เขียนโดย … รังสรรค์ ชลาสินธุ์
เมื่อไม่นานมานี้ เห็นเพจหนึ่งนำเสนอเหตุปัจจัยที่เข้ามากระทบอุตสาหกรรมกุ้ง พร้อมแนวทางที่ควรเป็น เพื่อช่วยให้ประเทศไทยขยับตัวฟื้นฟู “สินค้าฮีโร” ให้กลับเข้าสู่สนามแข่งทวงแชมป์โลกคืนมาอีกครั้ง เป็นแนวคิดที่น่าจะกระตุ้นเตือนให้คนในวงการกุ้งหันมาตระหนักและร่วมมือกันให้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ผู้นำ” อย่าง “กรมประมง” ที่ไม่ควรมองข้ามบทบาทหน้าที่ของตน
กุ้งไทยได้ชื่อว่าเป็นกุ้งพรีเมียมและเคยเป็นสินค้าฮีโรที่ประเทศไทยส่งออกมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก ด้วยจุดเด่นที่เป็น Local Content มีกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ เพาะเลี้ยงเอง แปรรูปโดยใช้วัตถุดิบของไทยเอง รวมถึงการสร้างสรรค์มูลค่าเพิ่ม จากการสนับสนุนอุตสาหกรรมกุ้งอย่างเต็มกำลังของภาครัฐ และ
ความร่วมแรงร่วมใจของผู้ประกอบการ รวมถึง เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทั้งประเทศ กระทั่งประสบความสำเร็จยืนหนึ่งในเวทีโลกมายาวนาน ซึ่งไม่ง่ายเลยกว่าที่ไทยจะก้าวไปถึงจุดสูงสุดนั้นได้ แต่ปัจจุบันกุ้งไทยกลับหล่นมาอยู่อันดับ 7 ของโลก ด้วยมูลค่าและปริมาณการส่งออกกุ้งที่ลดลงไปเกินกว่าครึ่งหนึ่ง เหลือส่วนแบ่งการตลาดเพียง 4% แถมยังโดนเอกวาดอร์ อินเดีย และเวียดนาม แซงหน้า … เหล่านี้เป็นข้อมูลที่ฉายให้เห็นสถานการณ์ของอุตสาหกรรมกุ้งไทยได้อย่างชัดเจน
สาเหตุหลักๆที่ทำให้ “กุ้งไทย” เสียแชมป์ … ในเพจดังกล่าวมองว่าเกิดจากปัญหาโรคตายด่วน (Early Mortality Syndrome หรือ EMS) ตั้งแต่เมื่อ 12 ปีก่อน ที่ทำให้กุ้งตายลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ตัวเลขการส่งออกกุ้งไทยลดลงจาก 240,000 ตัน เหลือเพียง 98,000 ตัน ภายใน 3 ปี
อย่างไรก็ตาม ปัญหาโรค EMS ไม่ได้เกิดขึ้นที่ไทยประเทศเดียว แต่เกิดขึ้นกับแทบทุกประเทศที่มีการเลี้ยงกุ้ง ผู้เขียนจึงเห็นว่าสาเหตุหลักที่ทำให้การส่งออกกุ้งไทยลดลงมากอย่างรวดเร็ว น่าจะเป็นเพราะภาครัฐของไทยไม่สามารถแก้ปัญหาโรคได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดและไม่มีการส่งเสริมเกษตรกรอย่างจริงจัง ต่างกับภาครัฐของประเทศคู่แข่งอย่างเอกวาดอร์ อินเดีย และเวียดนาม ที่แก้ปัญหาโรคและเพิ่มผลผลิตได้สำเร็จ เมื่อผนวกกับสิทธิพิเศษทางภาษีจากประเทศลูกค้า ก็ทำให้สามารถแย่งตลาดกุ้งของไทยไปครองได้จนถึงทุกวันนี้
ฝากความหวัง “กรมประมง”
ผ่านมากว่า 10 ปี การวิจัยพัฒนาของประเทศไทยน่าจะมีความก้าวหน้ามากขึ้นเป็นลำดับ แม้จะยังไม่พอที่จะเอาชนะโรคกุ้ง ก็ยังอยากเห็นการวิจัยที่ไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ ส่วนนโยบายส่งเสริมยกระดับอุตสาหกรรมกุ้งจากภาครัฐก็ควรที่จะชัดเจนมากขึ้น ให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่กรมประมงตั้งไว้ว่าจะเพิ่มผลผลิตกุ้งเป็น 400,000 ตันภายในปี 2566 นี้ เชื่อว่าทุกคนในแวดวงอุตสาหกรรมกุ้งล้วนจับตามองรายละเอียดข้อย่อยในหลายๆด้าน ที่จะทำให้เป้าหมายนี้สำเร็จ ซึ่งนั่นหมายถึงกุ้งไทยจะมีเพียงพอและสมดุลกับความต้องการ ตอบโจทย์ขนาดกุ้งที่ตลาดโลกต้องการ และประเทศไทยไม่ต้อง “นำเข้า” กุ้งต่างชาติอีก ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาใดของปี ทำให้เกษตรกรไทยมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ พอๆกับที่ห้องเย็นสามารถนำกุ้งไทยเราไปแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างมั่นใจ
การวางแผนกลยุทธ์ การกำกับดูแลและบริหารอุตสาหกรรมกุ้งของประเทศ จำเป็นต้องดูแลให้ถ้วนถี่ตลอดห่วงโซ่การผลิต มิใช่ให้ความสำคัญเพียงข้อต่อใดข้อต่อหนึ่ง กรณีศึกษาเมื่อปีที่ผ่านมาที่มีการอนุมัติการนำเข้ากุ้งจนกระทบราคาในประเทศ และเกิดผลกระทบต่อเกษตรกรนั้น ไม่ควรเกิดขึ้นอีกในปีนี้หรือในอนาคต
เป็นเรื่องดีหากกุ้งไทยจะกลับมาทวงบัลลังก์แชมป์โลกดังที่เคยเป็น กลับมาทำหน้าที่สร้างรายได้ให้ประเทศ และเป็นอัศวินฟื้นฟูเศรษฐกิจชาติท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ถดถอย ความจริงใจที่จะร่วมมือตั้งแต่ระดับต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ เพื่อขับเคลื่อนไปพร้อมกันทั้งระบบ นับเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะอยางยิ่ง “กรมประมง” และ “กระทรวงเกษตรฯ” ที่ต้องมีภาวะ “ผู้นำ” เพื่อนำทีมคณะกรรมการกุ้ง (Shrimp Board) ร่วมกันส่งเสริมภาคการเลี้ยงกุ้งไทยอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม ช่วงนี้ประเทศไทยกำลังได้รับผลดีจากการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว ส่งผลให้กุ้งมีราคาดีขึ้นด้วย เกษตรกรมีกำลังใจในการเลี้ยงกุ้ง นับเป็นช่วงที่ดีที่รัฐต้องเร่งส่งเสริมการผลิต พร้อมๆกับการกำจัดอุปสรรคการเลี้ยงต่างๆให้หมดไป เช่น เร่งแก้ปัญหาโรคระบาด ที่สำคัญ ต้องสื่อสารเพื่อสร้างพลังและแรงจูงใจ ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทั้งประเทศเชื่อมั่นว่าท่านทำเพื่อเกษตรกรและอุตสาหกรรมกุ้งอย่างแท้จริง เมื่อนั้นคงได้เห็น “กุ้งไทย” เข้มแข็งพอที่จะเริ่มลงแข่งทวงตำแหน่งแชมป์กลับมาได้อีกครั้ง./

















