วันอังคาร 25 สิงหาคม 2026
หน้าแรก วิถีสุขภาพ แพทย์ชี้ เป้าหมายการรักษาโรค SLE มุ่งสู่ “ภาวะโรคสงบ” ด้วยนวัตกรรมการรักษาที่ตรงจุด เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ป่วย

แพทย์ชี้ เป้าหมายการรักษาโรค SLE มุ่งสู่ “ภาวะโรคสงบ” ด้วยนวัตกรรมการรักษาที่ตรงจุด เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ป่วย

โรคแพ้ภูมิตัวเอง SLE (Systemic Lupus Erythematosus) ยังคงเป็นปัญหาสุขภาพสำคัญของคนไทย พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายเกือบ 10 เท่า โดยเฉพาะในวัยเรียน วัยทำงาน และวัยสร้างครอบครัว แพทย์ชี้แนวทางการรักษาโรค SLE ในปัจจุบันมุ่งให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมโรคเข้าสู่ภาวะ “โรคสงบ” ลดอาการกำเริบ ลดความเสี่ยงต่อการทำลายอวัยวะ และยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาว ขณะที่ความก้าวหน้าของนวัตกรรมการรักษาช่วยเปิดทางเลือกใหม่ในการดูแลผู้ป่วยได้ตรงต่อกลไกของโรคมากขึ้น

จากการศึกษาฐานข้อมูลระดับชาติพบว่า ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรค SLE ประมาณ 85.8 คนต่อประชากร 100,000 คน โดยมีผู้ป่วยรายใหม่ปีละประมาณ 15,000-16,000 คน และพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายเกือบ 10 เท่า พบได้บ่อยในผู้หญิงอายุ 20-49 ปี ซึ่งเป็นวัยเรียน วัยทำงาน และวัยสร้างครอบครัว

โรคแพ้ภูมิตัวเอง SLE (Systemic Lupus Erythematosus) หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ โรคเอสแอลอี หรือ โรคพุ่มพวง เป็นโรคที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดปกติ และหันมาทำลายอวัยวะของตนเอง ส่งผลให้เกิดการอักเสบได้หลายระบบ ไม่ว่าจะเป็นผิวหนัง ข้อ ไต หัวใจ ปอด หรือสมอง อาการที่พบบ่อย ได้แก่ เหนื่อยผิดปกติ ปวดข้อหลายข้อ ผื่นแดงบริเวณใบหน้าคล้ายปีกผีเสื้อ ผมร่วง มีไข้ต่ำ ๆ เป็น ๆ หาย ๆ หรือแผลในช่องปาก ขณะที่ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการรุนแรงจนเกิดไตอักเสบหรือความผิดปกติของระบบเลือด

รศ. พญ.วันรัชดา คัชมาตย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคข้อและรูมาติสซั่ม คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และนายกสมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ความท้าทายสำคัญของโรค SLE คือผู้ป่วยจำนวนมากได้รับการวินิจฉัยล่าช้า เนื่องจากอาการมีความหลากหลายและคล้ายกับโรคอื่น ส่งผลให้โรคดำเนินต่อเนื่องและอาจทำลายอวัยวะสำคัญโดยไม่รู้ตัว ดังนั้น การสังเกตอาการผิดปกติและเข้ารับการตรวจวินิจฉัยอย่างรวดเร็วตั้งแต่ระยะแรก จึงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะจะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมและลดความเสี่ยงของอวัยวะสำคัญเสียหายในระยะยาว”

ภาวะ “โรคสงบ” เป้าหมายใหม่ของการรักษาโรค SLE

รศ. พญ.วันรัชดา กล่าวเพิ่มเติมว่า “แม้โรค SLE จะเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องติดตามต่อเนื่อง แต่แนวทางการรักษาในปัจจุบันมีการพัฒนาไปมาก จากเดิมที่มุ่งควบคุมอาการกำเริบในระยะสั้น สู่การวางเป้าหมายระยะยาวให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมโรคได้อย่างมั่นคง และลดการใช้ยาสเตียรอยด์ที่อาจก่อผลข้างเคียงสะสมในระยะยาวให้น้อยที่สุด”

