เมื่อร้านโชห่วยกับร้านสะดวกซื้อสมัยใหม่ ร่วมตอบโจทย์ผู้บริโภคในแต่ละยุคสมัย

เชื่อว่าคนไทยทุก Gen เติบโตขึ้นมาพร้อมร้านโชห่วย แม้ในยุคหลังๆ เสียงเจื้อยแจ้วจากเด็กๆ “อยากไปเซเว่น อยากซื้อขนมเซเว่น” ร้านค้าในฝันของเด็กๆ คงหนีไม่พ้นร้านสะดวกซื้อสมัยใหม่  แต่แน่นอนว่าแทบจะทุกชุมชนตามซอกซอย ล้วนมีร้านโชห่วยคู่ใจใกล้ๆ บ้าน  

10พ.ย.66 / หากว่ากันด้วยสถิติ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. ได้มีการรวบรวมสถิติ ‘ร้านขายของชำ’ ข้อมูลล่าสุดเมื่อเดือนธันวาคม ปี พ.ศ. 2565 ระบุว่าร้านขายของชำในไทยมีจำนวน 410,585 ราย ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนไม่น้อย เมื่อเทียบกับร้านสะดวกซื้อสมัยใหม่รวมกันมีจำสาขาเพียงหลักหมื่นทั่วประเทศ หรือคิดเป็นประมาณ 5%

จากสถิติข้างต้นสะท้อนให้เห็นว่าร้านโชห่วยถือเป็นเจ้าตลาดที่น่าจับตามอง และกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องกับ “จุดแข็ง” คือการกระจายอยู่ในทุกตรอกซอกซอย ทุกชุมชน ทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ  ส่วนร้านสะดวกซื้อสมัยใหม่ที่เติบโตผ่านจุดแข็งในการมุ่งสู่ ALL Convenience เน้นความสะดวกทั้งสินค้า บริการตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภค เมื่อลองไขข้อสงสัยเปรียบเทียบจุดแข็งผ่าน “ส่วนผสมทางการตลาด”  Product (ผลิตภัณฑ์) Price (ราคา) Place (ช่องทางจัดจำหน่าย) Promotion (การส่งเสริมการขาย) ทำให้เห็นข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้

  1. Product (ผลิตภัณฑ์)

ร้านโชห่วยเน้นขายสินค้าที่เข้าถึงคนในชุมชน สามารถนำเสนอสินค้า ปรับตัวตามความต้องการของลูกค้าได้ทันทีเช่น  ลูกค้าต้องการสินค้าอะไร เจ้าของสามารถนำเข้ามาขายได้อย่างอิสระ เมื่อเทียบกับรายใหญ่ต้องมีกระบวนการพิจารณาตามมาตราฐานของร้าน มีการสำรวจ และวิเคราะห์กลุ่มลูกค้าในแต่ละพื้นที่ รวมถึงสำรวจทำเลของสถานที่นั้นๆ ว่าสินค้าตัวไหนที่จะสามารถขายแล้วลูกค้าสนใจ และกลับมาชื้อใหม่ได้อีกครั้ง เน้นนำเสนอสินค้าที่หลากหลาก แปลกใหม่ โดยสินค้าส่วนใหญ่แตกต่างจากสินค้าในร้านโชห่วย เกิดจากการร่วมพัฒนาสินค้ากับคู่ค้า มีระบบในการนำเสนอสินค้าและบริการที่แตกต่างกัน

  1. Price (ราคา)

ปฏิเสธไม่ได้ว่าร้านโชห่วย ตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกคน ทุกกำลังซื้อ  แตกต่างจากร้านสะดวกซื้อสมัยใหม่ที่จับ Targeting เน้นกลุ่มลูกค้า  “เร่งรีบ-เวลาน้อย-เน้นสะดวก” จึงขายสินค้าในราคาที่สูงกว่า

