ตำรับยาสมุนไพรแก้โรคท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องผูก ท้องเสีย ท้องบิด ท้องเดิน โรคกระเพาะอาหารและกรดไหลย้อน
มังคุด
ประโยชน์ทางสมุนไพร เปลือกผลมังคุดมีสารแทนนินเป็นจำนวนมาก มีฤทธิ์แก้อาการ ท้องเดินได้ดี นอกจากนี้ในเปลือกมังคุดออกฤทธิ์สมานแผลได้ดีมาก ทั้งยังฆ่าเชื่อแบคทีเรียได้อีกด้วยโดยเฉพาะเชื้อที่ทำให้เกิดหนอง และมีฤทธิ์ลดอาการอักเสบลงได้ดี กองวิจัยทางแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ศึกษารายงานว่าไม่มีพิษเฉียบพลัน แต่ควรระวังเรื่องขนานของการใช้ เพราะสารที่เปลือกมังคุดมีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลางและเพิ่มความดันเลือดได้

ตามตำรายาไทยใช้เปลือกผลแห้งซึ่งมีสารแทนนินเป็นยาฝาดสมาน แก้โรคท้องร่วง ท้องเสียเรื้อรังและโรคเกี่ยวกับลำไส้ พบสาร xanthone ในเปลือกผลมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียซึ่งทำให้เกิดหนอง โดยสามารถฆ่าได้ทั้งสายพันธุ์ปกติและสายพันธุ์ที่ดื้อต่อยาเพนนิซิลิน
วิธีใช้ ์ ใช้เปลือกที่ตากแห้งต้มกับน้ำปูนใส่หรือฝนกับน้ำดื่ม เป็นยารักษาอาการท้องเสีย ถ้าเป็นบิด (ปวดเบ่ง มีมูก และอาจมีเลือดออก) ใช้เปลือกผลแห้งประมาณครึ่งผล (4 กรัม) ย่างไฟให้เกรียมฝนกับน้ำปูนใส่ประมาณครึ่งแก้วดื่มทุก ชั่วโมง
—————————–
แมงลัก
แมงลัก หรือก้อมก้อขาว มังลัก

ประโยชน์ทางสมุนไพร จากการทดลองพบว่าแมงลักทำให้จำนวนครั้งในการถ่ายและปริมาณอุจจาระเพิ่มขึ้น รวมทั้งทำให้อุจจาระอ่อนตัวกว่าปกติ นอกจากนี้ใบและต้นสดมีฤทธิ์ขับลม เนื่องจากมีน้ำมันหอมระเหย ตามตำรายาไทยมักเรียกผลแมงลักว่าเม็ดแมงลัก ใช้เป็นยาระบายชนิดเพิ่มกาก เพราะเปลือกผลมีสารเมือกซึ่งสามารถพองตัวในน้ำได้ 45 เท่า เหมาะสำหรับ ผู้ที่ไม่ชอบกินอาหารที่มีกากเช่น ผัก ผลไม้
วิธีใช้ ใช้ผลแมงลัก 1-2 ช้อนชา แช่น้ำ 1 แก้ว จนพองตัวเต็มที่ กินก่อนนอน( ถ้าผลแมงลักพองตัวไม่เต็มที่จะทำให้ท้องอืดและอุจจาระแข็ง)
————————————–
ขี้เหล็ก
ขี้เหล็ก หรือขี้เหล็กแก่น ขี้เหล็กบาน ขี้เหล็กหลวง ขี้เหล็กใหญ่

ประโยชน์ทางสมุนไพร ตามตำรายาไทยใช้ใบอ่อนและแก่นซึ่งมีสารกลุ่มแอนทราควิ
โนนหลายชนิดซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาระบาย นอกจากนี้ในใบอ่อนและดอกตูมยังพบสารซึ่งมีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลางทำให้นอนหลับโดยใช้วิธีดองเหล้าดื่มก่อนนอน
วิธีใช้ ใช้ใบอ่อนครั้งละ 2-3 กำมือ ต้มกับน้ำ 1-1.5 ถ้วย เติมเกลือเล็กน้อย ดื่มก่อนอาหารเช้าครั้งเดียว
————————————–
ทับทิม
ทับทิม หรือพิลา พิลาขาว มะก่องแก้ว มะเก๊าะ

