วันพฤหัสบดี 13 สิงหาคม 2026
หน้าแรก วิถีสุขภาพ กาแฟต้านโรคอ้วน

กาแฟต้านโรคอ้วน

กาแฟต้านโรคอ้วน

โรคอ้วน หมายถึงคนที่มีปริมาณไขมันมากกว่าปกติ โรคอ้วนมิได้หมายถึงการมีน้ำหนักมากอย่างเดียว หากแต่โรคอ้วนที่มีผลร้ายต่อสุขภาพ คือทำให้อ้วนทั้งตัว ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีไขมันทั้งร่างกายมากกว่าปกติโดยไขมันที่เพิ่มมิได้จำกัดอยู่ที่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง

ก่อนหน้านี้คนอ้วนไม่ถือเป็นโรคอ้วนแต่ปัจจุบันจัดเป็นโรคอ้วนเนื่องจากก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ โรคอ้วนเป็นโรคเกิดจากสาเหตุหลายๆอย่างทำให้การรักษาไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร ผู้ที่ลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วน้ำหนักก็จะขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน

การรักษาโรคอ้วนได้เปลี่ยนไปจากอดีตที่นิยมให้ลดน้ำหนักเข้าสู่เกณฑ์ปกติอย่างรวดเร็วมาเป็นให้ลดน้ำหนักแบบค่อยๆเป็น โดยกำหนดเป้าหมายที่สามารถปฏิบัติได้ การลดน้ำหนักเพียงบางส่วนสามารถก่อให้เกิดผลดีต่อสุขภาพ การรักษาโรคอ้วนให้รักษาตลอดชีวิตเหมือนโรคเบาหวาน

จากการค้นคว้าของผู้เขียน พบว่า ก่อนหน้านี้ได้มีการศึกษาในประเทศไทย พบว่าผู้ ที่เป็นโรคอ้วนจะมีระดับ ไขมัน cholesterol ,triglyceride LDL ระดับน้ำตาล ละความดันโลหิตสูงกว่าผู้ที่มีน้ำหนักปกติ ปัญหาของดัชนีมวลกายที่จะนำมาใช้อ้างอิงว่าอ้วนหรือไม่คงจะใช้ตัวเลขเดียวกันทั่วโลกไม่ได้

ดังนั้น ฝรั่งจะมีโครงสร้างใหญ่กว่าชาวเอเชีย ดัชนีมวลกายของฝรั่งจึงจะค่อนข้างสูง กล่าวคือ จะถือว่าน้ำหนักเกินเมื่อดัชนีมวลกายมากกว่า 25 กก/ตารางเมตร ส่วนชาวเอเชียเราจะถือว่าน้ำหนักเกินคือดัชนีมวลกายมากกว่า 23 กก/ตารางเมตร เนื่องจากเมื่อดัชนีมวลกายเกินค่าดังกล่าวจะมีอุบัติการณ์ของโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูงสูง

จะเห็นว่าคนอ้วนมีโอกาสที่จะเกิดโรคมากมาย และผลดีของการลดน้ำหนักสามารถลดอัตราการเกิดโรคได้หลายชนิด และลด อัตราการตายได้ สมควรถึงเวลาที่จะหยุดความอ้วน

โดยปกติร่างกายของเราจะมีไขมันไว้เพื่อสำรองเป็นอาหาร ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายเป็นเบาะกันกระแทกหากมีมากเกินไปคือโรคอ้วน ผู้หญิงจะมีปริ มาณไขมันประมาณ 25-30% ส่วนผู้ชายจะมี 18-23 % ถ้าหากผู้หญิงมีมากกว่า 30% ชายมีมากกว่า 25%  ถือว่าอ้วน

 

สำหรับคนที่โรคอ้วนลงพุง จะมีไขมันในอวัยวะภายในช่องท้องมากกว่าปกติ และอาจจะมีไขมันใต้ผิวหนังหน้าท้องเพิ่มขึ้นด้วย โรคอ้วนลงพุ่งร่วมกับอ้วนทั้งตัวจะมีไขมันมากทั้งตัวและอวัยวะภายในช่องท้อง