  1. Place (ช่องทางจัดจำหน่าย)

ร้านโชห่วย ถือเป็นร้านที่เข้าถึงคนชุมชน ร้านเหล่านี้มีทำเลทองตามหัวซอย ใจกลางชุมชน และให้บริการโดยคนในชุมชน ที่รู้จักและเข้าใจความต้องการของคนในชุมชน   ถึงแม้ร้านโชห่วยและร้านสะดวกซื้อสมัยใหม่ จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มธุรกิจ Convenience Store แต่ Positioning แตกต่างกันอย่างชัดเจน  โดยร้านสะดวกซื้อสมัยใหม่มุ่งสู่ ALL Convenience อย่างเต็มตัว ทำเลที่ตั้งกระจายไม่ทั่วถึงทุกชุมชน เมื่อเทียบกับ % ร้านโชห่วย 4 แสนกว่าร้าน จึงมุ่งสู่ร้านค้าปลีก “Omni Channel”  เห็นได้ชัดว่าร้านโชห่วยมีจุดแข็งในการเข้าถึงชุมชน ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะกลุ่ม  ในขณะที่ร้านค้าปลีกสมัยใหม่เน้นเข้าถึงผู้บริโภคทั้งออนไลน์ (Social Media, เว็บไซต์, E-Commerce) และออฟไลน์ (หน้าร้าน) ไว้ในที่เดียวกัน เพื่อสร้างประสบการณ์แบบไร้รอยต่อ

  1. Promotion (การส่งเสริมการขาย) 

หากตัดเรื่องการสื่อสารการตลาดออกไป โชห่วยมีการส่งเสริมการขายที่เป็นเอกลักษณ์ผ่านระบบจ่ายสิ้นเดือน มีเครดิตความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของร้าน กับลูกค้า ซึ่งแน่นอนว่าร้านสะดวกซื้อสมัยใหม่ไม่มีเครดิตในรูปแบบนี้อย่างแน่นอน โดยให้บริการในรูปแบบบัตรเดดิต ระบบสมาชิก และจุดเด่นที่ให้ได้ชัดคือการเปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง  สามารถสั่งออนไลน์ จัดส่งผ่านเดลิเวอร์รี่

นอกจากนี้โชห่วยมีสินค้าแบ่งขายอาทิ บุหรี่ น้ำตาล ข้าวสาร สุรา น้ำแข็งฯลฯ  เน้นความสะดวก ขายตามกำลังซื้อ ซึ่งร้านสะดวกซื้อสมัยใหม่ไม่สามารถทำได้ ต้องจำหน่ายตามแพค เน้นที่โปรโมชันความคุ้มค่าของลูกค้าเป็นหลัก

ไม่ว่าจะบริหารธุรกิจใดต้องปรับกลยุทธ์ทางการตลาดให้สอดคล้อง เหมาะสม และดึงดูดลูกค้า ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องคำนึงมากกว่าปัจจัยด้านคู่แข่ง  ยกตัวอย่างความสำเร็จ “อีหล่า มาร์เก็ต” เปลี่ยนร้านโชห่วยบ้านๆ สู่มาตรฐานสากล  โดยทายาทรุ่นสองปิ๊งไอเดียรีแบรนด์ร้านชำบ้านๆ ของคุณยาย ให้กลายเป็นร้านค้าครบวงจร มีเอกลักษณ์ และที่สำคัญคือกลมกลืนกับชุมชน แม้แต่ร้านสะดวกซื้อสมัยใหม่เองก็ต้องปรับตัวตามพฤติกรรม ความคาดหวังของผู้บริโภคนำเสนอสินค้า บริการใหม่ๆ ออกมานำเสนอย่างต่อเนื่อง

ความแตกต่างหลายมิติของทั้ง 2 ธุรกิจที่สะท้อนผ่านผลิตภัณฑ์, ราคา, ช่องทางจัดจำหน่าย, การส่งเสริมการขาย  และรูปแบบการบริหารธุรกิจนั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าทุกธุรกิจสามารถเติบโตได้ภายใต้การบริหารอย่างมีกลยุทธ์ แต่เหนือสิ่งอื่นใดไม่ว่าจะร้านสะดวกซื้อสมัยใหม่หรือร้านโชห่วยต่างปรับตัวเพื่อเป็นส่วนหนึ่งเคียงคู่คนไทย คอยอำนวยความสะดวก ตอบโจทย์ความคาดหวัง ความต้องการเพื่อให้ผู้บริโภคทุกกลุ่มมีตัวเลือกที่ดีที่สุด ในการเลือกใช้บริการตามแต่ละโอกาส

จรัญ ชุ่มเงิน รายงาน