วันเสาร์ 5 กันยายน 2026
หน้าแรก เกษตรพันธุ์ดี ถอดรหัส 30 ปี เกษตรอินทรีย์ไทย: จากขบวนการภาคประชาชน สู่โอกาสทองบนเวทีโลก

ถอดรหัส 30 ปี เกษตรอินทรีย์ไทย: จากขบวนการภาคประชาชน สู่โอกาสทองบนเวทีโลก

มีบางเรื่องที่เมื่อมองเฉพาะ “ผลิตภัณฑ์” อาจเห็นเพียงสินค้าเกษตรหนึ่งชนิด แต่เมื่อมองย้อนกลับไปถึงองค์ความรู้ คนทำงาน และเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลัง จะพบว่ามันอาจเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่กว่านั้นมาก

เรื่องของ 4KINGS เป็นหนึ่งในกรณีเช่นนั้น

สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่เพียงว่า 4KINGS เป็นผลิตภัณฑ์อะไร แต่คือคำถามว่า อะไรทำให้งานวิจัยด้านจุลินทรีย์สามารถเดินทางออกจากห้องปฏิบัติการ ไปถึงแปลงเกษตร และพัฒนาเป็นธุรกิจที่เกษตรกรสามารถเข้าถึงได้จริง

คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ที่การทำงานอย่างต่อเนื่องของ ศ.ดร.เกษม สร้อยทอง ซึ่งได้รับเชิญจากหลายประเทศให้เดินทางไปส่งเสริมการลดการใช้สารเคมีและลดสารพิษทางการเกษตรอย่างต่อเนื่องทุกเดือนมาเป็นระยะเวลากว่า 30 ปี จนถึงปัจจุบัน และมีส่วนร่วมเผยแพร่ผลงานในต่างประเทศมาแล้วไม่น้อยกว่า 30 ประเทศ

สามทศวรรษของการเดินทางและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ไม่ได้สร้างเพียงประสบการณ์ส่วนบุคคล แต่ค่อย ๆ สะสมเป็นเครือข่ายนักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ หน่วยงาน เกษตรกร และผู้ประกอบการในหลายประเทศ ซึ่งกำลังมีบทบาทมากขึ้นในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านอาหาร สิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เมื่อวิทยาศาสตร์ต้องตอบโจทย์ของแปลงเกษตร

หัวใจของเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ไม่ได้อยู่ที่การปฏิเสธเทคโนโลยี แต่คือการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างมีความเข้าใจ เพื่อให้การผลิตอาหารมีความปลอดภัย มีมาตรฐาน และสามารถอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมได้ในระยะยาว

งานด้านจุลินทรีย์เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของแนวคิดนี้ โดยใช้จุลินทรีย์ที่ผ่านการคัดเลือกและศึกษาคุณสมบัติเฉพาะทาง เพื่อจัดการปัญหาของดินและพืชในประเด็นที่กำหนด ลดการพึ่งพาการใช้สารเคมี และเปิดทางสู่ระบบการผลิตที่ปลอดภัยและยั่งยืนมากขึ้น

องค์ความรู้ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับโจทย์ที่มีความซับซ้อน เช่น การใช้จุลินทรีย์ในการเปลี่ยนรูปและจัดการโลหะหนัก ได้แก่ ปรอท แคดเมียม สารหนู ตะกั่ว และโครเมียม ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับคุณภาพของดิน น้ำ และความปลอดภัยของผลผลิต

ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การทำให้องค์ความรู้เหล่านี้สามารถนำไปใช้ได้จริงในพื้นที่ และมีระบบที่ทำให้เกษตรกรเข้าถึงได้ ไม่ใช่หยุดอยู่เพียงผลงานวิจัยหรือรายงานทางวิชาการ

ตรงนี้เองที่บทบาทของ สถาบันวิจัยเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ สจล. หรือ RIMOA มีความสำคัญ

ภายใต้การสนับสนุนของ รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. RIMOA ถูกวางให้เป็นพื้นที่สำคัญในการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ พร้อมเชื่อมโยงงานวิจัยกับการประยุกต์ใช้ในภาคการเกษตร

ขณะเดียวกัน สมาคมเทคโนโลยีเกษตรแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ AATSEA ซึ่งมี ศ.ดร.เกษม สร้อยทอง เป็นนายกสมาคม ทำหน้าที่เชื่อมโยงความร่วมมือด้านเทคโนโลยีการเกษตรกับนักวิจัยและเครือข่ายในต่างประเทศ

ส่วน มูลนิธิรักษ์ดินรักษ์น้ำ หรือ EarthSafe เข้ามามีบทบาทสำคัญในด้านการนำองค์ความรู้ไปเชื่อมโยงกับการรับรองแปลงเกษตรและผลิตภัณฑ์ ภายใต้แนวทางของ AATSEA ทำให้เรื่องคุณภาพ ความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือสามารถเชื่อมต่อกับการผลิตจริงได้มากขึ้น

เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้ทำงานร่วมกัน จึงเกิดเป็นเครือข่ายที่มีทั้งนักวิจัย สถาบันการศึกษา เครือข่ายต่างประเทศ หน่วยงานด้านมาตรฐาน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ลงมือทำจริง

นี่ไม่ใช่เพียงเครือข่ายทางวิชาการ แต่กำลังพัฒนาเป็น Community ที่มีพลังทางเศรษฐกิจและสังคม และมีศักยภาพที่จะเติบโตขึ้นอีกมาก

4KINGS กับคำตอบของโจทย์ “งานวิจัยจะไปถึงเกษตรกรได้อย่างไร”

หนึ่งในบทพิสูจน์ที่ชัดเจนของการทำงานในลักษณะนี้คือ 4KINGS

ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเกิดจากการต่อยอดองค์ความรู้และงานวิจัยด้านจุลินทรีย์ทางการเกษตร ให้สามารถนำไปใช้ในภาคการผลิตได้จริง

แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวผลิตภัณฑ์ คือรูปแบบการนำงานวิจัยมาบริหารจัดการในเชิงธุรกิจ

การขับเคลื่อนดำเนินผ่าน บริษัท เค-วัน ลาดกระบัง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ถือหุ้นโดยลาดกระบังโฮลดิ้งและนักวิจัย ทำหน้าที่เป็นส่วนเชื่อมต่อสำคัญระหว่างงานวิจัยกับการพัฒนาเชิงธุรกิจ

ขณะเดียวกันมี บริษัท ไอออน โฮลดิ้ง จำกัด เข้ามาร่วมดำเนินงานในฐานะภาคเอกชนที่มีประสบการณ์และศักยภาพในการร่วมพัฒนางานวิจัยให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถผลิตและส่งต่อถึงผู้ใช้งานได้จริง

ความร่วมมือในลักษณะนี้ทำให้ 4KINGS ไม่ได้ถูกมองเพียงในฐานะสินค้า แต่เป็นการสร้าง Research-to-Business Model ที่เปิดทางให้งานวิจัยสามารถเดินต่อ มีการผลิต มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และมีช่องทางให้เกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยีได้อย่างทั่วถึง

ความสำเร็จที่เกิดขึ้นจึงมีความหมายในเชิงระบบ เพราะแสดงให้เห็นว่า หากนักวิจัย สถาบันการศึกษา และภาคเอกชนสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างเหมาะสม งานวิจัยก็สามารถสร้างทั้งประโยชน์ต่อภาคเกษตรและมูลค่าทางเศรษฐกิจได้พร้อมกัน

และเมื่อผลิตภัณฑ์ถูกนำไปใช้จริง สิ่งที่ได้กลับมาไม่ได้มีเพียงรายได้ แต่ยังรวมถึงข้อมูล ประสบการณ์ และโจทย์ใหม่จากพื้นที่ ซึ่งสามารถนำกลับไปพัฒนางานวิจัยต่อได้

นี่คือวงจรที่ทำให้นวัตกรรมมีโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่อง

 

Community ที่กำลังใหญ่ขึ้น อาจมีความหมายต่อประเทศไทยมากกว่าที่คิด

สิ่งที่ควรจับตามองในเวลานี้จึงไม่ใช่เพียงการเติบโตของ 4KINGS แต่คือการเติบโตของเครือข่ายทั้งหมด

ศ.ดร.เกษม สร้อยทอง สจล. RIMOA AATSEA EarthSafe นักวิจัยจากนานาประเทศ รวมถึงเกษตรกรและผู้ประกอบการที่นำองค์ความรู้ไปลงมือทำจริง กำลังสร้างชุมชนความร่วมมือที่มีทั้งองค์ความรู้ เทคโนโลยี ประสบการณ์ และศักยภาพทางธุรกิจ

เครือข่ายเช่นนี้มีความสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านระบบเกษตรกรรม เพราะการเปลี่ยนแปลงระดับประเทศไม่สามารถเกิดขึ้นจากงานวิจัยเพียงอย่างเดียว และไม่สามารถเกิดจากนโยบายเพียงอย่างเดียวเช่นกัน

ต้องมีคนที่สร้างองค์ความรู้
คนที่นำไปทดลองในแปลง
คนที่พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์
คนที่สร้างธุรกิจ
คนที่ดูแลมาตรฐาน
และคนที่สามารถเชื่อมโยงทั้งหมดเข้ากับตลาด

เมื่อทุกส่วนเริ่มทำงานร่วมกันได้ ระบบใหม่ก็มีโอกาสเกิดขึ้น

การที่มี 16 ประเทศเข้าร่วมลงนามในปฏิญญาสากลว่าด้วยการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ ในเวทีที่ สจล. ครั้งนี้ จึงเป็นสัญญาณสำคัญของการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ และยังมีโอกาสขยายจำนวนประเทศต่อไปอีก

