจากการที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเป็นจำนวนมาก แต่ยังต้องแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งเรื่องการสร้างความปลอดภัยและลดพฤติกรรมการเล่นน้ำที่ใช้ความรุนแรงจากการดื่มแอลกอฮอล์และสิ่งเสพติด
ขณะเดียวกันประเทศไทยยังคงมีปัญหาซ้ำซากของการเสียชีวิตในช่วงเทศกาลสงกรานต์และเทศกาลอื่นๆสูงมากทุกปี และเห็นด้วยกับการสื่อสารเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยรวมทั้งการแสวงหาแนวร่วมใหม่ๆมาช่วยกันแก้ไขปัญหาและถึงเวลาแล้วที่เรื่องนี้จะเป็นวาระแห่งชาติมีการรณรงค์และสื่อสารกันตลอดทั้งปีไม่ใช่ถึงหน้าเทศกาลก็มารณรงค์กันครั้งหนึ่งเหมือนเป็นงานอีเวนท์ แล้วสุดท้ายต้องมานับศพผู้เสียชีวิตถอดบทเรียนกันทุกปี

















