กรุงเทพฯ , ประเทศไทย – 9 เมษายน 2569 – การ์ทเนอร์ อิงก์ บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้ นนำด้านธุรกิจและเทคโนโลยี เผยว่าภายในอีกสองปีข้างหน้า (ปี 2571) หน่วยงานรัฐบาลอย่างน้อย 80% จะใช้ AI Agents เพื่อปรับปรุงกระบวนการตัดสิ นใจในงานประจำให้เป็นระบบอั ตโนมัติ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพพร้ อมยกระดับการให้บริการแก่ ประชาชน
ดาเนียล นีเอโต ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์ ของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “บรรดา CIO ของหน่วยงานภาครัฐกำลังเผชิ ญแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นในการเร่ งนำ AI เข้ามาผสานรวมกับกระบวนการตัดสิ นใจอย่างมีธรรมาภิบาล โดยการอุบัติขึ้นของ Multimodal AI พร้อมด้วยระบบการสนทนา ( Conversational System) และระบบเอเจนต์ ( Agentic System) ได้ขยายขีดความสามารถให้องค์ กรภาครัฐสามารถทำงานแบบอัตโนมั ติ เข้าถึงข้อมูลเชิงลึก และคาดการณ์สถานการณ์ต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น”
อย่างไรก็ตาม อุปสรรคเรื้อรังที่สุดประการหนึ่ งในการสร้างมูลค่าจาก AI ขององค์กรภาครัฐคือการปฏิบัติ ตามกลยุทธ์ที่มีความกระจั ดกระจาย หรือ Fragmentation โดยผลสำรวจของการ์ทเนอร์จากกลุ่ มตัวอย่าง 138 รายในองค์กรภาครัฐทั่วโลกระหว่ างเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน ปี 2568 พบว่าอุปสรรคสำคัญในการปรับใช้ โซลูชันดิจิทัล 41% มาจากกลยุทธ์การดำเนิ นงานแบบไซโล ( Siloed Strategies) และ 31% มาจากระบบเดิมที่ล้าสมัย ( Legacy Systems) “ลำพังเพียงการปรับปรุ งเทคโนโลยีให้ทันสมัย ไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้” นีเอโตกล่าวเสริม
ธรรมาภิบาลต้องปรับเปลี่ ยนจากการคุม ‘โมเดล ’ สู่การคุม ‘การตัดสินใจ ’
เมื่อ AI เปลี่ยนจากการทดลองไปสู่การเป็ นส่วนประกอบสำคัญในกระบวนการตั ดสินใจ แนวทางการกำกับดูแลจึงจำเป็นต้ องวิวัฒนาการตามไปด้วย จากเดิมที่การกำกับดูแล AI มักเน้นไปที่การบริหารจัดการตั วโมเดล ข้อมูล และอัลกอริทึมเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม Decision Intelligence (DI) หรือวิทยาการด้านการตัดสินใจ ได้เปลี่ยนโฟกัสไปสู่การกำกับดู แลที่ “ตัวการตัดสินใจ ” โดยตรง เช่น การออกแบบกระบวนการ การบังคับใช้ การติดตามผล และการตรวจสอบการตัดสินใจ ซึ่งการเปลี่ ยนแปลงแนวทางธรรมาภิบาลนี้ถื อเป็นเรื่องสำคัญมากของหน่ วยงานภาครัฐ เนื่องจากความชอบธรรมต่ อสาธารณะนั้นต้องตั้งอยู่บนพื้ นฐานของความโปร่งใสและความเป็ นธรรม
ผลสำรวจการ์ทเนอร์พบว่า 39% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า การยกระดับบริการและความพึ งพอใจของประชาชนคือแรงจูงใจหลั กในการลงทุนเพื่อสร้างความ เชื่ อมั่นจากภาคสาธารณะ ซึ่ง Decision Intelligence (DI) จะเข้ามาเป็นฐานรากเชิงโครงสร้ างที่ช่วยให้ความเชื่อมั่นนี้ เกิดขึ้นได้จริงในทางปฏิบัติ ผ่านการทำให้เส้นทางการตัดสิ นใจมีความชัดเจน โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้