ประโยชน์ทางสมุนไพร เปลือกผลที่มีรสฝาด เนื่องมาจากมีสารแทนนิน ประมาณ22-25% มีกรด gallotannic สารสีเขียวอมเหลือง ช่วยรักษาอาการท้องเดินได้ดี กองวิจัยการแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ วิเคราะห์แล้วพบว่าไม่มีพิษเฉียบพลัน แต่ถ้าให้ในปริมาณที่สูงอาจจะเป็นพิษได้ (LD 50 =17 กรัม/กิโลกรัม) ตามตำรายาไทยใช้ใบแก้ท้องร่วง บิดมูกเลือด โรคอุจจาระร่วง
- ใช้เปลือกผลแห้งประมาณ 1 ใน 4 ของผล ฝนกับน้ำฝนหรือน้ำปูนใสข้นๆ ดื่มครั้งละ 1-2 ช้อนแกงหรือต้มกับน้ำปูนใสแล้วดื่มน้ำที่ดื่มแก้อาการท้องเดิน
- ใช้เปลือกผลแห้งของทับทิมครั้งละ 1 กำมือ (3-5 กรัม) ต้มกับน้ำ ดื่มวันละ 2 ครั้งอาจใช้กานพลูหรืออบเชยแต่งกลิ่น(โรคนี้จะมีอากาปวดเบ่งและมีมูกออกมาด้วย หรืออาจจะมีเลือดออกมาปนกับมูก) แก้อาการบิด
- ใช้เปลือกทับทิมต้มกับน้ำเดือด ให้เด็กดื่มครั้งละ 1-2 ช้อนชา ทุก 4 ชั่วโมง และ 1 ช้อนโต๊ะ สำหรับผู้ใหญ่ แก้อาการท้องเสีย
————————————–
ฝรั่ง
ฝรั่ง หรือจุ่มโป ชมพู่ มะก้วย มะก้วยกา มะมั่น มะกา มะจีน ย่าหมู สีดา

ประโยชน์ทางสมุนไพร ใบฝรั่งมีน้ำมันหอมระเหย Eugenol, Tannin รวม 8-10 % และอื่นๆ ส่วนผลดิบอยู่ก็มีแทนนิน วิตามินซี แคลเซียม ออกซาเลท และอื่นๆ สารแทนนินที่มีอยู่ทำให้ใบและผลดิบของฝรั่งมีฤทธิ์ฝาดสมานใช้รักษาอาการท้องเสียและสารสกัดด้วยน้ำจากใบ ออกฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดหนอนอีกด้วย
แก้ท้องร่วง จากการทดลองกับผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วง โดยให้กินใบแห้ง(บดละเอียด)ปริมาณ 500 มก. ทุก 3 ชม. เป็นเวลา 3 วัน พบว่าได้ผลดีกว่ากว่ายาฏิชีวนะเตตราซัยคลิน
แก้ท้องเสีย ผลอ่อนและใบแก่ของฝรั่งแก้ท้องเสียได้เป็นอย่างดี แก้อาการท้องเดิน ซึ่งเป็นยาแก้ท้องเดินแบบไม่รุนแรง(ที่ไม่ได้เกิดจากเชื่อบิดหรืออหิวาตกโรค)โดยใช้ใบแก่ 10-15 ใบ ปิ้งไฟแล้วบดเป็นผง ชงน้ำร้อนดื่ม หรือให้ใช้ผลอ่อนๆ 1 ผล ฝนกับน้ำปนใสดื่มเมื่อมีอาการท้องเสีย
————————————–

















