วันเสาร์ 8 สิงหาคม 2026
หน้าแรก Headline ศาสตราจารย์ด้านสื่อของเกาหลี ชี้ไทยควรพัฒนาการผลิตเนื้อหาควบคู่เทคโนโลยีและควรมีแพลตฟอร์มเป็นของตัวเอง

ศาสตราจารย์ด้านสื่อของเกาหลี ชี้ไทยควรพัฒนาการผลิตเนื้อหาควบคู่เทคโนโลยีและควรมีแพลตฟอร์มเป็นของตัวเอง

วันที่ 29 พฤศจิกายน 2566 สำนักงาน กสทช. โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาทางวิชาการ กสทช. (พว.) จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “กรณีศึกษา: นวัตกรรมสื่อ ธุรกิจสื่อ และอุตสาหกรรมแพลตฟอร์มดิจิทัลในระดับนานาชาติ”  โดย Professor Kim, Seongcheol (Ph.D.) School of Media and Communication Korea University ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้และการประยุกต์ใช้ในงานการกำกับดูแลให้แก่ผู้บริหาร พนักงานปฏิบัติการและบุคลากรของสำนักงาน กสทช. รวมถึงแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นร่วมกับผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการจากหน่วยงานภายนอกเสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมสื่อ ธุรกิจสื่อ และอุตสาหกรรมการผลิตเนื้อหาโสตทัศน์ในระดับนานาชาติเปรียบเทียบกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นจริงของการพัฒนาอุตสาหกรรมแพลตฟอร์มดิจิทัล แนวทางยุทธศาสตร์ด้านสื่อในประเทศต่างๆ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล ณ หอประชุมสายลม 5021 สำนักงาน กสทช.

ในระหว่างการบรรยาย ศ.คิม ได้กล่าวให้ความรู้และให้ข้อคิดไว้อย่างน่าสนใจหลายประการ เช่น ธุรกิจสื่อ เป็นสิ่งที่ผนวกองค์ประกอบ 3 ด้านเข้าไว้ด้วยกัน ได้แก่ เนื้อเรื่องและความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรมและเทคโนโลยี และการเงิน ทั้งนี้ นอกจากอุตสาหกรรมสื่อจะมีบทบาทในทางธุรกิจแล้ว ยังมีบทบาทในด้านความบันเทิง และสังคมและวัฒนธรรมด้วย

ทั้งนี้ ในแง่ของธุรกิจ ผู้ที่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ (Intellectual Property: IP) และสร้างกลุ่มแฟนที่เหนียวแน่น เช่น Disney จะสามารถต่อยอดผลิตภัณฑ์และทำเงินได้มากกว่าผู้ที่ผลิตสื่อหรือผลิตภัณฑ์ใดผลิตภัณฑ์หนึ่งเพียงอย่างเดียว ดังนั้น การต่อยอดลิขสิทธิ์ (สร้าง Super IP) และการผลิตผลงานเพื่อให้ใช้งานได้หลากหลาย (One Source, Multi-Use: OSMU) จึงเป็นแนวทางการทำธุรกิจให้ได้ผลคุ้มค่า

สำหรับภูมิทัศน์สื่อในโลกปัจจุบัน เป็นการยากที่จะใช้นิยามการรับชมโทรทัศน์แบบเดิมๆ เป็นยุคที่บุคคลหรือคนกลุ่มเล็กๆ ก็สามารถสร้างผลงานและมีอิทธิพลได้เช่นเดียวกัน ไม่ใช่เพียงบริษัทใหญ่ๆ หรือผู้มีทุนใหญ่เท่านั้น ในขณะเดียวกัน ผู้รับสื่อมีการสมัครสมาชิกและรับชมจากอุปกรณ์ที่หลากหลาย ในเวลาและสถานที่ที่หลากหลาย ความนิยมในการชมเปลี่ยนจากการรับชมเนื้อหาแบบเดิมๆ เป็นการรับสื่อแบบสั้นๆ เพื่อความเพลิดเพลิน (snack media) นอกจากนี้ การแนะนำเนื้อหาตามอัลกอริธึ่ม (algorithm) ทำให้ผู้ชมมีความรู้สึกว่าเนื้อหานั้นสอดคล้องกับความชอบของตัวเอง (personalised) ไม่ใช่ทำสำหรับคนหมู่มากเช่นในอดีต

ทั้งนี้ บริษัทใหญ่มีข้อได้เปรียบ เพราะในปัจจุบัน มีการใช้ AI ซึ่งทำงานกับข้อมูล ผู้ที่มีข้อมูลระดับโลก คือเจ้าของแพลตฟอร์มระดับโลกย่อมได้เปรียบ ทั้งในแง่ขนาดของฐานข้อมูล และยังมีตลาดใหญ่กว่าอีกด้วย

เรื่องนี้มีความสอดคล้องกับการตัดสินใจของผู้ผลิตเนื้อหาสื่อจำนวนมาก ที่ส่งเนื้อหาไปเผยแพร่ยังแพลตฟอร์มระดับโลกเช่น Netflix เลย แทนที่จะส่งภาพยนตร์เข้าฉายในโรงหนังเช่นในอดีต เพราะมองว่ามีตลาดที่ใหญ่กว่า และในหลายๆ กรณี บริษัทแพลตฟอร์มระดับโลกเป็นผู้ถือครองลิขสิทธิ์ของเนื้อหา ทำให้ผู้ผลิตเนื้อหามีบทบาทไม่ต่างกับโรงงานที่ผลิตสิ่งของให้กับแบรนด์ดังๆ เท่านั้น แต่ไม่สามารถนำผลงานไปต่อยอดธุรกิจได้ และได้รับผลตอบแทนน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ทั้งนี้ ศ.คิม กล่าวว่า ในอดีตมีการพูดว่า Content is King. แต่ปัจจุบันต้องเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ จึงจะเป็น King ตัวจริง จากบทเรียนดังกล่าว studio ผู้ผลิตเนื้อหาในเกาหลีจึงพยายามต่อรองและมีแนวโน้มที่จะเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เนื้อหาเองมากขึ้น อย่างไรก็ตาม อาจมีความจำเป็นต้องร่วมมือกับหุ้นส่วนอื่นเพื่อให้มีเงินทุนเพียงพอ แต่ก็อาจมีประเด็นอื่นให้พิจารณา เช่น การคงอัตลักษณ์ของผลงานในกรณีที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน เป็นต้น

เมื่อมองถึงอุตสาหกรรมสื่อในประเทศเกาหลี รัฐบาลของเกาหลี มีแนวคิดที่จะแก้กฎหมายเพื่อสนับสนุนผู้ผลิตของเกาหลีมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องการส่งเสริมการแข่งขันและการพัฒนาด้วย ดังนั้น ทีวีสาธารณะของเกาหลีจะได้รับการปกป้อง แต่ผู้ให้บริการอื่นๆ จะได้รับการสนับสนุนให้แข่งขันในตลาด โดยที่การสนับสนุนจะไม่ใช่การให้เงินโดยตรง แต่เป็นการสนับสนุนอย่างมีกลยุทธ์ และมีการศึกษาวิจัยอย่างจริงจัง

ในด้านสว่าง หรือจุดแข็งของผู้ผลิตสื่อในเกาหลีนั้น ศ.คิม กล่าวว่า เกาหลีมีความแข็งแกร่งตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน ในแง่การจัดการเมือง ระบบโทรศัพท์และการสื่อสาร รวมถึงมีแพลตฟอร์มที่ผลิตและใช้ภายในประเทศมากมาย ซึ่งนับว่ามีความสำคัญ ที่ประเทศหรือเขตเศรษฐกิจควรจะมีแพลตฟอร์มของตัวเอง จะได้ไม่ต้องพึ่งพิงแพลตฟอร์มของประเทศอื่น สิ่งสำคัญประการถัดมาคือการที่คนเกาหลีเป็นผู้ให้ความสำคัญกับความคิดสร้างสรรค์ และการสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืนสำหรับแหล่งที่มาของเนื้อหา ได้แก่ Webtoon ที่เปิดโอกาสให้นักคิด นักเขียนหน้าใหม่ได้นำเสนอผลงาน และเป็นพื้นที่ให้ผู้ผลิตเนื้อหาสื่อหยิบไปต่อยอดโดยมีการเจรจาลิขสิทธิ์และค่าตอบแทนระหว่างกัน

อย่างไรก็ตาม ในด้านมืดนั้น สังคมเกาหลีประสบปัญหาข่าวลวง (fake news) การเสพติดสื่อ การละเมิดลิขสิทธิ์ การแสดงความคิดเห็นและการข่มเหงรังแกบนอินเทอร์เน็ต (cyber bullying) และการที่คนชอบเปิดรับเฉพาะเนื้อหาที่สอดคล้องกับความคิดความเชื่อเดิมของตัวเอง (filter bubble) ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกสังคมต้องระวัง

ศ.คิม ได้กล่าวถึงสิ่งทีสื่อไทยควรเรียนรู้และนำมาปรับใช้ ได้แก่ ควรพัฒนาด้านเนื้อหาไปพร้อมกับเทคโนโลยีดิจิทัล โดยในด้านเนื้อหา ควรนึกถึงการพัฒนา Super IP ให้มีการต่อยอดไปได้อย่างหลากหลาย

ในด้านการเรียนการสอน มหาวิทยาลัย Korea University ที่ ศ.คิม สอน มีเนื้อหาครอบคลุมทุกมิติ ได้แก่ มิติทางวัฒนธรรมและมิติทางเทคโนโลยี ทั้งในระดับบุคคล ระดับอุตสาหกรรม และระดับสังคม ในทำนองเดียวกัน ไทยและเกาหลีควรมีความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นทั้งในระดับสถาบันการศึกษา ระดับรัฐบาล และระดับอุตสาหกรรม

ศาสตราจารย์ซองชอล คิม เป็นผู้มีความรอบรู้และเชี่ยวชาญเกี่ยวกับสื่อมวลชนและเทคโนโลยีการสื่อสาร โดยดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ที่ School of Media and Communication, Korea University เป็นผู้อำนวยการ Center for ICT and Society, Smart Media Service Research Center และ ผู้อำนวยการ Digital Platform Research Center

นอกรั้วมหาวิทยาลัย ศ.คิม ดำรงตำแหน่งบรรณาธิการวารสารการวิจัยระดับนานาชาติ และเป็นกรรมการของ The Media Content Industry Promotion Committee ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรีของเกาหลี เป็นกรรมการของ Korea Communications Agency และเป็นกรรมการของบริษัทเอกชน ได้แก่ KT Korea ซึ่งเป็นบริษัทโทรคมนาคมชั้นนำของเกาหลี และยังเป็นกรรมการของ Studio Dragon Corp. สตูดิโอผู้ผลิตเนื้อหาสำหรับโทรทัศน์รายสำคัญ ซึ่งเป็นผู้สร้างซีรีส์เรื่อง Extraordinary Attorney Woo อีกด้วย