วันเสาร์ 19 กันยายน 2026
หน้าแรก Headline 12 ปีสังเวย 8,260 ศพ! สสส. ดัน “ลดอุบัติเหตุ” วาระแห่งชาติ ชี้สงกรานต์ 69 หัวหน้าครอบครัวดับพุ่ง

12 ปีสังเวย 8,260 ศพ! สสส. ดัน “ลดอุบัติเหตุ” วาระแห่งชาติ ชี้สงกรานต์ 69 หัวหน้าครอบครัวดับพุ่ง

ถอดบทเรียน 12 ปี สงกรานต์-ปีใหม่ สังเวย 8,260 ชีวิต! สสส. ผนึกกำลังสื่อ เสนอเซ็ตซีโร่อุบัติเหตุเป็นวาระแห่งชาติ ชูโมเดล ‘พื้นที่เล่นน้ำปลอดภัยไร้แอลกอฮอล์’ หลังพบสถิติสลดหัวหน้าครอบครัวเสียชีวิตพุ่ง กระทบโครงสร้างการพัฒนาประเทศ

เมื่อวันอังคารที่ 21 เมษายน 2569  ณ ห้องมรกต โรงแรมดิเอมเมอรัลด์ รัชดา กรุงเทพมหานคร มูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ(มสส.) โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดประชุมโฟกัส กรุ๊ป ในหัวข้อ ถอดบทเรียน  “อุบัติเหตุสงกรานต์ ท่ามกลางวิกฤตการณ์พลังงาน”  โดยมี นายวีระศักดิ์  ขอบเขต ผู้ประกาศข่าว ช่อง 11 NBT  เป็นผู้ดำเนินรายการ

นายวิเชษฐ์  พิชัยรัตน์  กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (บอร์ด สสส.) และกรรมการบริหารแผนคณะที่ 1  กล่าวเปิดการประชุมว่าในฐานะที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านสื่อมวลชนได้เห็นบทบาทของ สสส.ในการริเริ่ม ผลักดัน กระตุ้นและสนับสนุนภาคีเครือข่ายในการขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพทุกมิติทั้งกาย จิต ปัญญาและสังคม โดยเฉพาะปัจจัยเสี่ยงสุขภาพที่เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์และความสูญเสียจากอุบัติเหตุบนท้องถนนในช่วงเทศกาลสำคัญทั้งปีใหม่และสงกรานต์ที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีตัวเลขยืนยันชัดเจนว่านับตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปี 2568 หรือ 11 ปีที่ผ่านมาคนไทยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนจำนวนมากถึง 190,289 ราย หรือเฉลี่ยประมาณปีละ 19,000 ราย โดยวัยหนุ่มสาวอายุ19-29 ปีเสียชีวิตสะสมสูงสุด ที่น่าสนใจคือผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปมีแนวโน้มเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากเสียชีวิต 2,834 รายในปี 2558 เพิ่มเป็น 4,307 รายในปี 2567 เพิ่มขึ้นถึง 51.8%

กรรมการกองทุนสสส.กล่าวต่อไปว่าหากนับเฉพาะตัวเลขการเสียชีวิตและบาดเจ็บจากเทศกาลสงกรานต์และปีใหม่ย้อนหลัง 12  ปีคือตั้งแต่ปี 2558-2569 เฉพาะเทศกาลสงกรานต์คนไทยเสียชีวิตรวม 3,768 ราย บาดเจ็บ 30,802 คน ส่วนเทศกาลปีใหม่เสียชีวิตรวม 4,492 ราย บาดเจ็บ 36,721 คน ดังนั้นหากนำตัวเลขความสูญเสียเฉพาะ 2 เทศกาลนี้คนไทยเสีชีวิตรวมแล้วจำนวน 8,260 ราย บาดเจ็บ 67,523 คน ส่งผลกระทบต่อครอบครัวที่ขาดรายได้และมีผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศเพราะต้องสูญเสียประชากรวัยทำงานไปจำนวนไม่น้อยในขณะที่ประชากรวัยเด็กของไทยเกิดน้อยลง 5 ปีต่อเนื่องติดต่อกัน โดยเฉพาะหากนับเฉพาะปี 2567และปี 2568 เด็กไทยมีอัตราการเกิดน้อยลงรวม 2 ปีลดลงถึง101,360 คนเมื่อเทียบกับปี 2566 ดังนั้นการสื่อสารรณรงค์และการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยเพื่อลดความสูญเสียของครอบครัวและลดผลกระทบระดับประเทศควรจะทำอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปีตลอด 365วัน ไม่ใช่แค่ 7 วันอันตรายในช่วงเทศกาลสงกรานต์หรือปีใหม่เท่านั้น

