วันอังคาร 21 กรกฎาคม 2026
หน้าแรก วิถีสุขภาพ “โรคอ้วน” เสี่ยงภัยเงียบ “ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ” แพทย์ รพ.วิมุต เตือน กรน-ง่วงกลางวัน รีบรักษา

“โรคอ้วน” เสี่ยงภัยเงียบ “ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ” แพทย์ รพ.วิมุต เตือน กรน-ง่วงกลางวัน รีบรักษา

หลายคนรู้ว่า “โรคอ้วน” เป็นโรคอันตรายที่กระทบทั้งระบบเผาผลาญ ฮอร์โมน หัวใจและหลอดเลือด จนนำไปสู่โรคอื่น เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง และไขมันพอกตับ แต่ยังมีอีกหนึ่งโรคที่สัมพันธ์กับโรคอ้วน และอันตรายต่อชีวิตไม่แพ้กัน นั่นคือ “ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ” หรือ ( Obstructive Sleep Apnea: OSA ) ที่ทำให้การนอนไม่มีคุณภาพและค่อย ๆ ทำร้ายร่างกายอย่างช้า ๆ ซึ่ง นพ.ชาญวัฒน์ ชวนตันติกมล อายุรแพทย์ แพทย์เฉพาะทางโรคเบาหวานและต่อมไร้ท่อ รพ.วิมุต พหลโยธิน เผยว่าหากเราไม่สังเกตตนเองและรีบรักษาภาวะดังกล่าว โรคนี้อาจนำไปสู่อาการรุนแรงที่กระทบชีวิตได้
ภาพ_นพ.ชาญวัฒน์ ชวนตันติกมล อายุรแพทย์ แพทย์เฉพาะทางโรคเบาหวานและต่อมไร้ท่อ.jpg
ไขมันสะสมจาก “โรคอ้วน” ตัวการของ “การหยุดหายใจขณะหลับ”
นพ.ชาญวัฒน์ ชวนตันติกมล อธิบายว่า “คนที่เป็นโรคอ้วนไม่ได้มีไขมันสะสมแค่ตรงหน้าท้อง แต่มีที่รอบคอ ลิ้น และผนังคอ ทำให้ทางเดินหายใจแคบลง พอเราหลับ กล้ามเนื้อคอจะคลายตัว เนื้อเยื่ออาจหย่อนลงมาขวางทางเดินหายใจ อากาศที่ผ่านช่องแคบ ๆ จะทำให้เนื้อเยื่อสั่นจนเกิดเสียงกรน และในบางจังหวะเนื้อเยื่ออาจปิดสนิทจนลมหายใจผ่านไม่ได้ ทำให้หยุดหายใจไปชั่วขณะ พอออกซิเจนในเลือดตก สมองต้องปลุกร่างกายให้ตื่นขึ้นมาหายใจใหม่ แล้วพอหลับลึกอีกครั้ง ทางเดินหายใจก็ถูกปิดซ้ำอีก วนแบบนี้ได้หลายสิบครั้งต่อคืนโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว ทำให้เสียสุขภาพในระยะยาว ยิ่งคนอ้วนลงพุง ไขมันในช่องท้องยังกดกระบังลมทำให้หายใจลำบากขึ้น จึงไม่แปลกที่ยิ่งน้ำหนักเยอะยิ่งกรนดัง”

