โดย นางออร์นา ซากิฟ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย
เมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ อิสราเอลต้องเผชิญกับการโจมตีของผู้ก่อการร้ายครั้งใหญ่ที่สุดและป่าเถื่อนที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ กล่าวคือ ผู้ก่อการร้ายฮามาสหลายพันคนพร้อมอาวุธจำนวนมากบุกโจมตีชุมชนอิสราเอลที่ตั้งอยู่ใกล้ชายแดนฉนวนกาซา และสังหารผู้คนกว่า ๑,๒๐๐ คนอย่างเลือดเย็น
ตลอดทั้งวันของการโจมตี พลเรือนผู้บริสุทธิ์ถูกข่มขืน ถูกทรมาน ถูกทารุณ ตัดศีรษะ เผาทั้งเป็น และถูกสังหารด้วยวิธีต่างกันภายในบ้านเรือนของพวกเขาและในงานเทศกาลดนตรี มีผู้ถูกลักพาตัวไปยังฉนวนกาซาประมาณ ๒๔๐ ราย ในจำนวนนั้นมีเด็กทารกและผู้สูงอายุ รวมทั้งชาวไทย ๓๑ คน เวลาผ่านไปแล้วกว่า ๑๐๐ วัน แต่ทว่าอีก ๑๓๖ ชีวิต ที่มีคนไทยรวมอยู่ด้วย ๘ คน ยังถูกควบคุมตัวโดยกลุ่มก่อการร้ายฮามาส
ในวันแรกของการโจมตีอย่างไร้มนุษยธรรมนั้น สตรีและเด็กผู้หญิงตกเป็นเป้าของการใช้ความรุนแรงและการล่วงละเมิดทางเพศ โดยส่วนใหญ่จะถูกสังหารในภายหลัง เป็นที่แน่ชัดว่า ทารุณกรรมดังกล่าวงได้มีการไตร่ตรองไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยระบุไว้ว่าการข่มขืนต้องเป็นส่วนหนึ่งของแผนการบุกจู่โจมของฮามาส
มีหลักฐานชี้ชัดว่า สตรีชาวอิสราเอลจำนวนมากถูกล่วงละเมิดทางเพศ เพราะทันทีที่เกิดเหตุ มีผู้ก่อการร้ายฮามาสถ่ายคลิปในขณะที่หญิงสาวถูกเปลื้องผ้า และมีภาพที่แสดงให้เห็นคราบเลือดจำนวนมากบนเสื้อผ้าของสตรี ในขณะที่ถูกจับไปยังฉนวนกาซา กลุ่มฮามาสเผยแพร่วิดีโอเหล่านั้นบนโซเชียลมีเดียแบบเรียลไทม์ และเผยแพร่ไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว
นับตั้งแต่นั้นก็มีหลักฐานอื่นๆ ตามมาอีกเป็นจำนวนมาก นอกจากหลักฐานทางกายภาพที่รวบรวมจากห้องดับจิตและสถานที่เกิดเหตุแล้ว ยังมีคำให้การนับร้อยอันน่าสะอิดสะเอียนเกินจะกล่าว ที่ได้จากผู้รอดชีวิต พยานผู้เห็นเหตุการณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ ทีมกู้ภัยและฟื้นฟู รวมถึงเจ้าหน้าที่ประจำรถพยาบาล ที่เลวร้ายกว่านั้นก็คือ มีหนังสือคู่มือและคำสั่งพิเศษซึ่งพบจากร่างของผู้ก่อการร้ายฮามาสที่ถูกสังหารและถูกจับได้ จึงเป็นการชี้ชัดว่าการล่วงละเมิดทางเพศเกิดขึ้นโดยไตร่ตรองไว้ล่วงหน้า ไม่ใช่แค่การกระทำโดยบังเอิญ
แม้กลุ่มฮามาสจะปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการใช้ความรุนแรงทางเพศ แต่การสืบสวนของหนังสือพิมพ์ เดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ ตีพิมพ์เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ ระบุชัดเจนว่า “จากภาพวิดีโอ ภาพถ่าย ข้อมูลจีพีเอสจากโทรศัพท์มือถือ และการสัมภาษณ์ผู้คนมากกว่า ๑๕๐ คน รวมถึงพยานบุคคล บุคลากรทางการแพทย์ ทหาร และผู้ให้คำปรึกษาต่อเหยื่อที่ถูกข่มขืน เดอะ ไทมส์ ระบุสถานที่อย่างน้อยเจ็ดแห่งที่ดูเหมือนจะเป็นที่เกิดเหตุ ซึ่งสตรีและเด็กหญิงชาวอิสราเอลถูกล่วงละเมิดทางเพศหรือทำให้พิการ”
