กรุงเทพฯ 10 สิงหาคม 2569 – สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา หรือ สมศ. ผนึกกำลัง สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา หรือ สอศ. เปิดตัวนวัตกรรม “Digital QA Platform” เชื่อมโยงฐานข้อมูลการประเมินแบบ Real-time ดันโมเดลการประเมินคุณภาพยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ มุ่งลดภาระงานเอกสารซ้ำซ้อนเพื่อ “คืนเวลาให้ครู” เพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียนสู่เป้าหมาย Quality Education for All Thai
นางสาวพลอย ธนิกุล ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการมีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศบนเวทีโลก โดยมีหัวใจสำคัญคือการสร้างและพัฒนา “ทุนมนุษย์” ที่แข็งแกร่งผ่านการจัดการศึกษาที่มีมาตรฐาน ในกระบวนการนี้การประเมินคุณภาพภายนอกสถานศึกษา จากหน่วยงานที่เป็นกลาง ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้หน่วยงานจัดการศึกษาทุกระดับ ตั้งแต่ระดับชาติไปจนถึงภายในห้องเรียน เกิดการประเมินตนเองและพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง ทำให้สถานศึกษาตระหนักรู้ถึงจุดเด่นและจุดที่ต้องแก้ไข ถือเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้เรียน ผู้ปกครอง และสังคมว่าการศึกษาที่ได้รับมีคุณภาพอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา พบว่ากระบวนการเตรียมรับการประเมินมักตามมาด้วยความซ้ำซ้อนของงานเอกสาร ซึ่งดึงเวลาอันมีค่าของครูผู้สอนไปจากการดูแลผู้เรียน กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ประกาศวาระเร่งด่วนในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาพลิกโฉมการทำงานอย่างเต็มรูปแบบ การผนึกความร่วมมือระหว่าง สมศ. และ สอศ. ในการนำร่องระบบ Digital QA Platform ถือเป็นก้าวสำคัญที่ตอบสนองนโยบาย คืนเวลาให้ครู ยกระดับทุนมนุษย์ ได้อย่างตรงจุด การประเมินคุณภาพภายนอกยุคใหม่นี้จะใช้เทคโนโลยีบูรณาการข้อมูลแบบไร้รอยต่อ ทำให้สถานศึกษาได้รับการประเมินคุณภาพภายนอกที่แม่นยำและสะท้อนคุณภาพที่แท้จริง
เมื่อปราศจากภาระงานที่ซ้ำซ้อน ครูผู้สอนจะมีเวลาทุ่มเทให้กับการออกแบบการเรียนรู้และดึงศักยภาพสูงสุดของผู้เรียน ผลลัพธ์ที่ปลายทางจะไม่ใช่แค่ตัวเลขผลสัมฤทธิ์ที่ผ่านเกณฑ์ แต่หมายถึงการผลิตบุคลากร ที่มีทักษะชั้นสูง สอดรับกับอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) และพร้อมเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ศ.ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา หรือ สมศ. เปิดเผยว่า สมศ. เร่งขับเคลื่อนการยกระดับการประเมินคุณภาพการศึกษาภายใต้ยุทธศาสตร์สร้างการมีส่วนร่วมและเครือข่ายความร่วมมือ ยุทธศาสตร์ด้านความโปร่งใส และยุทธศาสตร์การใช้เทคโนโลยี สอดคล้องกับนโยบายของนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่เน้นย้ำให้หน่วยงานในสังกัด “คืนเวลาให้ครูเพื่อคืนอนาคตให้เด็ก” และเกณฑ์การประเมินความโปร่งใสของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ หรือ ก.พ.ร. โดยได้ประสานความร่วมมือกับ สอศ. ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัด พัฒนานวัตกรรมระบบ Digital QA Platform ซึ่งเป็นการออกแบบโครงสร้างการประเมินคุณภาพภายนอกรูปแบบใหม่ โดยนำข้อมูลทั้งจากระบบการประกันคุณภาพภายใน (IQA) และภายนอก (EQA) จะถูกนำมาประมวลผลและแสดงผลในรูปแบบ Data Visualization ที่เข้าใจง่ายและมีประโยชน์ต่อผู้ใช้งาน 4 กลุ่มหลัก ประกอบด้วย 1) สถานศึกษา เพื่อนำข้อมูลไปปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอน 2) หน่วยงานต้นสังกัด/กระทรวงฯ
