วันเสาร์ 11 กรกฎาคม 2026
หน้าแรก Headline อึ้ง!!พบ 11 บริษัทส่งออกปลาสวยงาม ทำเงินเข้ากระเป๋าจาก “ปลาหมอคางดำ”

อึ้ง!!พบ 11 บริษัทส่งออกปลาสวยงาม ทำเงินเข้ากระเป๋าจาก “ปลาหมอคางดำ”

คอลัมน์ : มอง ดู พบ เห็น

“ปลาหมอคางดำ” กับสถานการณ์ในวันนี้ กลายเป็นกระแสไวรัลโจทย์ขานไปทั่วทุกมุมเหลี่ยม ห้วย หนอง คลอง บึง และแม่น้ำยันไปถึงทะเลเค็มๆ เจ้าหมอคางดำ พันธุ์นี้ มันดุ มันเป็นนักล่า ตามกิน ตามเช็ด ปลาพื้นถิ่นแถบสิ้นสูญพันธุ์ หากไม่กำจัดให้หมดสิ้นไปโดยเร็ว สิ่งแวดล้อมในน้ำ ในทะเล ก็คงจะมีปัญหาในอนาคตแน่

วันนี้ภัยร้าย! ที่อาศัยอยู่ในน้ำอย่าง ปลาหมอคางดำ ได้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมพื้นถิ่น จึงลองสืบค้นจากฐานข้อมูลต่างๆก็พบว่า  ปลาหมอคางดำ ที่ดังเป็นพลุแตกเวลานี้ พบว่านอดีตยังมีกลุ่มพ่อค้า นักธุรกิจสายปลาสวยงามอีกหลายราย ก็มีการนำเข้า และ เพื่อการส่งออก เช่นกัน

เรามิได้กล่าวหาว่าใครถูก ใครผิด เพียงแต่ต้องการสะท้อนมุมมองให้เห็นว่า ปลาหมอคางดำ มีการเลี้ยงในเชิงการค้ามาระยะหนึ่งแล้ว และ มีใครบ้างเรามาดูกัน

แหล่งข่าวจากวงการปลาสวยงามระบุ Blackchin Tilapia เป็นหนึ่งใน 17 กลุ่มปลาแปลก หรือ Exotic Freshwater Fish ที่นิยมเลี้ยงกันในต่างประเทศ รวมถึงติดอันดับกลุ่มปลาที่สามารถใช้เป็นอาหารได้ที่ถูกนำมาเลี้ยงเป็นงานอดิเรก จึงไม่น่าแปลกใจที่พบว่ามี บริษัทไทยสนองตอบต่อความต้องการในตลาดนี้ และสามารถสร้างรายได้จากการส่งออกปลาชนิดนี้จริง ทั้งยังไม่ใช่เพียงรายเดียว แต่มีบริษัททำธุรกิจส่งออกปลาตัวนี้มากถึง 11 ราย ในช่วงปี 2556-2559 ที่จำหน่ายไปยัง 17 ประเทศ ถึงกว่า 3 แสนตัว

จากข้อมูลของกรมประมงพบว่า บริษัทที่ส่งออกปลาหมอคางดำมากที่สุดถึง 162,000 ตัว คือ หจก.ฉาง ซิน เอ็นเตอร์ไพร์ส รองลงไปคือ หจก. ซีฟู้ดส์ อิมปอร์ต-เอ็กซ์ปอร์ต  ที่ส่งออกไป 30,000 ตัว  และ ลำดับสาม ได้แก่ บจก.นิว วาไรตี้ ส่งออกไป 29,000 ตัว ลำดับสี่ได้แก่ บจก.พี. แอนด์ พี. อควาเลี่ยม เวิลด์ เทรดดิ้ง  ที่ส่งออกไป 3,638 ตัว ส่วนบริษัทที่น่าจะดังที่สุดเห็นจะเป็น บจก.ไทย เฉียน หวู่ ที่ร่วมวงส่งออกปลาตัวนี้ด้วย 2,900 ตัว
สำหรับบริษัทอื่นๆ ประกอบด้วย บจก.แอดวานซ์ อควาติก, บจก.เอเชีย อะควาติคส์, บจก.หมีขาว, หจก.วีอควอเรียม, บจก.สยามออร์นา เมนทอล ฟิช และ หจก.สมิตรา อะแควเรี่ยม ที่มียอดส่งออกในหลัก 100-900 ตัว

ข้อมูลการส่งออกนี้แสดงให้เห็นว่า ปลาชนิดนี้ในประเทศไทย มีแหล่งที่มาหลายทาง และในขณะนั้นยังไม่มีประกาศห้ามส่งออก ต่อมาเมื่อรัฐห้ามส่งออกในปี 2561 ก็ไม่พบการส่งออกปลาหมอคางดำอีกเลย  ชวนให้คิดได้ว่า ธุรกิจปลาส่งออกเหล่านี้ขายปลาไปหมดสต๊อกได้พอดีจริงหรือ และถ้าไม่ใช่ผู้ส่งออกเหล่านี้ดำเนินการกับปลาที่เหลืออย่างไร โดยเฉพาะกับพ่อแม่พันธุ์

เมื่อได้อ่านงานวิจัยของกรมประมง เรื่อง “ความหลากหลายทางพันธุกรรมกับพันธุปฎิทรรศน์ของการระบาดปลาหมอสีคางดำในประเทศไทย” โดย อภิรดี หันพงศ์กิตติกูล วงศ์ปฐม กมลรัตน์ ทิวารัตน์ เถลิงเกียรติ ลีลา และ สุภาภรณ์ ชาวสวน ที่ตีพิมพ์ในวารสารการประมง อิเล็กทรอนิกส์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4 ตุลาคม – ธันวาคม 2563 ยังระบุว่า ประชากรปลาหมอสีคางดำที่แพร่กระจายในประเทศไทย มีการแบ่งเป็น 2 หรือ 3 กลุ่มย่อย ที่มีความแตกต่างทางพันธุกรรมสูง โดยประชากรในจังหวัดสมุทรสงคราม เพชรบุรี ชุมพร และ ประจวบคีรีขันธ์ มีความคล้ายคลึงทางพันธุกรรมมากกว่าประชากรจาก จ.ระยอง ซึ่งมีความแตกต่างทางพันธุกรรมกับประชากรอื่นๆ อย่างชัดเจน และนำมาผนวกกับข้อมูลบริษัทส่งออกที่ส่งออกที่ขายออกไปถึง 17 ประเทศ ก็ยิ่งรู้สึกว่าปลาหมอคางดำที่กำลังระบาดอยู่นี้
น่าจะมาจากหลายแหล่ง
คงต้องตามกันต่อว่า บริษัทส่งออกเหล่านั้น มีวิธีบริหารจัดการสินค้าอย่างไร ทั้งการจัดหาก่อนการส่งออก การดูแลรักษาปลา รวมถึงการทำลายปลาหลังมีประกาศกฎหมายห้ามส่งออกปลาหมอคางดำออกมา
หยกดำ ส่องเขียว