หลังเหตุการณ์เสี่ยห้องเย็นยิงหัวหน้าด่านกักสัตว์จังหวัดเพชรบูรณ์เสียชีวิตเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ชนวนเหตุมาจากการตรวจค้น “หมูเถื่อน” ล็อตใหญ่ เป็นเครื่องพิสูจน์ความจริงจังและโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการกรมปศุสัตว์ ตามนโยบายการปราบปราม “เนื้อสัตว์เถื่อน” ทุกประเภท ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำให้หมูเถื่อนที่สำแดงเท็จเล็ดลอดออกมาจากท่าเรือแหลมฉบังก่อนหน้านี้ถูกยึดเป็นของแผ่นดินไปนับล้านกิโลกรัม
การตรวจค้นและจับกุมห้องเย็นอย่างต่อเนื่อง นำโดยนายกรัฐมนตรี นายเศรษฐา ทวีสิน ที่ออกหน้าสั่งการตรงหลายครั้ง กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ, กรมปศุสัตว์ และตำรวจ ทำให้ดำเนินงานเฉียบขาด ไม่ละเว้นกลุ่มทุนรายใด หรือ ข้าราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทำให้หมูเถื่อน “รอการระบาย” เจอทางตัน ส่งผลดีต่อราคาในประเทศขยับสูงขึ้นตามกลไกตลาดที่แท้จริง ต่างจากเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ปรับลดต่ำกว่า 50 บาทต่อกิโลกรัม นับเป็นราคาต่ำที่สุดตั้งแต่ก่อนเกิดโรคระบาด ASF เพราะปริมาณเนื้อหมูเถื่อน “หนีตาย” จากการจับกุมทะลักสู่ตลาด เสนอขายหมูค้างปีในราคาถูกมาก กดราคาหมูไทยให้ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต ทำให้เกษตรกรไทยบาดเจ็บสาหัสจากการขาดทุนสะสมหนักมานานหลายเดือน
ช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ เป็นช่วงเวลาของการปราบปรามหมูเถื่อนหนักมากของ DSI เพื่อให้ภารกิจกวาดล้างหมูเถื่อนให้สิ้นซากบรรลุเป้าหมายภายในปี 2566 ขณะที่ กรมปศุสัตว์ ประกาศเป้าหมายตรวจค้นห้องเย็นทั่วประเทศ 142 แห่ง เพื่อจับกุมเนื้อสัตว์เถื่อน โดยเฉพาะหมูเถื่อนให้หมดสิ้น
อย่างไรก็ตาม ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ต้องยอมรับแนวทางการปราบปรามของรัฐบาลชุดนี้และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ที่เอาจริงเอาจังไม่ละเว้นกลุ่มอิทธิพลใดๆ ที่สำคัญยังคงเดินหน้าตรวจค้นและจับกุมหมูเถื่อนทั้งที่ท่าเรือทุกแห่งและห้องเย็นทุกซอกมุม รวมถึงจะต้องขยายการตรวจค้นให้ทันกับขบวนการหมูเถื่อน ที่ขณะนี้เปลี่ยนวิธีการซุกซ่อนใหม่ ถ่ายเทจากห้องเย็นใส่ตู้คอนเทนเนอร์แล้วลากไปเก็บไว้ที่อาคารพาณิชย์หรือเช่าพื้นที่พักสินค้าผิดกฎหมายไว้ รอจังหวะระบายออกสู่ตลาด
ผลการกวาดล้างอย่างจริงจังของรัฐบาลชุดนี้ สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้เลี้ยงหมูไทยในการเดินหน้าเลี้ยงหมูคุณภาพดีและปลอดภัยต่อไป จากราคาที่ขยับขึ้นมาบ้างให้ผู้เลี้ยงพออยู่ได้ หลังไม่เห็นอนาคตจากที่ราคาตกต่ำมานานมากกว่า 6 เดือน และยังต้องแบกขาดทุนสะสมมาถึงทุกวันนี้ ผู้เลี้ยงหมูยอมใจให้เครดิตรัฐบาลเต็มๆ
ถึงวันนี้ นอกจากหมูเถื่อนล็อตใหญ่ 4,500 ตัน จากตู้สินค้าตกค้าง 161 ตู้ที่ท่าเรือแหลมฉบัง ที่ DSI ค้นพบและจับกุมแล้ว ยังขยายผลย้อนหลังไปถึงการลักลอบนำเข้าระหว่างปี 2564-2566 ที่มีจำนวนมหาศาลประมาณ 2,385 ใบขนสินค้า น้ำหนักประมาณ 76,000 ตัน หรือ 76 ล้านกิโลกรัม มูลค่ามากกว่า 6 พันล้านบาท ซึ่งหมูจำนวนนี้กระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งเชื่อว่าบางส่วนนำไปขายปะปนบนเขียง และผู้บริโภคซื้อหาไปเป็นอาหารกันเรียบร้อยแล้ว เหล่านี้ล้วนเป็นอันตรายต่อสุขอนามัยที่ดีของคนไทย เพราะไม่ผ่านการตรวจโรค สารเร่งเนื้อแดง และสารตกค้างใดๆ จึงจำเป็นต้องปราบปรามให้สิ้นซากโดยเร็ว จึงหวังว่า “หมูเถื่อน” จะสิ้นซากภายในสิ้นปีนี้ตามที่หน่วยงานภาครัฐตั้งเป้าไว้./
สมสมัย หาญเมืองบน นักวิชาการอิสระ

