สำหรับใช้เป็นฐานข้อมูลในการกำหนดทิศทางและนโยบาย 3) ประชาชนและผู้ปกครอง เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเลือกสรร “สถานศึกษาที่ใช่” สำหรับบุตรหลาน และ 4) สมศ. และผู้ประเมินภายนอก เพื่อใช้ประกอบการวิเคราะห์และออกแบบการประเมินผลได้อย่างแม่นยำพร้อมกันนี้ สมศ. ร่วมกับ สอศ. เปิดตัวนวัตกรรมระบบ Digital QA Platform ในระยะนำร่อง (Pilot version) ซึ่งสามารถ 1) การลดภาระงานเอกสาร (Data Integration) ระบบจะดึงข้อมูลที่สถานศึกษากรอกไว้ในระบบของหน่วยงานต้นสังกัด เช่น Digital IQA รายงานการประเมินตนเอง (SAR) และแผนพัฒนาการศึกษา มาใช้โดยตรง ทำให้ครูและบุคลากรไม่ต้องทำเอกสารซ้ำซ้อน และ 2) การประเมินผลรวดเร็วและแม่นยำ (Rapid and accurate) เมื่อข้อมูลเชื่อมโยงเข้าสู่แพลตฟอร์มแบบ Real-time สมศ. สามารถนำข้อมูลมาออกแบบการประเมินคุณภาพภายนอกผ่านผู้ประเมินที่ได้รับการพัฒนาโดย สมศ. ได้ทันที ช่วยลดขั้นตอนการประสานงานขอข้อมูล และสามารถจัดเก็บข้อมูลเพื่อใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ศ.ดร.องอาจ กล่าวเพิ่มเติมว่า สมศ. เตรียมพัฒนาประสิทธิภาพของระบบในระยะถัดไปด้วยการนำปลั๊กอิน AI (AI Plug-in) เข้ามาเป็นผู้ช่วยสำหรับคุณครูในการเขียนรายงานการประเมินตนเอง (SAR) รวมถึงการพัฒนาระบบการแสดงข้อมูล (Dashboard) ที่มีระบบวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก (Data Analytics) อาทิ การเปรียบเทียบผลคะแนน V-NET กับงบประมาณที่ใช้ไป, อัตราการได้งานทำหลังจบการศึกษา และฐานเงินเดือนเฉลี่ยหลังจบการศึกษา ซึ่งอยู่ระหว่างการประสานขอข้อมูลจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งข้อมูลที่มีประโยชน์สูงสุดต่อทุกภาคส่วน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในการเชื่อมโยงหน่วยงานในสังกัดสู่การเชื่อมต่อข้อมูลอย่างไร้รอยต่อ
“สมศ. เชื่อมั่นว่า ระบบ Digital QA Platform ภายใต้ความร่วมมือกับ สอศ. จะเป็นต้นแบบการใช้ Digital Transformation ในการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานการศึกษา ที่สามารถต่อยอดไปสู่การขยายผลไปยังหน่วยงานด้านการศึกษาครอบคลุมทั้งการศึกษาขั้นพื้นฐาน และการศึกษาระดับอุดมศึกษา เพื่อยกระดับการประกันคุณภาพการศึกษา โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งจากครูผู้สอน สถานศึกษา หน่วยงานต้นสังกัด ผู้ประเมินภายนอก และผู้ปกครอง ซึ่งถือเป็นมิติใหม่ของการประเมินเพื่อเป้าหมาย Quality Education for All Thais” ศ.ดร.องอาจ กล่าวเพิ่มเติม
