อย่าให้ “หมูเถื่อน”ลอยนวล

บทความโดย วลัญช์ ศรัทธา

กรมปศุสัตว์ยืนยันว่าสุกรไทยจะไม่ขาดแคลนและมีเพียงพอต่อการบริโภคไปได้ตลอดทั้งปี 2565 หลังทำการสำรวจจำนวนสุกรตั้งแต่เดือนมกราคม–พฤษภาคม 2565 แล้วพบว่า จำนวนสุกรแม่พันธุ์มีอยู่ประมาณ 1 ล้านตัวในระบบ ขณะที่ปริมาณความต้องการบริโภคสุกรขุนในประเทศอยู่ที่เดือนละ 1.5 ล้านตัว และจากผลการสำรวจสุกรขุนในแต่ละเดือนก็มีอยู่ราว 9 ล้านตัวตามรอบการผลิตสุกรขุน (ประมาณ 6 เดือน) นั่นแสดงว่าปริมาณสุกรขุนมีเพียงพอต่อความต้องการในประเทศแน่นอน และคาดว่าผลผลิตจะเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติได้ในสิ้นปี

Advertisement   

การคาดการณ์ดังกล่าว สอดคล้องกับสิ่งที่ภาครัฐและเอกชนร่วมกันดำเนินการ นั่นคือส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรลงหมูเข้าเลี้ยงในฟาร์มอย่างต่อเนื่อง โดยวางมาตรการต่างๆที่จะช่วยเอื้อให้เกษตรกรมีความมั่นใจ ทั้งเรื่องของฟาร์มมาตรฐาน ที่มีการกำหนดมาตรฐาน GFM : Good Farming Management สำหรับฟาร์มขนาดเล็ก และมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices: GAP) สำหรับฟาร์มขนาดกลางและใหญ่ รวมถึงการวางระบบป้องกันโรค มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่ต้องอยู่ร่วมกับชุมชนได้ และการเดินสายเยี่ยมเยียนให้ความรู้แก่เกษตรกร

กระทั่งปัจจุบันเกษตรกร มีความมั่นใจมากขึ้นและลงสุกรเข้าเลี้ยงกันมากขึ้นอย่างเป็นระบบ ผนวกกับข่าวการเปิดตัววัคซีน ASF ของเวียดนาม ก็สร้างแรงกระตุ้นให้เกษตรกรรายย่อยกลับมาเลี้ยงใหม่ได้ไม่น้อย ซึ่งแนวโน้มดีๆที่เกิดขึ้นนี้ ยังต้องใช้เวลาอีกสักระยะ กว่าปริมาณสุกรจะเข้าสู่ภาวะปกติ เนื่องจากการเลี้ยงสุกรให้ได้แม่พันธุ์แต่ละตัวนั้นต้องใช้เวลาถึง 1 ปี เมื่อโตเต็มวัยแล้วต้องอุ้มท้องอีก 3 เดือน 3 อาทิตย์ 3 วัน (114 วัน) จึงจะให้ลูกสุกรออกมาได้ จากนั้นการเลี้ยงลูกสุกรให้เติบโตเป็นสุกรขุนต้องใช้เวลาอีก 6 เดือน จึงจะสามารถส่งเข้าสู่ตลาดเป็นซัพพลายให้ผู้บริโภคต่อไป ทั้งหมดจึงเป็นที่มาของการคาดการณ์ว่า ประเทศไทยจะมีผลผลิตหมูเข้าสู่ภาวะปกติได้ในราวสิ้นปีนี้

สถานการณ์หมูกำลังดำเนินไปได้ด้วยดี แต่จะดีได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่? หากกรมปศุสัตว์ยังไม่สามารถกวาดล้าง “หมูเถื่อน” ที่ลักลอบนำเข้ามากระจายขายอยู่ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นนครปฐม ราชบุรี จังหวัดในแถบภาคเหนือ หรือแถบอีสาน หมูเหล่านี้ไม่รู้แหล่งที่มา ไม่ผ่านกระบวนการตรวจสอบโรคตามข้อกำหนดและผิดกฎหมายไทย ขณะเดียวกันยังเสี่ยงกับโรคหมูที่จะติดมากับผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะสร้างความเสียหายและซ้ำเติมวิกฤติในอุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูไทยอย่างมาก เหล่านี้เป็นอุปสรรคสำคัญที่จะทำให้ “งาน” ส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตหมูของกรมปศุสัตว์ไม่บรรลุเป้าหมาย … และต้องถือเป็น “หน้าที่” ของกรมปศุสัตว์ กรมศุลกากร และ หน่วยงานรัฐอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ต้องร่วมมือกันเร่งรัดกวาดล้างอย่างจริงจัง มิใช่ทำการตรวจสอบแบบพอเป็นพิธี แจ้งจับ ทำลาย ฝังกลบ พอให้เป็นข่าวแล้วปล่อยให้ “ขบวนการลักลอบหมูเถื่อน” กลับมาหาประโยชน์บนความทุกข์ของเกษตรกรคนเลี้ยงหมูได้ซ้ำอีก…ครั้งแล้วครั้งเล่า

ไม่เชื่อสักนิดว่า “เจ้าหน้าที่บ้านเมือง” ของประเทศไทยจะไม่มีความสามารถพอที่จะขจัดกลุ่มคนเหล่านี้ได้ … ในฐานะผู้บริโภคที่ไม่ได้เห็นด้วยกับสิ่งผิดกฏหมายจึงขอเป็นอีกเสียงที่เรียกร้องให้ “ภาครัฐ” โปรดขจัดหมูเถื่อนให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด มันไม่ใช่เพียงเพื่อเกษตรกรคนเลี้ยงหมู แต่เพื่อคนไทยทุกคนที่บริโภคเนื้อหมูต่างหาก./