 นายแพทย์ธนะพงศ์  จินวงษ์    ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน(ศวปถ.) กล่าวถึง สถานการณ์ภาพรวมสงกรานต์ปี 2569เทียบกับปี 2568ว่า แม้ราคาน้ำมันแพงแต่คนเดินทางเพิ่มขึ้น 0.8% ส่วนสถิติการเกิดอุบัติเหตุ รวม 1,242 ครั้ง ลดลง 19.25% บาดเจ็บ 1,200 คน ลดลง19.75% เสียชีวิต 242 ราย ลดลง 4.35% แต่ดัชนีความรุนแรงเพิ่มขึ้นจากเดิมเกิดอุบัติเหตุ 100 ครั้งจากเสียชีวิต 16 คนเป็น 19.48 คน จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุดคือ จ.แพร่ 48 ครั้ง บาดเจ็บสะสมสูงสุด 50 คนก็เป็นจ.แพร่เช่นเดียวกัน ส่วนกรุงเทพมหานครกลายเป็นจังหวัดที่มีการเสียชีวิตสะสมมากที่สุด 21 ราย ตามด้วยจ.ปทุมธานี 12 ราย สาเหตุของการเกิดอุบัติสูงสุด 40.65% มาจากการขับรถเร็ว รองลงมา 25.20% คือการตัดหน้ากระชั้นชิด และ 24.39% มาจากการดื่มแล้วขับ พฤติกรรมเสี่ยงสูงสุดคือการไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัยเช่น 55.00%ไม่สวมหมวกนิรภัย รองลงมาคือขับรถเร็ว 25.71% และดื่มแล้วขับ 18.57% ประเภทของรถที่เกิดเหตุสูงสุด 64.55%ยังเป็นรถจักรยานยนต์ รองลงมา 15.34% เป็นรถกระบะ จุดเกิดเหตุ47.15% เป็นถนนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รองลงมา 44.72% เป็นถนนกรมทางหลวง และ 87.80% เกิดบนถนนทางตรง และยังพบว่าก่อนเทศกาลสงกรานต์ 2 วันมีคนตายจากอุบัติเหตุทางถนนถึง 102 ราย

ผู้จัดการ ศวปถ.กล่าวต่อว่าเมื่อเจาะลึกลงไปถึงเพศและวัยพบว่า 67.86% เป็นเพศชาย ช่วงอายุที่ประสบอุบัติเหตุมากที่สุด 23.57% คือเด็กและเยาวชนอายุ 0-24 ปี รองลงมา 22.14% คือคนวัยทำงานอายุ 20-29 ปี ข้อมูลจากบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด สะท้อนภาพชัดเจนว่า 38% ของผู้เสียชีวิตเป็นผู้นำครอบครัวและอีก 62%เป็นสมาชิกในครอบครัวซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานของครอบครัว และยังพบว่า 83% เสียชีวิตในพื้นที่ตำบลหรืออำเภอของตนเองและ 88% เสียชีวิตบนเส้นทางที่ใช้เป็นประจำเช่น 32% เสียชีวิตห่างจากบ้านหรือที่พักระยะ 2-5 กิโลเมตร  และอีก 29% ในระยะ  6-10 กิโลเมตร สอดคล้องกับการถอดบทเรียนความเสี่ยงของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยที่สรุปว่าใกล้บ้านไม่สวมหมวกนิรภัยไม่มีใบขับขี่คือสาเหตุของการเสียชีวิตของเด็กและเยาวชน ดังนั้นอยากให้สื่อมวลชนสร้างมิติใหม่คือสื่อสารเพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดึงผู้ติดตามหรือผู้ชมให้เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างเนื้อหาบอกเล่าประสบการณ์จริงหรือความผิดพลาดที่เกิดขึ้น พร้อมกับการแสวงหาเจ้าภาพหรือแนวร่วมใหม่ๆเข้ามาร่วมจัดการความเสี่ยงเรื่องความปลอดภัยทางถนนเพิ่มมากขึ้นด้วย