ขณะนี้ เด็กหญิงและสตรี ๑๙ คน ยังคงถูกจับเป็นตัวประกันในฉนวนกาซา ตัวประกันที่ถูกปล่อยตัวมาก่อนหน้านี้ ได้แบ่งปันเรื่องราวอันน่าสยดสยองเกี่ยวกับทารุณกรรมโหดเหี้ยมที่มีต่อตัวประกันบางคน โดยเฉพาะกับพวกผู้หญิง
กาชาดสากลรายงานว่า “ธรรมนูญของศาลอาญาระหว่างประเทศได้รวมการข่มขืนและความรุนแรงทางเพศในรูปแบบต่างๆ ไว้ในรายการอาชญากรรมสงครามและในรายการการกระทำที่ก่อให้เกิดอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ การกระทำดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการก่ออาชญากรรมที่แพร่หลายหรือกระทำอย่างเป็นระบบที่อยู่ระหว่างการโจมตีที่มุ่งเป้าไปที่ประชากรพลเรือน
การข่มขืนและความรุนแรงทางเพศรูปแบบอื่นๆ อาจถือเป็นอาชญากรรมระหว่างประเทศเช่นกัน กล่าวคือ การข่มขืนอาจถือเป็นการทรมาน เช่น ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐจงใจกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งคำรับสารภาพจากเหยื่อ”
เป็นเรื่องน่าเศร้าและน่าเดือดดาลเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องมาแจกแจงว่ามีหลักฐานเหล่านี้มากขนาดไหน แม้ว่าจะมีข้อพิสูจน์มากมายขนาดนี้ แต่การล่วงละเมิดทางเพศต่อสตรีชาวอิสราเอลที่กำลังดำเนินอยู่ อันเป็นทั้งอาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ กลับถูกละเลยโดยองค์การสหประชาชาติ องค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กลุ่มสตรี และสื่อส่วนใหญ่ของโลก
น่าตกใจยิ่งกว่านั้นก็คือ ในยุคของ #MeToo และ #BelieveWomen ที่มีผู้คนจำนวนมากสนับสนุนความยุติธรรม สิทธิมนุษยชน และสตรีนิยม แต่กลับมีผู้คนอีกจำนวนหนึ่งที่มีส่วนร่วมปฏิเสธเรื่องการข่มขืนที่เกิดขึ้น บางคนเลือกที่จะหาเหตุผล หรือยิ่งไปกว่านั้นก็คือ มีการล้อเลียนและชื่นชมการกระทำทารุณกรรมอันเหี้ยมโหดน่าสยดสยองต่อผู้หญิง ที่มีการนำมาเผยแพร่สู่สาธารณะมากที่สุดครั้งหนึ่ง
เมื่อนานาชาติไม่มีการประณามใดๆ ต่อผู้ก่อเหตุ นอกจากเหยื่อและผู้รอดชีวิตต้องเสียเกียรติและถูกด้อยค่าแล้ว ในขณะเดียวกันบรรดาผู้สนับสนุนสตรีก็ขัดเคืองใจ ดังที่ มิคาล เฮอร์ซ็อก สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของอิสราเอลได้กล่าวไว้ในบทความของเธอที่ตีพิมพ์ใน Newsweek เมื่อเร็วๆ นี้ว่า “สำหรับชาวอิสราเอลที่เป็นแนวหน้าของการต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีทั่วโลกมาโดยตลอด นี่คือช่วงเวลาแห่งความผิดหวังโดยสิ้นเชิง”
ภคินีภาพ หมายถึง การเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในหมู่สตรี ทุกครั้งที่ การข่มขืน การล่วงละเมิดทางเพศ และการใช้ความรุนแรงบนพื้นฐานเพศสภาพ ถูกนำมาเป็นอาวุธสงคราม ไม่ว่าเหยื่อจะถือสัญชาติใด หรือนับถือศาสนาใดก็ตาม ในฐานะผู้หญิงและแม่ของลูกสาววัย ๑๘ ปี ดิฉันขอส่งกำลังใจให้บรรดาเหยื่อและครอบครัว ดิฉันขออธิษฐานให้นานาชาติร่วมประนามการเกลียดชังและความเป็นปรปักษ์ที่มีอยู่ในโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นชาวอิสราเอลหรือใครก็ตาม

















