วันพฤหัสบดี 5 พฤศจิกายน 2026
หน้าแรก เศรษฐกิจ จากเทรนด์สุขภาพสู่การพัฒนาอาหาร ซีพีเอฟต่อยอดแนวคิด Food as Medicine

จากเทรนด์สุขภาพสู่การพัฒนาอาหาร ซีพีเอฟต่อยอดแนวคิด Food as Medicine

ในปัจจุบัน นิยามและความคาดหวังของผู้บริโภค เมื่อพูดถึง “อาหารที่ดี” มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก เมื่อก่อนเราอาจนึกถึงอาหารที่อร่อย สะอาด รับประทานแล้วอิ่มท้อง แต่ปัจจุบันอาหารที่ดี มีรายละเอียดมากกว่านั้น ผู้คนเริ่มใส่ใจมากขึ้น เกี่ยวกับปริมาณน้ำตาล โซเดียม โปรตีน ส่วนผสม ไปจนถึงที่มาของวัตถุดิบต่างๆ ที่ส่งผลต่อความปลอดภัยของสุขภาพ เพราะอาหารไม่ได้ถูกแยกออกจากเรื่องสุขภาพเหมือนเดิมอีกต่อไป แนวคิดเหล่านี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ต้องคิดให้ไกลกว่า “ความอร่อย” ในทุกขั้นตอนของการพัฒนาอาหาร

เมื่อเทรนด์สุขภาพเปลี่ยนวิธีเลือกอาหารของคนไทย

จากผลสำรวจ PwC Voice of the Consumer Survey 2025[1] ซึ่งสำรวจผู้บริโภคชาวไทย 521 คน พบว่านอกจากเรื่องของราคา (51%) และรสชาติ (47%) แล้ว อีกปัจจัยสำคัญที่ผู้บริโภคใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกซื้ออาหาร คือ “คุณค่าทางโภชนาการสูง” (43%) ขณะเดียวกัน ความปลอดภัยของอาหารก็เป็นอีกเรื่องที่คนให้ความสำคัญ โดย 55% กังวลเรื่องสารเติมแต่งหรือสารกันเสียในอาหาร และ 51% กังวลถึงความเสี่ยงต่อสุขภาพจากอาหารแปรรูปสูง (Ultra-processed foods)

สิ่งที่น่าสนใจคือ ความใส่ใจเรื่องสุขภาพไม่ได้หยุดอยู่เพียงคำถามที่ว่า “ควร หรือ ไม่ควรรับประทานอะไร” แต่กำลัง เข้ามาอยู่ในรายละเอียดเล็กๆ ของ “การเลือก” ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การดูส่วนประกอบ การคำนวณแคลอรี่ เลือกคุณค่าทางโภชนาการ ไปจนถึงการเลือกรสชาติที่หวานหรือเค็มน้อยลง

เมื่อเริ่มคุ้นเคยกับทางเลือกใหม่ การรับรสชาติก็เปลี่ยนตามได้

หลังจากกระแสการลดน้ำตาลกลายเป็นวาระสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารทั่วโลกตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ‘การลดโซเดียม’ กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ด้านโภชนาการในยุคปัจจุบัน หลายประเทศได้กำหนดเป้าหมายการลดการบริโภคโซเดียมอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมผลักดันการรณรงค์ด้านสุขภาพและมาตรการทางนโยบายต่าง ๆ เพื่อมอบทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น โดยยังคงรสชาติและประสบการณ์การบริโภคที่ผู้บริโภคชื่นชอบ

องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดให้การบริโภคโซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวันเป็นระดับที่เหมาะสมต่อสุขภาพ แต่ในความเป็นจริง ผู้คนทั่วโลกยังบริโภคโซเดียมเฉลี่ยมากกว่า 4,200 มิลลิกรัมต่อวัน ขณะที่คนไทยมีการบริโภคโซเดียมเฉลี่ยสูงกว่า 4,000 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งเกินกว่าคำแนะนำด้านสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญ

การลดโซเดียมก็มีแนวคิดคล้ายกัน คือการค่อย ๆ ปรับรสชาติให้ผู้บริโภคยังรู้สึกว่าอร่อย ขณะเดียวกันก็ลดปริมาณโซเดียมลง เพราะการบริโภคโซเดียมสูงอย่างต่อเนื่องสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง รวมถึงโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง และโรคไตเรื้อรัง
แต่หากมองให้กว้างกว่าการ “ลดเค็ม” การดูแลสุขภาพตัวเองผ่านอาหารไม่ได้มีเพียงการลดสิ่งที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพเท่านั้น การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกัน ไปจนถึงการดูแลผู้ที่มีความต้องการทางโภชนาการเฉพาะ จึงเป็นบทบาทของอาหารในอนาคต ซึ่งอาจไปไกลกว่าการให้ความอิ่ม อร่อยเพียงอย่างเดียว