อ้วน-นอนแย่-ลดน้ำหนักยาก วงจรร้ายของ “โรคอ้วน”
ภาวะหยุดหายใจขณะหลับไม่ได้เป็นแค่ผลของโรคอ้วน แต่ยังย้อนกลับมาทำให้โรคอ้วนแย่ลงไปอีก “คนที่เป็นโรคอ้วนจะมีความเสี่ยงหยุดหายใจขณะหลับสูงขึ้น และเมื่อนอนไม่ดี ก็จะไปกระทบฮอร์โมนที่ควบคุมความหิว ความอิ่ม และการเผาผลาญ ตื่นมาจึงเหนื่อยง่าย หิวบ่อย และอยากของหวานของมันมากขึ้น ผลคือน้ำหนักยิ่งเพิ่ม อาการหยุดหายใจก็ยิ่งรุนแรงขึ้นตาม กลายเป็นวงจรที่หมุนวนไม่จบ นี่จึงเป็นคำตอบว่าทำไมหลายคนลดน้ำหนักเท่าไรก็ไม่สำเร็จ หรือลดได้ไม่กี่วันน้ำหนักก็ย้อนกลับมาจุดเดิม ซึ่งไม่ใช่เพราะตั้งใจไม่พอ แต่เพราะไม่รู้ว่าร่างกายเรากำลังติดอยู่ในวงจรนี้ จึงดูแลตัวเองได้ไม่ตรงจุด” นพ.ชาญวัฒน์ ชวนตันติกมล กล่าว
เช็กสัญญาณเตือน “ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ” ที่ควรพบแพทย์ทันที
ใครที่เป็นโรคอ้วน มักมีความเสี่ยงหยุดหายใจขณะหลับมากกว่าคนทั่วไป จึงแนะนำให้สังเกตตัวเองอย่างสม่ำเสมอ โดยช่วงกลางคืนอาจมีอาการนอนกรนเสียงดัง สะดุ้งตื่นเหมือนสำลักหรือหายใจไม่ออก หรือคนใกล้ตัวทักว่ามีช่วงหยุดหายใจตอนนอน ส่วนช่วงตื่นนอนจะรู้สึกไม่สดชื่นทั้งที่นอนเต็มอิ่ม ปวดหัวตอนเช้า คอแห้งหรือเจ็บคอ ในระหว่างวันมักง่วงจนอาจเผลอหลับ สมาธิลดลง หรือหงุดหงิดง่าย มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเร็ว ซึ่งหากพบว่ามีอาการเหล่านี้แม้เพียงข้อเดียว อาจเป็นสัญญาณของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยทันที
ภาพ_โรคอ้วนและภาวะหยุดหายใจขณะหลับ_1.png
“โรคอ้วน–หยุดหายใจขณะหลับ” สองอาการที่ต้องรักษาไปพร้อมกัน
สำหรับผู้ที่เป็นโรคอ้วน รพ.วิมุต จะเริ่มจากประเมินค่า BMI ควบคู่กับความรุนแรงของโรคร่วม และคัดกรองภาวะแทรกซ้อนที่ยังไม่แสดงอาการ จากนั้นจะซักถามอาการด้านการนอน เช่น นอนกรน หรือตื่นมาไม่สดชื่น ซึ่งหากสงสัยว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ แพทย์จะตรวจร่างกายเพิ่มเติมพร้อมทำ Sleep Test เพื่อประเมินความรุนแรงก่อนวางแผนรักษาทั้งสองโรคไปพร้อมกัน โดยหัวใจสำคัญที่ช่วยได้ทั้งคู่คือการลดน้ำหนัก 5–10% ขึ้นไป ของน้ำหนักตัวเพื่อลดความเสี่ยงโรค ผ่านการปรับพฤติกรรมการกิน ออกกำลังกาย และใช้ยาควบคุมน้ำหนักในรายที่จำเป็น ควบคู่กับการรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เช่น การใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันเปิดทางเดินหายใจขณะหลับ ซึ่งต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น รวมถึงการใส่อุปกรณ์ การปรับท่านอน หรือการฝึกกล้ามเนื้อช่องคอ โดยหากไม่ได้ผลหรือมีอาการข้างเคียง แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัดทางเดินหายใจตามจุดที่ตีบตัน หรือการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะในผู้ป่วยโรคอ้วนรุนแรง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากทั้งคู่เป็นโรคเรื้อรัง เมื่อรักษาจึงต้องมีทีมแพทย์ติดตามต่อในระยะยาว
“อยากให้เข้าใจว่าโรคอ้วนไม่ได้เสี่ยงแค่เบาหวานหรือความดันสูง แต่ยังเสี่ยงภาวะหยุดหายใจขณะหลับที่อันตรายไม่แพ้กัน เพราะมันเกิดตอนเรานอนโดยไม่รู้ตัว จึงอยากชวนให้ลองสังเกตตัวเอง ถ้ามีสัญญาณเสี่ยงอย่างเช่น นอนกรน ตื่นมาไม่สดชื่น อย่าเพิ่งหาซื้อยาช่วยเรื่องนอนหลับหรือยาอื่น ๆ มารับประทานเอง แต่ให้มาตรวจคัดกรองกับแพทย์ จะได้ช่วยกันหาแนวทางรักษาที่เหมาะสม เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว” นพ.ชาญวัฒน์ ชวนตันติกมล กล่าวทิ้งท้าย “แพทย์ต่อมไร้ท่อสามารถช่วยคัดกรองโรคฮอร์โมนที่มีข้อบ่งชี้ ประเมินโรคร่วมทางเมตาบอลิก และเลือกแผนลดน้ำหนักที่เหมาะกับภาวะสุขภาพของแต่ละคน”

ผู้ที่สนใจปรึกษาแพทย์ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน เปิดให้บริการทุกวัน โทรศัพท์ 02-079-0070 นอกจากนี้ ยังสามารถดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อทำนัดหมายแพทย์ล่วงหน้า หรือเลือกใช้บริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ (Telemedicine) ผ่านทาง Line @vimuttelemed หรือ ViMUT Application เพื่อรับคำแนะนำเบื้องต้นจากแพทย์ผู้ชำนาญการได้อย่างสะดวก รวมถึงติดตามผลหลังการรักษาได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องเดินทาง ซึ่งช่วยให้การดูแลต่อเนื่องในทุกขั้นตอน