สำหรับประเทศไทย นี่อาจเป็นจังหวะที่ต้องมองให้ไกลกว่าคำว่า “เกษตรอินทรีย์”

เพราะในโลกที่กำลังเผชิญความไม่แน่นอนด้านอาหารและสภาพภูมิอากาศ ความสามารถในการผลิตอาหารที่ปลอดภัย มีคุณภาพ ตรวจสอบได้ และใส่ใจสิ่งแวดล้อม กำลังกลายเป็นความสามารถเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ

ประเทศไทยมีพื้นฐานสำคัญอยู่แล้ว ทั้งทรัพยากรทางการเกษตร ความหลากหลายทางชีวภาพ เกษตรกรที่มีประสบการณ์ และองค์ความรู้ด้านอาหาร

สิ่งที่ต้องสร้างให้แข็งแรงขึ้นคือระบบที่ทำให้ศักยภาพเหล่านั้นเชื่อมโยงกัน และสามารถสร้างมูลค่าให้กับเกษตรกรและประเทศได้มากที่สุด

โอกาสครั้งนี้ ใครจะเป็นคนใช้ประโยชน์

ตลอดกว่า 30 ปีที่ผ่านมา ศ.ดร.เกษม สร้อยทอง เดินทางไปเผยแพร่และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในประเทศต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง วันนี้เครือข่ายที่เกิดขึ้นมีผู้คนจากไม่น้อยกว่า 30 ประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง และในเวทีครั้งนี้มี 16 ประเทศร่วมประกาศเจตนารมณ์ผ่านปฏิญญาสากล ขณะที่เครือข่ายยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อไป

คำถามจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าโอกาสนี้มีจริงหรือไม่

แต่อยู่ที่ว่า ประเทศไทยจะใช้ประโยชน์จากโอกาสนี้ได้มากเพียงใด

เราจะปล่อยให้ความรู้และเครือข่ายที่สะสมมานานหลายทศวรรษเดินหน้าไปตามธรรมชาติ หรือจะสร้างระบบสนับสนุนที่ทำให้เกษตรกรไทยเป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรง

เราจะใช้ความได้เปรียบด้านการเกษตรของไทยสร้างตำแหน่งใหม่ในตลาดโลก หรือยังคงอยู่กับการขายผลผลิตที่แข่งขันกันด้วยราคา

และเราจะปล่อยให้ประเทศอื่นนำเทคโนโลยี องค์ความรู้ และโมเดลธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอาหารปลอดภัยไปสร้างมูลค่าก่อนหรือไม่

เพราะโลกในอีก 10 ปีข้างหน้าอาจแตกต่างจากวันนี้อย่างมาก

วิกฤตสภาพภูมิอากาศจะกระทบต่อการผลิตอาหารมากขึ้น ความต้องการอาหารปลอดภัยจะเพิ่มขึ้น และประเทศที่สามารถควบคุมคุณภาพอาหารได้ตั้งแต่ดิน น้ำ กระบวนการผลิต ไปจนถึงผู้บริโภค จะมีความได้เปรียบมากขึ้นเรื่อย ๆ

ประเทศไทยจึงอาจกำลังยืนอยู่หน้าประตูของโอกาสครั้งสำคัญ

สิ่งที่น่าคิดคือ เราจะเปิดประตูแล้วเดินเข้าไป หรือจะยืนมองโอกาสนั้นผ่านไป

เพราะ 4KINGS อาจเป็นเพียงหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่มองเห็นได้ในวันนี้

แต่สิ่งที่อยู่เบื้องหลังผลิตภัณฑ์นั้น คือองค์ความรู้ เครือข่าย และผู้คนจำนวนมากที่กำลังพยายามสร้างระบบเกษตรกรรมแบบใหม่ขึ้นมา

และหาก Community นี้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีระบบธุรกิจที่แข็งแรง มีการสนับสนุนที่ถูกทิศทาง และสามารถเชื่อมโยงกับตลาดโลกได้สำเร็จ

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจไม่ได้เปลี่ยนแค่ “วิธีทำเกษตร”

แต่อาจเปลี่ยน บทบาทของประเทศไทยในระบบอาหารของโลก

จากประเทศผู้ผลิตอาหารที่มีศักยภาพ

ไปสู่ประเทศที่โลกยอมรับในฐานะ แหล่งผลิตอาหารปลอดภัยที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และพร้อมรับมือกับโลกยุควิกฤตสภาพภูมิอากาศ

นี่คือเหตุผลที่เรื่องของ 4KINGS และเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ จึงเป็นเรื่องที่ควรถูกจับตามองอย่างจริงจัง