“เป้าหมายของการรักษาโรค SLE ในปัจจุบันไม่ใช่เพียงการควบคุมอาการไม่ให้กำเริบ แต่คือการมุ่งสู่ภาวะ ‘โรคสงบ’ หรือ Remission ซึ่งหมายถึงภาวะที่โรคอยู่ในการควบคุมอย่างมั่นคง ผู้ป่วยมีอาการน้อยที่สุดหรือไม่มีอาการกำเริบ และสามารถใช้ยาสเตียรอยด์ในระดับต่ำที่สุดเท่าที่จำเป็นเพื่อลดผลเสียระยะยาว เมื่อโรคสงบได้ ก็จะช่วยลดโอกาสที่โรคจะทำลายอวัยวะสำคัญ และทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน”

นวัตกรรมการรักษา SLE ความหวังใหม่ของผู้ป่วย

พ.ท. ผศ. นพ.รัตตะพล ภัคโชตานนท์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคข้อและรูมาติซั่ม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และเลขาธิการสมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย กล่าวต่อว่า “ในขณะเดียวกัน ปัจจุบันยังมีความก้าวหน้าของนวัตกรรมการรักษาโรค SLE ที่ช่วยให้แพทย์มีทางเลือกในการดูแลผู้ป่วยได้ตรงต่อกลไกของโรคมากขึ้น โดยมียารูปแบบใหม่เป็นยามุ่งเป้าที่จัดการกับกระบวนการอักเสบและความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันที่เกี่ยวข้องกับโรคอย่างจำเพาะมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะผู้ที่ยังควบคุมโรคได้ไม่ดี มีอาการกำเริบซ้ำ หรือไม่สามารถลดขนาดของยาสเตียรอยด์ได้”

“การรักษาที่ตรงจุดมากขึ้นอาจช่วยลดการกำเริบของโรค ลดภาระจากการใช้ยาสเตียรอยด์ในระยะยาว ลดความเสี่ยงต่อความเสียหายของอวัยวะสำคัญ และเพิ่มโอกาสที่ผู้ป่วยจะเข้าสู่ภาวะโรคสงบได้มากขึ้น สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงมีความหมายทางการแพทย์เท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ทั้งในด้านการเรียน การทำงาน การวางแผนครอบครัว และการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมั่นใจมากขึ้น”

เสียงจากภาคผู้ป่วย: ต้องการทั้งทางเลือกการรักษาและการดูแลที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน

ด้านคุณอินทิรา ไตรพิบูลย์สุข ประธานมูลนิธิโรคเอสแอลอี กล่าวว่า “ในมุมของผู้ป่วย การมีทางเลือกการรักษาที่หลากหลายและทันสมัยมากขึ้น ถือเป็นความหวังสำคัญ เพราะผู้ป่วยแต่ละคนมีความรุนแรงของโรคและการตอบสนองต่อการรักษาแตกต่างกัน นวัตกรรมการรักษาที่ช่วยควบคุมโรคได้ดีขึ้น ลดการกำเริบ และลดผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน จะช่วยให้ผู้ป่วยมีโอกาสกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติมากขึ้น”

“ขณะเดียวกัน ผู้ป่วย SLE จำนวนมากจำเป็นต้องป้องกันแสงแดดอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากรังสียูวีอาจกระตุ้นให้อาการกำเริบได้ ครีมกันแดดจึงไม่ใช่เพียงผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม แต่เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพที่จำเป็น จึงอยากเห็นการสนับสนุนที่ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงและลดภาระค่าใช้จ่ายด้านครีมกันแดดอย่างเหมาะสม”

รู้สัญญาณไว รักษาให้ตรงจุด สู่ภาวะ “โรคสงบ”

รศ. พญ.วันรัชดา กล่าวแนะนำว่า “หากพบอาการผิดปกติหลายอย่างร่วมกัน เช่น เหนื่อยเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ ปวดข้อหลายข้อ มีผื่นขึ้นที่ใบหน้าเมื่อถูกแสงแดด ผมร่วงผิดปกติ หรือมีไข้ต่ำ ๆ บ่อยครั้ง ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย เพราะการตรวจพบโรคได้เร็วจะช่วยให้ได้รับการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น”

พ.ท. ผศ. นพ.รัตตะพล กล่าวทิ้งท้ายว่า “แม้โรค SLE จะเป็นโรคเรื้อรัง แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยจะไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ด้วยความก้าวหน้าของแนวทางการรักษาและนวัตกรรมทางการแพทย์ในปัจจุบัน ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสเข้าสู่ภาวะโรคสงบได้มากขึ้น สิ่งสำคัญคือ ต้องพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ รับประทานยาอย่างต่อเนื่อง และไม่หยุดยาเอง เพื่อเป้าหมายสูงสุดคือการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว”