กรุงเทพฯ : กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เดินหน้าส่งเสริมการใช้สื่อเป็นกลไกสร้างภูมิคุ้มกันต่อภัยหลอกลวงออนไลน์ โดยสนับสนุนผู้รับทุนโครงการ “ถอดรหัสกลลวงออนไลน์ เครือข่ายสื่อเท่าทันภัยไซเบอร์” หรือ “จิตวิทยาของการหลอกลวง” โดยบริษัทไทยคอนเซนท์ จำกัด และพันธมิตรด้านวิชาการจาก นาบิ เอเชีย ซึ่งพัฒนาการทำงานตั้งแต่การสร้างองค์ความรู้ การผลิตและเผยแพร่สื่อ การศึกษาพฤติกรรมของประชาชน การสร้างเครือข่ายขยายผล ไปจนถึงการพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อให้การลงทุนด้านสื่อที่เกี่ยวข้องกับการเฝ้าระวังความเสียหายจากสแกมเมอร์ สามารถสร้างผลกระทบต่อเนื่องและถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้มากกว่าการเผยแพร่เป็นรายชิ้น ณ โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569

พัชรพร พงษ์ทัดศิริกุล ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการรู้เท่าทันและเฝ้าระวังสื่อ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวเปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองข้ามภาคส่วน ซึ่งจัดขึ้นเพื่อสรุปผลการดำเนินงานและเปิดพื้นที่หารือถึงบทบาทของสื่อในการป้องกันการหลอกลวงออนไลน์ รวมถึงการป้องกันการจัดหาคนหรือค้ามนุษย์เข้าสู่อุตสาหกรรมสแกมเมอร์ โดยเวทีให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนและการเชื่อมความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่มีข้อมูล ความเชี่ยวชาญ และช่องทางเข้าถึงกลุ่มประชาชนที่แตกต่างกัน
โดยตลอดการดำเนินงาน โครงการได้ผลิตบทความ อินโฟกราฟิก แอนิเมชัน และเนื้อหาสำหรับสื่อสังคมออนไลน์ ควบคู่กับการพัฒนาเว็บไซต์และออกแบบข้อเสนอด้านสื่อร่วมกับเครือข่าย โดยตั้งเป้าให้สื่อสามารถถูกนำไปใช้ต่อโดยหน่วยงานและองค์กรอื่น รวมถึงสร้างความร่วมมือใหม่ระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อรวบรวมมุมมองสำหรับการต่อยอด โดยภายในเวทีมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมแลกเปลี่ยน รวมถึงวิทยากร ได้แก่ เอกราช ซาบูร์ Senior Programme Management Officer สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNODC, นราธิป ตาปิน นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน และ อภิรดี เทียนทอง ผู้เชี่ยวชาญประเด็นป้องกันการค้ามนุษย์
นอกจากนี้ ยังมี ภาคประชาชนและภาครัฐ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนและรับฟัง อาทิเช่น ตัวแทนจากสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม องค์กรภาคีเครือข่ายผู้ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงภาคประชาชนแห่งประเทศไทย (อวชท.) มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค มูลนิธิรักษ์ไทย สหภาพไรเดอร์ ตัวแทนสื่อมวลชน ตัวแทนนักศึกษา และตัวแทนผู้สูงอายุ เพื่อสะท้อนทั้งประสบการณ์ความเสียหาย ช่องว่างในการเข้าถึงข้อมูล และความต้องการของกลุ่มประชาชนที่แตกต่างกัน