โจทย์ของคนพัฒนาอาหารเปลี่ยนตามทิศทางการบริโภค

อาหารหนึ่งมื้อจะมีส่วนช่วยดูแลสุขภาพของผู้บริโภคได้อย่างไร หนึ่งในทิศทางที่ ซีพีเอฟ ให้ความสำคัญคือ อาหารเป็นยา (Food as Medicine) ซึ่งไม่ได้หมายถึงการนำอาหารมาแทนการรักษาด้วยยา แต่เป็นการมองว่าอาหารที่รับประทานในแต่ละวันสามารถมีส่วนช่วยดูแลสุขภาพได้มากขึ้น

บทบาทสำคัญประการหนึ่งของ ศูนย์วิจัยและพัฒนาซีพีเอฟ คือการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และความเข้าใจผู้บริโภคมาทำงานร่วมกัน ตั้งแต่การเสริมโปรตีน ใยอาหาร หรือโอเมก้า 3 การลดน้ำตาล เกลือ และไขมันบางประเภท ไปจนถึงการพัฒนาอาหารสำหรับผู้ที่มีความต้องการทางโภชนาการเฉพาะ เพราะการเปลี่ยนส่วนประกอบแต่ละครั้งไม่ได้กระทบเพียงคุณค่าทางโภชนาการ แต่ยังเชื่อมโยงกับรสชาติ กลิ่น เนื้อสัมผัส และคุณภาพของอาหาร งานวิจัยจึงต้องหาคำตอบว่า จะทำให้อาหารมีคุณค่ามากขึ้น โดยยังคงความอร่อยที่ผู้บริโภคคุ้นเคยได้อย่างไร

ยกตัวอย่างในห้องแล็บ Food Biotechnology นักวิจัยศึกษาจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ “โพรไบโอติก” เพื่อนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ส่วนห้องแล็บ Food Analysis มีเครื่องมือวิเคราะห์ที่ทันสมัย ใช้ตรวจคุณค่าทางโภชนาการในอาหารได้อย่างละเอียดถึงระดับโปรตีนสายสั้นและกรดอะมิโน ความรู้จากห้องแล็บเหล่านี้ถูกต่อยอดเป็นอาหารสำหรับคนที่มีความต้องการเฉพาะ เช่น NutriMax อาหารทางการแพทย์ที่พัฒนาร่วมกับโรงพยาบาลรามาธิบดี สำหรับผู้ป่วยและผู้สูงอายุที่เคี้ยวอาหารได้ลำบาก เป็นต้น

ขณะเดียวกัน อาหารปลอดภัย (Food Safety) ก็ถูกคำนึงถึงตั้งแต่กระบวนการพัฒนา ทั้งการควบคุมการปนเปื้อน การวิเคราะห์คุณสมบัติของอาหาร ตลอดจนการพัฒนาบรรจุภัณฑ์และกระบวนการผลิตที่ช่วยรักษาคุณภาพและยืดอายุอาหาร

เพราะต่อให้ได้สูตรที่ลงตัวในห้องทดลอง ก็ยังต้องตอบให้ได้ว่า “ผลิตจริงได้หรือไม่” สูตรจากห้องทดลองจึงต้องผ่าน โรงงานต้นแบบ (Pilot Plant) เพื่อทดสอบว่า เมื่อขยายจากปริมาณเล็กไปสู่การผลิตในระดับที่ใหญ่ขึ้น รสชาติ เนื้อสัมผัส และคุณภาพของอาหารยังคงเป็นไปตามที่ต้องการ ก่อนนำไปสู่การผลิตจริง

พื้นที่แห่งนี้ยังรองรับการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตอาหารที่หลากหลาย โดยครอบคลุมผลิตภัณฑ์ของซีพีเอฟ ทั้งสุกร ไก่ สัตว์น้ำ ไข่ ไส้กรอก โปรตีนจากพืช และอาหารพร้อมรับประทาน หนึ่งในเทคโนโลยีที่น่าสนใจคือ Microwave System ซึ่งทำให้อาหารถูกปรุงสุกและปิดผนึกในถาด ก่อนผ่านการฆ่าเชื้อด้วยคลื่นไมโครเวฟที่ออกแบบมาเฉพาะ ช่วยรักษารสชาติและกลิ่นของอาหาร พร้อมยืดอายุการเก็บรักษาโดยไม่ต้องเติมสารกันเสีย ปัจจุบันมีเมนูที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีนี้วางจำหน่ายแล้วในร้านสะดวกซื้อ เช่น แกงกะหรี่หมูคูโรบูตะ และมัสมั่นไก่

นวัตกรรมอาหารจึงไม่ได้อยู่ที่การสร้างสิ่งที่ “ใหม่” ที่สุด แต่อยู่ที่การนำความรู้และเทคโนโลยีมาทำให้อาหารที่ได้รับประทานอยู่ทุกวัน มีคุณค่ามากขึ้น ปลอดภัย และสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคอย่างแท้จริง

###
[1] PwC Thailand. (2025). Voice of the Consumer Survey 2025. Thailand Snapshot.
https://www.pwc.com/th/en/research-and-insights/voice-of-the-consumer-survey-2025-en.html