นายสง่า แต่เชื้อสาย รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ระบุว่า สอศ. ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการประเมินคุณภาพการศึกษา โดยได้ขับเคลื่อนการทำงานตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่มุ่งเน้นการ “ลดภาระครู” เป็นสำคัญ จึงได้ดำเนินการพัฒนาระบบ IQA ขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางข้อมูลของสถานศึกษาอย่างเต็มรูปแบบ เปิดโอกาสให้หน่วยงานประกันคุณภาพการศึกษาสามารถเข้าถึงข้อมูลได้โดยตรง ภายใต้แนวคิด “กรอกข้อมูลครั้งเดียว ใช้ประโยชน์ได้หลายระบบ” โดยสามารถเชื่อมโยงข้อมูลไปใช้ในการจัดทำรายงานการประเมินตนเอง (SAR) การติดตามผลการประเมินคุณภาพภายใน การประเมินคุณภาพภายนอก รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการบริหารและการกำหนดนโยบายของ สอศ. ซึ่งนอกจากจะช่วยลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน และทำให้ข้อมูลที่ได้มีความถูกต้องและแม่นยำ ควบคู่ไปกับการเดินหน้าสื่อสารทำความเข้าใจไปยังกลุ่มผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน เพื่อให้ทุกภาคส่วนเห็นถึงความสำคัญและประโยชน์ของการประเมินคุณภาพการศึกษาอย่างแท้จริง
เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการสร้างและรักษาคุณภาพมาตรฐานทางการศึกษา สอศ. มีแผนยกระดับฐานข้อมูลให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานอื่น ๆ ในอนาคต ตลอดจนการนำข้อมูลและผลการประเมินไปสู่การปรับใช้เพื่อการพัฒนาสถานศึกษา บุคลากร และผู้เรียน พร้อมเตรียมออกแบบมาตรการเพื่อสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้สถาบันอาชีวศึกษาที่มุ่งมั่นพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง
“ความร่วมมือกับ สมศ. ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญและเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายในการสร้าง “Digital Quality Ecosystem” โดยข้อมูลที่แม่นยำและรวดเร็วจากระบบนี้ จะนำไปสู่การจัดการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ และสามารถผลิตกำลังคนที่มีสมรรถนะตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานได้อย่างตรงจุด”
ดร.สาริศา พิชัยฤกษ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยพณิชยการธนบุรี ระบุว่า วิทยาลัยฯ มีวิสัยทัศน์ที่มุ่งยกระดับวิทยาลัยสู่การเป็นสถานศึกษายุคดิจิทัล (Digital Campus) อย่างเต็มรูปแบบ จึงได้เดินหน้าปฏิรูประบบการทำงานแบบเดิม เริ่มต้นจากการดึงเทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดเก็บข้อมูล โดยต่อยอดจาก “ผลงานของนักศึกษา” มาพัฒนาระบบการกรอกและจัดเก็บข้อมูลแบบดิจิทัล สามารถประหยัดงบประมาณค่ากระดาษและหมึกพิมพ์ได้ถึงปีละกว่า 5 แสนบาท
พร้อมกันนี้ วิทยาลัยฯ ยังได้สร้างการมีส่วนร่วมของครูผู้สอนโดยเชื่อมโยงเข้ากับการประเมินวิทยฐานะ ซึ่งช่วยสร้างความโปร่งใสและหลักธรรมาภิบาลในองค์กร ทั้งยังตั้งเป้าหมายเกณฑ์การประเมินในด้านต่างๆ ให้สูงกว่ามาตรฐานปกติ เพื่อกระตุ้นให้เกิดคุณภาพการศึกษาขั้นสูง โดยข้อมูลที่จัดเก็บอย่างเป็นระบบนี้ ช่วยอำนวยความสะดวกอย่างมากต่อการรับการประเมินทั้งจาก สอศ. และ สมศ.
“เมื่อครูผู้สอนมีเวลาเหลือจากการทำเอกสาร ก็สามารถนำเวลาไปพัฒนาตนเองและพัฒนาการสอน ผลสัมฤทธิ์ที่ตามมาคือคุณภาพของนักศึกษาที่โดดเด่น ปัจจุบันมีบริษัทชั้นนำมากมายพร้อมรับนักศึกษาเข้าทำงานทันที โดยนวัตกรรม Digital QA Platform คือ ก้าวสำคัญของการประกันคุณภาพการศึกษาที่เปิดกว้างให้ผู้ปกครองได้เข้ามาร่วมประเมินและให้คำแนะนำ ซึ่งจะเป็นเสียงสะท้อนสำคัญที่ช่วยให้สถานศึกษาพัฒนาได้อย่างตรงจุดมากยิ่งขึ้น” ดร.สาริศา กล่าวปิดท้าย
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน)