โครงการ “The Echo เสียงแห่งแผ่นดิน” ประจำปี 2569 โดยศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 1 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ศปป.1 กอ.รมน.) กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่าเวทีประกวดสุนทรพจน์สามารถเป็นได้มากกว่าการแข่งขัน แต่คือพื้นที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้ค้นหารากเหง้าของตนเอง เรียนรู้ประวัติศาสตร์อย่างมีความหมาย และต่อยอดสู่การเป็นนักสื่อสารสร้างสรรค์ในยุคดิจิทัล
หลังจากเสร็จสิ้นการประกวดสุนทรพจน์รอบชิงชนะเลิศระดับภาค ในหัวข้อ “ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เรื่องเล่าจากแผ่นดินของเรา” ไปแล้ว 2 ครั้ง ทั้งในภาคกลางและภาคใต้ ภาพที่ปรากฏชัดคือ ประวัติศาสตร์ที่หลายคนเคยมองว่าเป็นเรื่องไกลตัวหรือเป็นเพียงเนื้อหาในตำราเรียน กำลังกลับมาได้รับความสนใจจากคนรุ่นใหม่อีกครั้ง
สิ่งที่น่าสนใจบนเวที The Echo คือ เยาวชนไม่ได้จำกัดการค้นคว้าอยู่แค่ในหนังสือ หรืออินเทอร์เน็ต แต่ลงลึกถึงการสืบค้นเชิงพื้นที่ เชื่อมโยงหลักฐานทางประวัติศาสตร์เข้ากับวิถีชีวิตชุมชนและสังคมปัจจุบัน หลายคนขุดคุ้ยเรื่องราวในบ้านเกิดที่แม้แต่คนในพื้นที่เองก็อาจไม่เคยรู้อย่างละเอียด
ลีลาการถ่ายทอดก็สะท้อนความคิดสร้างสรรค์ที่แตกต่าง บางคนเปิดเวทีด้วยคำถามชวนคิด บางคนหยิบเรื่องเล่าจากครอบครัวและชุมชนมาเชื่อมโยง ขณะที่บางคนนำอดีตมาเทียบเคียงกับปัจจุบัน ทำให้ประวัติศาสตร์ไม่ใช่แค่การท่องจำปี พ.ศ. หรือเหตุการณ์สำคัญ แต่เป็นเรื่องเล่าที่มีทั้งข้อมูล ความรู้สึก และความภาคภูมิใจ
เวทีนี้จึงตอกย้ำว่า เมื่อเยาวชนมีโอกาสเลือกเรื่องที่ตนเองสนใจและค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง ประวัติศาสตร์ก็สามารถเป็นเรื่องใกล้ตัว สนุก และมีความหมาย โดยเยาวชนได้ก้าวจากบทบาทผู้รับฟัง สู่การเป็นผู้เล่าเรื่องด้วยเสียงของตนเองอย่างแท้จริง

เบื้องหลังสำคัญของโครงการคือบทบาทของ พลโท กรณ์พงศ์ แสงทอง ผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 1 กอ.รมน. หรือที่รู้จักกันในนาม “ขุนศึกอาจารย์โต” เจ้าของแนวคิด “สร้างคนดีด้วยประวัติศาสตร์ สร้างชาติด้วยอุดมการณ์”
น้อยคนจะรู้ว่า ท่านเคยเป็นแชมป์สุนทรพจน์ระดับประเทศเมื่อปี 2533 และได้นำประสบการณ์ด้านการพูดมาถ่ายทอดให้กับเยาวชนมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อเข้ามารับผิดชอบภารกิจด้านการสร้างความเข้าใจและส่งเสริมความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ ประสบการณ์ดังกล่าวจึงกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญในการพัฒนาเยาวชนผ่านเวทีนี้
นอกเหนือจากการสนับสนุนเชิงนโยบาย พลโท กรณ์พงศ์ ยังลงพื้นที่พบปะเยาวชนด้วยตนเอง ถ่ายทอดเทคนิคการพูดตั้งแต่การวางโครงสร้างเนื้อหา การเปิดประเด็น การใช้น้ำเสียงและภาษากาย ไปจนถึงการสื่อสารให้เข้าถึงผู้ฟัง พร้อมย้ำว่า ทักษะการพูดไม่ใช่แค่ความสามารถในการยืนต่อหน้าผู้คน แต่คือความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ ความคิด และความเข้าใจ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีของสังคม

สำหรับก้าวต่อไป ศปป.1 กอ.รมน. เตรียมต่อยอดสู่กิจกรรม “ค่ายเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติไทยและการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์” มุ่งให้เยาวชนได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์อย่างลึกซึ้ง ผ่านการพบปะนักประวัติศาสตร์และปราชญ์ท้องถิ่น การลงพื้นที่ศึกษาสถานที่จริง เรียนรู้จากหลักฐานและเรื่องเล่าของชุมชน ควบคู่กับการฝึกตั้งคำถามและวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล
ขณะเดียวกัน จะเน้นพัฒนาทักษะการสื่อสารในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะการผลิตคลิปวิดีโอสั้น ตั้งแต่การคิดประเด็น ค้นคว้าข้อมูล เขียนบท เล่าเรื่อง ถ่ายทำ และตัดต่อ เพื่อแปรเปลี่ยนองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์ให้กลายเป็นสื่อสร้างสรรค์ที่เข้าถึงง่าย น่าสนใจสำหรับคนรุ่นใหม่ และเผยแพร่ได้ในวงกว้าง โดยยังคงรักษาความถูกต้องของข้อมูล
เพราะเป้าหมายสำคัญของโครงการ ไม่ใช่แค่ทำให้เยาวชนจำได้ว่าอดีตเคยเกิดอะไรขึ้น แต่คือการทำให้เข้าใจว่าเรื่องราวเหล่านั้นมีความหมายต่อเราในวันนี้อย่างไร และเสียงของพวกเขาจะช่วยส่งต่อเรื่องราวเหล่านั้นไปสู่อนาคตได้อย่างไร
สมเกียรติ ทรัพย์เฉลิม รายงาน

