ส่วนการวัดปริมาณไขมันในร่างกายไม่ใช่เรื่องง่าย โดยมากมักจะทำในห้องปฏิบัติการณ์เพื่อการวิจัยการชั่งน้ำหนักในน้ำแล้วนำมาคำนวณหาปริมาณไขมันและปริมาณกล้ามเนื้อเป็นวิธีที่มีความแม่นยำ แต่ก็ทำในห้องปฏิบัติการณ์เท่านั้น

  • BOD POD เป็นการตรวจโดยเครื่อง x-ray รูปไข่ เครื่องจะคำนวณหาปริมาณกล้ามเนื้อ ไขมันจากความเข้มของเนื้อเยื่อ
  • DEXA: Dual-energy X-ray absorptiometry (DEXA) เป็นการใช้ x-ray หาปริมาณไขมัน

นอกจากนั้นก็มีวิธีหาปริมาณไขมันได้อีกหลายอย่าง อาทิ ใช้ calipers วัดความหนาของไขมันชั้นใต้ผิวหนัง อาจจะวัดที่ท้องแขน / Bioelectric impedance analysis โดยการใช้ไฟฟ้าผ่านเข้าไปในร่างกายแล้วคำนวณออกมา / การใช้ตารางหนักและส่วนสูง การคำนวณดัชนีมวลกาย และการวัดเส้นรอบเอว เป็นต้น

จากการค้นคว้าของผู้เขียนจากการวิจัย Polyphenols พบว่า สามารถยับยั้ง catechol-O-methyl transferase จึงช่วยกระตุ้นการสร้างความร้อนของร่างกาย ซึ่งช่วยเผาผลาญพลังงานและช่วยการจัดการกับโรคอ้วน (Baldessarini and Greiner, 1973) ทั้งยังมีคุณสมบัติในการชะลอการปล่อย glucose สู่กระแสเลือด ดังที่กล่าวมาแล้วในเรื่องคุณสมบัติต้านโรคเบาหวาน ซึ่งทำให้ชะลอการสร้าง insulin ซึ่งเป็น hormone ที่ส่งเสริมให้ร่างกายสะสมไขมัน ดังนั้น ร่างกายจึงเผาผลาญไขมันแทนที่จะสะสมไขมัน

จากรายงานวิจัยว่าคาเฟอีน ช่วยกระตุ้นการใช้พลังงานของร่างกาย ทำให้ไขมันสลายตัวเพิ่มขึ้น จึงอาจดื่มกาแฟเป็นเครื่องดื่มในการลดน้ำหนัก และเนื่องจากคาเฟอีนและสารอื่นที่มีอยู่ในกาแฟช่วยกระตุ้นการหลั่งกรดและน้ำย่อย กาแฟจึงช่วยในการย่อยอาหาร  เป็นเหตุให้คนจำนวนมากดื่มกาแฟหลังอาหารแต่ละมื้อ กาแฟที่ทานหลังอิ่มอาหาร ช่วยให้ไขมันแตกตัว และให้พลังงานทดแทน จึงลดความอ้วนได้

ตามผลการวิจัยพบว่าคนที่ดื่มกาแฟบ่อยๆจะมีไขมันชนิด(HDL)เพิ่มขึ้น ซึ่งไขมันชนิดนี้จะขับไล่คอเลสเตอรอลออกไป ป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว

นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน เยเซอร์ ดอร์รี ได้เสนอว่ากลิ่นของกาแฟสามารถลดอาการอยากอาหารและสามารถฟื้นฟูประสาทรับกลิ่นได้ เขายังเสนอว่าผู้คนสามารถลดอาการอยากอาหารได้เมื่อพวกเขาได้สูดดมกลิ่นเมล็ดกาแฟเข้าไป และทฤษฎีดังกล่าวยังสามารถใช้ได้กับสัตว์ทดลองอีกด้วย