ข้อค้นพบจากเวทียังสะท้อนว่า ความเสียหายจากภัยหลอกลวงออนไลน์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสูญเสียเงิน แต่ครอบคลุมตั้งแต่การถูกนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ การหลอกผ่านข้อเสนองาน การถูกดึงเข้าสู่สถานการณ์ค้ามนุษย์หรือบังคับให้กระทำความผิด ไปจนถึงผู้ให้บริการอย่างไรเดอร์ที่อาจถูกใช้เป็นตัวกลางในการผ่านเส้นทางการเงินสีเทา ไปจนถึงองค์กร มูลนิธิ ที่ถูกแอบอ้างชื่อหรือความน่าเชื่อถือไปใช้หลอกลวงประชาชน
ทั้งนี้ ปัจจุบัน ภาครัฐมีกลไกในการรับมือกับอาชญากรรมออนไลน์อยู่แล้วหลายส่วน แต่ประชาชนยังมีช่องว่างในการรับรู้ว่าหลังจากแจ้งเหตุแล้วข้อมูลถูกส่งต่อไปที่ใด หน่วยงานใดดำเนินการ และกระบวนการติดตามเป็นอย่างไร ขณะที่หน่วยงานภาครัฐเองมีข้อมูลจากการปฏิบัติงานจำนวนมาก ทั้งรูปแบบการหลอก เส้นทางการเงิน การสรรหาบุคคล และพฤติกรรมของเครือข่ายอาชญากรรม แต่ข้อมูลดังกล่าวยังต้องหาช่องทางในการนำออกมาประโยชน์ด้านการสื่อสารสาธารณะให้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ผลจากการหารือยังชี้ให้เห็นว่า ปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ การหลอกไปทำงานในศูนย์สแกม การค้ามนุษย์ บัญชีม้า การฟอกเงิน และเส้นทางการเงิน สามารถเป็นส่วนต่าง ๆ ของ Scam Ecosystem เดียวกัน การสื่อสารในอนาคต จึงจำเป็นต้องเชื่อมองค์ความรู้จากหลายภาคส่วน และช่วยให้ประชาชนเข้าใจเส้นทางความเสี่ยงทั้งระบบ มากกว่าการเตือนภัยเฉพาะกรณี
ในภาพรวม ข้อเสนอจากเวทีสะท้อนทิศทางเดียวกันว่า การป้องกันภัยหลอกลวงออนไลน์ จำเป็นต้องเชื่อมภาครัฐ สื่อ ภาคประชาสังคม ชุมชน และแพลตฟอร์มดิจิทัลเข้าด้วยกัน โดยใช้ศักยภาพของแต่ละฝ่ายทั้งด้านข้อมูล การสื่อสาร การเข้าถึงกลุ่มเสี่ยง การช่วยเหลือ และการติดตามผล เพื่อให้การป้องกันเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุและต่อเนื่องไปถึงการคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบ
เมื่อพิจารณาผลการดำเนินงานในปัจจุบัน โครงการฯ ได้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมสำหรับการต่อยอดในหลายด้าน ทั้ง คลังสื่อที่สามารถเผยแพร่และนำไปใช้ต่อได้ รวมถึงมีผลการศึกษาพฤติกรรมประชาชนระยะตั้งต้น เครือข่ายหน่วยงานและภาคประชาชนที่เริ่มเชื่อมโยงกัน และข้อเสนอเชิงกลไกที่เกิดขึ้นจากการทำงานและการหารือข้ามภาคส่วน
ในระยะต่อไป แนวทางที่อยู่ระหว่างการหารือประกอบด้วย การสร้างกลไกแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานกับผู้ผลิตสื่อ การเปิดให้ภาคีสามารถนำสื่อไปใช้และขยายผลผ่านช่องทางของตน การพัฒนาแนวทางร่วมด้านคุณภาพและจริยธรรมในการสื่อสารเรื่องการหลอกลวงและการค้ามนุษย์ และการทดลองระบบที่นำผลจากการเผยแพร่กลับมาใช้พัฒนาสื่อและมาตรการป้องกันในระยะต่อไป
สำหรับกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ บทเรียนจากโครงการยังเปิดให้เห็นบทบาทของหน่วยงานส่งเสริมสื่อที่สามารถขยายจากการสนับสนุนการผลิตชิ้นงาน ไปสู่การเป็นพื้นที่เชื่อมองค์ความรู้ ผู้ผลิตสื่อ หน่วยงานด้านการป้องกันและปราบปราม ภาคประชาสังคม และเครือข่ายประชาชน เพื่อให้การลงทุนด้านสื่อสร้างผลกระทบต่อเนื่อง ทั้งในระดับประชาชน ผู้ผลิตสื่อ เครือข่าย และกลไกการป้องกันในระยะยาวต่อไป
