 นายวิษณุ  ศรีทะวงศ์    ประธานมูลนิธิเครือข่ายพลังสังคม  ระบุว่าแม้ตัวเลขอุบัติเหตุในภาพรวมลดลง แต่ความรุนแรงในพื้นที่เล่นน้ำยังน่ากังวล เนื่องจากขาดการจัดระเบียบและถูกแทรกซึมด้วยกิจกรรมส่งเสริมการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนักหลังจากรัฐบาลผ่อนคลายมาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ นำมาสู่วิกฤต “คนเมาเต็มถนน”  โดยสงกรานต์ปีนี้เห็นสัญญาณอันตรายจากการที่ธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขยายตัวเข้าไปยังพื้นที่เล่นน้ำทั้งพื้นที่ Zoning และที่ไม่ใช่โซนนิ่ง เช่น ตามท้องถนนทั่วไปที่ผู้คนพากันปิดถนนหรือนำรถเข้ามาเล่นน้ำกันเอง และพื้นที่ห้างสรรพสินค้าเอกชน ทำให้เกิดการดื่มกินตลอดวัน กลายเป็น “แหล่งผลิตคนเมาลงสู่ท้องถนน” ส่งผลให้เกิดเหตุทะเลาะวิวาททั้งในกลุ่มคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติมีสูงขึ้น  ”  จากการเถอดบทเรียนพื้นที่ต้นแบบ “สนุก ปลอดภัย ไร้แอลกอฮอล์” พิสูจน์แล้วว่า ไม่มีเหล้าก็สนุกได้ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูง เช่น สีลม, สยาม, ถนนข้าวหอมมะลิ, ถนนข้าวเม่ามหาสารคามฯลฯ รวมทั้งพื้นที่ต้นแบบการจัดงานของภาคเอกชน คือศูนย์การค้าไลม์ไลท์ ภูเก็ต กับงาน “สงกรานต์โนแอล” ที่จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติอย่างล้นหลาม โดยพื้นที่ร่วมออกแบบกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์และมีมาตรการดูแลด้านความปลอดภัยอย่างดี

ประธานมูลนิธิเครือข่ายพลังสังคม เสนอแนวทางเพื่อยกระดับความปลอดภัยและคุณค่าทางประเพณีวัฒนธรรมของสงกรานต์ 3 ประเด็นหลักคือ หนึ่ง ชุมชนท้องถิ่นต้องร่วมกันกำหนดและขยายพื้นที่เล่นน้ำปลอดภัย เพื่อสร้างมาตรฐานด้านความปลอดภัยให้กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติและกติการ่วมกันของคนทั้งสังคม สอง ร่วมกันออกแบบให้มีช่องทางสัญจรพิเศษโดยเฉพาะพื้นที่เล่นน้ำขนาดใหญ่ต้องมี “ช่องทางพิเศษ” สำหรับรถฉุกเฉินที่ต้องการไปโรงพยาบาลได้ทันที สาม ร่วมกันชูจุดขายมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่งดงาม แทนการเล่นสาดน้ำหรือการให้ความสำคัญกับการดื่มกินอย่างเดียว เช่น งานสงกรานต์ที่สังขละบุรี, ขบวนแห่พระพุทธสิหิงค์และพิธียอสวยไหว้สาที่เชียงใหม่ ฯลฯหรือคอนเสริ์ตดีๆที่ไม่จำเป็นต้องมีเหล้าที่ Limelight ภูเก็ต และ Central  จ.นครศรีธรรมราช   “สงกรานต์คือคุณค่าทางประเพณีวัฒนธรรม หากจัดระเบียบแก้ไขความเสี่ยงได้ อุบัติเหตุและความรุนแรงก็จะลดลง”

ด้านตัวแทนสื่อมวลชนที่เข้าร่วมประชุมได้แสดงความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะถึงแนวทางในการลดความสูญเสียและผลกระทบจากอุบัติในช่วงเทศกาลสงกรานต์ว่า แม้เราจะประสบความสำเร็จในแง่ของการสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจจากการที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเป็นจำนวนมาก แต่ยังต้องแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งเรื่องการสร้างความปลอดภัยและลดพฤติกรรมการเล่นน้ำที่ใช้ความรุนแรงจากการดื่มแอลกอฮอล์และสิ่งเสพติด

ขณะเดียวกันระเทศไทยยังคงมีปัญหาซ้ำซากของการเสียชีวิตในช่วงเทศกาลสงกรานต์และเทศกาลอื่นๆสูงมากทุกปี และเห็นด้วยกับการสื่อสารเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยรวมทั้งการแสวงหาแนวร่วมใหม่ๆมาช่วยกันแก้ไขปัญหาและถึงเวลาแล้วที่เรื่องนี้จะเป็นวาระแห่งชาติมีการรณรงค์และสื่อสารกันตลอดทั้งปีไม่ใช่ถึงหน้าเทศกาลก็มารณรงค์กันครั้งหนึ่งเหมือนเป็นงานอีเวนท์ แล้วสุดท้ายต้องมานับศพผู้เสียชีวิตถอดบทเรียนกันทุกปี