จากผลการวิจัยกาแฟกับความอ้วน ยังพบอีกว่าในปัจจุบันกาแฟได้มีพัฒนาขึ้นมาโดยวัตถุประสงค์หลากหลายด้านด้วยกัน กล่าวคือ นอกจากนำมาใช้เพื่อการบำบัดรักษาโรคอ้วน โรคเบาหวาน ในวงการแพทย์แผนปัจจุบันแล้ว ทางด้านสุขภาพร่างกายและความงามยังนำกาแฟมาใช้เพื่อลดน้ำหนักหรือลดระดับน้ำตาลในเลือด โดยไม่ต้องใช้ยาแผนปัจจุบันเพราะเชื่อว่ายาแผนปัจจุบันอาจมีผลข้างเคียงต่อร่างกายได้ ส่งผลทำให้กาแฟถูกผลิตขึ้นมาเป็นผลิตภัณฑ์กาแฟที่ได้รับความนิยมแพร่หลายอยู่ในท้องตลาดในปัจจุบัน

ทั้งนี้ โดยสารสำคัญในกาแฟที่ถูกนำมาใช้เพื่อลดน้ำหนักและระดับน้ำตาลในเลือดนั้น มีชื่อทางการค้าว่า  สวีทอล (SvetolÒ) ซึ่งเป็นสารสกัดจากเมล็ดกาแฟสด และมีกรดคลอโรเจนิก (Chlorogenic acid) เป็นองค์ประกอบที่สำคัญในสารสกัดนี้ โดยกรดคลอโรเจนิกเป็นสารสำคัญที่อยู่ในเมล็ดกาแฟเช่นเดียว กับ คาเฟอีน พบมากในเมล็ดกาแฟสดที่ยังไม่ได้คั่วหรือกาแฟที่ยังไม่โตเต็มที่ ประมาณ 6-12% (2) และเป็นกลุ่ม biologically active dietary phenol ที่รู้จักกันในชื่อ 5-caffeoylquinic acid

จากผลการศึกษาวิจัยที่ผ่านมาเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก พบว่า เมื่อให้อาสาสมัครที่มีน้ำหนักเกินจำนวน 50 คนกินสารสกัดจากเมล็ดกาแฟสด (สวีทอล) ซึ่งมีกรดคลอโรเจนิก 200 มิลลิกรัมต่อ 1 แคปซูล วันละ 2 แคปซูล (ได้รับกรดคลอโรเจนิก 400 มิลลิกรัมต่อวัน) ติดต่อกันเป็นเวลา 2 เดือน เทียบกับกลุ่มควบคุม พบว่ากลุ่มที่ได้รับสวีทอล มีน้ำหนักลดลงประมาณ 5 กิโลกรัม และมีมวลกล้ามเนื้อต่อมวลไขมันเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้แล้ว ยังได้ทำการศึกษาจากอาสา สมัครสุขภาพดีแต่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วนจำนวน 30 คน โดยให้กินกาแฟสำเร็จรูปที่มีส่วนผสมของสวีทอล 11 กรัมของกาแฟต่อวัน (ได้รับสวีทอล 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน) เทียบกับกลุ่มที่กินกาแฟสำเร็จรูปอีก 2  ชนิด (กาแฟที่มีกาเฟอีนและไม่มีกาเฟอีน) ซึ่งไม่มีส่วนผสมของสวีทอล ติดต่อกันเป็นเวลา 3 เดือน พบว่า กลุ่มที่ได้รับกาแฟสำสำเร็จรูปที่มีส่วนผสมของสวีทอล มีน้ำหนักลดลงประมาณ 5.5 กิโลกรัม และไขมันในร่างกายลดลงประมาณ 4%

จากผลการวิจัยที่ผ่านมาเกี่ยวกับการลดระดับน้ำตาล พบว่า เมื่อให้อาสาสมัครที่มีสุขภาพดีจำนวน 9 คน ดื่มกาแฟที่มีกาเฟอีนและไม่มีกาเฟอีน ผสมกับน้ำตาลกลูโคส 25 กรัม/ 400 มิลลิลิตร ซึ่งมีปริมาณกรดคลอโรเจนิกเท่ากัน เทียบกับการดื่มน้ำผสมน้ำตาลกลูโคส 25 กรัม/ 400 มิลลิลิตร พบว่า กลุ่มที่ดื่มกาแฟที่ไม่มีกาเฟอีนและมีกรดคลอโรเจนิกอยู่ มีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่ากลุ่มอื่น ขณะที่มีระดับฮอร์โมน GLP-1 (Glucagon like peptide-1) ในเลือดสูงกว่ากลุ่มอื่น ซึ่ง GLP-1 เป็นฮอร์โมนที่หลั่งจากลำไส้เล็กส่วนปลาย มีผลในการกระตุ้นให้บีต้าเซลล์ของตับอ่อนหลั่งฮอร์โมนอินสุลินมากขึ้น (อินสุลินมีบทบาทในการลดระดับน้ำตาลในกระแสเลือด)

นอกจากนี้แล้วในการศึกษาโดยอาสาสมัครสุขภาพจำนวน 18 คน โดยให้กินสารสกัดจากเมล็ดกาแฟสด (สวีทอล) ซึ่งมีกรดคลอโรเจนิก 200 มิลลิ กรัมต่อ 1 แคปซูล วันละ 3 แคปซูล (ได้รับกรดคลอโรเจนิก 600 มิลลิกรัมต่อวัน) ติดต่อกันเป็นเวลา 40 วัน พบว่า หลังได้รับสารสกัดอาสาสมัครมีระดับ Post-load OGTT ต่ำกว่าระดับ Post-load OGTT ก่อนได้รับสารสกัดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

ทั้งนี้แม้ว่าผลการวิจัยเกี่ยวกับกรดคลอโรเจนิกที่ผ่านมา จะแสดงให้เห็นผลดีทั้งในด้านการลดน้ำหนักและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของสารชนิดนี้ แต่บางงานวิจัยทำในอาสาสมัครจำนวนน้อย เป็นอาสา สมัครที่มีสุขภาพดี ไม่ใช่ผู้ป่วยเบาหวาน รวมทั้งมีการศึกษาที่สนใจศึกษาในเชิงคลินิกน้อย จะเห็นได้ว่าการศึกษาที่ผ่านมาไม่ได้สนใจดูระดับความดันโลหิต ระดับน้ำตาลสะสม (HbA1C) หรือระดับไขมันในเลือด ทำให้ไม่ทราบผลข้างเคียงอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้จากการดื่มกาแฟหรือใช้สารสกัดจากเมล็ดกาแฟสด นอกจากนี้การศึกษาส่วนใหญ่ยังเป็นการศึกษาที่ใช้ระยะเวลาสั้นๆ ทำให้ไม่ทราบผลข้างเคียงในระยะยาว

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นจึงอาจทำให้ผลการ วิจัยมีความน่าเชื่อถือน้อยลง นอกจากนี้ ยังพบว่า การได้รับกรดคลอโรเจนิกปริมาณมากๆ (2,000 มิลลิกรัมต่อวัน) ติดต่อกันเป็นเวลา 7 วันจะทำให้ระดับโฮโมซิสเตอีนในเลือดเพิ่มขึ้น ขณะที่มีระดับโฟเลตในเลือดลดต่ำลง ซึ่งปัจจัยทั้ง 2 นี้มีความสัมพันธ์ต่อการเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

นอกจากนี้แล้ว หากได้ดื่มกาแฟเล็กน้อยหลังทานอาหารเสร็จ คาเฟอีนในกาแฟจะมีประโยชน์ต่อกระเพาะโดยตรงน้ำย่อยที่กระเพาะและตับอ่อนเพิ่มขึ้น ไขมันแตกตัวและถูกเผาผลาญ  เป็นต้น