ปาจรีย์ เนินสำราญ นักวิชาการอิสระ
“ปลาหมอคางดำ” ที่มีผลกระทบต่อระบบนิเวศในประเทศไทย เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อนที่ส่งผลกระทบในหลายมิติ มีอิทธิพลเกี่ยวข้องหลายมุมทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ความมั่นคงทางอาหาร วิถีชีวิตชาวบ้าน และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่ผ่านไป 1 ปี ยังไม่มีแนวทางแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์และมีเป้าหมายชัดเจน มีเพียงการถกเถียง โต้กันไปมา เพื่อยืนยันความถูกต้องและความเชื่อของแต่ละคน
ถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยต้อง “คิดใหม่ ทำใหม่” โดยหยุดวนเวียนอยู่กับคำถามว่า “ใครนำเข้า” หรือ “ใครทำให้ปลาแพร่ระบาด” แล้วหันมาให้ความสำคัญกับการลดจำนวนปลาหมอคางดำในธรรมชาติให้น้อยที่สุด พร้อมควบคุมให้อยู่ในพื้นที่จำกัด และนำไปใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสมตามบริบทของแต่ละพื้นที่
กรมประมงเคยเสนอแนวทาง “เจอ แจ้ง จับ จบ” ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแบบพุ่งเป้าในการกระตุ้นความร่วมมือจากทุกภาคส่วน แต่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องก้าวไปอีกขั้น ด้วยการระดมสมองจากผู้มีส่วนได้เสีย 4 ฝ่าย ได้แก่ ภาครัฐและนักวิจัย, เกษตรกรและชุมชน, นักอนุรักษ์ และภาคเอกชน ภายใต้แนวคิด “Constructive Cooperation” เพื่อร่วมกันกำหนดเป้าหมายและแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนอย่างสร้างสรรค์เพื่อเป้าหมายเดียวกัน
การมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายจะช่วยให้สามารถกำจัดและควบคุมการแพร่พันธุ์ของปลาหมอคางดำได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมสร้างทางเลือกใหม่ให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงสัตว์น้ำ เช่น การติดตั้งระบบกรองน้ำ หรือใช้กากชาเพื่อป้องกันสัตว์น้ำไม่พึงประสงค์หากหลุดรอดเข้าไปในบ่อเลี้ยง ขณะที่ภาคเอกชนสามารถสนับสนุนด้านเทคโนโลยีการแปรรูปและการตลาด เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากปลาหมอคางดำอย่างเหมาะสม
ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้เรียกร้องและเคลื่อนไหวควรเสนอทางออกที่เป็นรูปธรรม พร้อมลงมือปฏิบัติจริง เพื่อให้รัฐบาลสามารถพิจารณาและจัดสรรงบประมาณสนับสนุนได้อย่างเหมาะสม แทนการเรียกร้องโดยปราศจากแนวทางที่ชัดเจน
สิ่งสำคัญคือการตั้งคณะทำงานพิเศษระดับจังหวัด โดยภาครัฐเป็นเจ้าภาพในการประสานความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อวางแผนการแก้ไขทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยมีเป้าหมายเดียวกันคือ “คืนสมดุลให้ระบบนิเวศไทย และสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน”
วันนี้ เราทุกคนต้อง “ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมดูแล” เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวข้ามวิกฤตปลาหมอคางดำได้อย่างสร้างสรรค์และมีเป้าหมายร่วมกัน และปล่อยให้ขั้นตอนกฎหมายเป็นบทพิสูจน์ความถูกต้อง ทั้งข้อมูลของชุมชน ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง นักอนุรักษ์ ผู้ปกป้องสมดุลนิเวศ หรือเอกชนที่ได้รับอนุญาตนำเข้าตามกฎหมายเพียงรายเดียว เพราะยังไม่มีหลักฐานของฝ่ายใดได้การรับรองความถูกต้องจากผู้เชี่ยวชาญระดับสากลและเป็นที่ยอมรับ (3rd Party) เพราะทั้งหมดยังเป็นข้อกล่าวหา./

