นีเอโตกล่าวเพิ่มเติมว่า “การกำกับดูแลที่การตัดสินใจ แทนที่จะเป็นเพียงการควบคุมองค์ ประกอบของ AI แยกส่วนกัน จะช่วยให้ภาครัฐสามารถสร้างสมดุ ลระหว่างระบบอัตโนมัติกับการใช้ ดุลยพินิจของมนุษย์ได้ดียิ่งขึ้ น โดยเฉพาะในบริบทที่มีความเสี่ ยงสูงหรือส่งผลกระทบต่อสิทธิ พลเมือง ”
“อุตสาหกรรมที่อยู่ภายใต้ การกำกับดูแลรวมถึงหน่ วยงานภาครัฐ ไม่สามารถพึ่งพาระบบแบบกล่องดำ ( Black Box System) ที่ขาดความโปร่งใสในการตัดสิ นใจเรื่องสำคัญ ๆ ได้ ซึ่ง DI จะช่วยยกระดับ ‘ความสามารถในการอธิบาย ’ จากเดิมที่เป็นเพียงข้ อกำหนดทางเทคนิค ให้กลายเป็นหัวใจสำคัญของ ธรรมาภิบาล ” เขากล่าวเสริม
ด้วยเหตุผลความจำเป็นด้ านความโปร่งใส การ์ทเนอร์คาดว่า ภายในปี 2572 หน่วยงานรัฐ 70% จะกำหนดให้มีระบบ AI ที่อธิบายได้ หรือ Explainable AI (XAI) และเพิ่มกลไกให้มนุษย์มีส่วนร่ วม หรือ Human-in-the-Loop (HITL) สำหรับทุกการตัดสินใจที่เป็นอั ตโนมัติและส่งผลต่อการให้บริ การประชาชน ซึ่ง XAI และ HITL คือรากฐานสำคัญของ DI ในภาครัฐ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าตรรกะเบื้ องหลังการตัดสินใจสามารถตรวจสอบ อธิบายและโต้แย้งได้ นอกจากนี้ยังช่วยให้มนุษย์ยังมี อำนาจตัดสินใจในกรณีเกิดข้ อยกเว้น การอุทธรณ์ หรือในเคสที่มีความเสี่ยงสูง ทำให้ความรับผิดชอบยังคงอยู่แม้ ระบบอัตโนมัติจะเพิ่มขึ้นก็ตาม
ประสบการณ์ของภาคประชาชนกลายเป็ นมาตรวัดเชิงคุณภาพของคุณค่า AI
แม้ว่า “ประสิทธิภาพ ” จะยังเป็นเรื่องสำคัญ แต่ “ความเชื่อมั่นของประชาชน ” ต่อขีดความสามารถของภาครั ฐในการให้บริการอย่างมีประสิทธิ ผล กำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคั ญของการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล โดยผลสำรวจพบว่า 50% ของผู้ตอบแบบสอบถามจากภาครัฐฯ ยกให้ “การยกระดับประสบการณ์ ของประชาชน ” เป็นหนึ่งในสามลำดับความสำคัญสู งสุด
“เมื่อ AI และ Decision Intelligence เข้ามาทำให้การบริการเป็นอั ตโนมัติและคล่องตัวมากขึ้น นิยามของ ‘ประสบการณ์ประชาชน ‘ ก็จะเปลี่ยนไป เมื่อประชาชนได้รับสิ่งที่ต้ องการจากรัฐโดยอัตโนมัติ การติดต่อสื่อสารกั นโดยตรงอาจลดลง ส่งผลให้ความเชื่อมั่นในความน่ าเชื่อถือ ความเป็นธรรมและความโปร่ งใสของระบบมีความสำคัญมากยิ่งขึ้ นกว่าเดิม และเนื่องจากความเชื่อมั่นหรือ Trust เป็นสิ่งจำเป็น ศักยภาพในการคาดการณ์ความต้ องการล่วงหน้าจึงจะกลายเป็นปั จจัยที่กำหนดรูปแบบการส่งมอบบริ การดิจิทัลของภาครัฐในอนาคต ”
DI ช่วยให้รั ฐบาลสามารถออกแบบกระบวนการตัดสิ นใจใหม่กับบริการที่ต้องติดต่ อกับประชาชน โดยเปลี่ยนจากการมีปฏิสัมพันธ์ เชิงรับตามขั้นตอน ไปสู่การมีส่วนร่วมเชิงรุกที่ ตอบโจทย์เฉพาะบุคคล ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่ มความสม่ำเสมอและลดความล่าช้า แต่ยังยกระดับการรับรู้ถึ งความเป็นธรรมและสร้างความเชื่ อมั่นต่อสาธารณะ แม้ว่าการติดต่อกับเจ้าหน้าที่ รัฐโดยตรงจะมีแนวโน้มลดลงก็ตาม