กรมชลประทาน เตรียมปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา หลัง กนช.เห็นชอบในหลักการกรอบบริหารจัดการน้ำท้ายเขื่อนเกิน 2,000 ลบ.ม./วินาที ทยอยปรับแบบขั้นบันไดตามสถานการณ์น้ำเหนือ พยายามควบคุมการระบายไม่เกิน 2,200 ลบ.ม./วินาที คำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนทั้งพื้นที่เหนือและท้ายเขื่อน
29 ก.ย. 2569 / นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เห็นชอบในหลักการกรอบบริหารจัดการน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาที่ 2,000–2,500 ลบ.ม./วินาที เพื่อให้กรมชลประทานสามารถปรับการระบายน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำเหนือ โดยจะทยอยปรับเพิ่มแบบขั้นบันไดตามปริมาณน้ำที่ไหลลงมาจากจังหวัดนครสวรรค์
ปัจจุบันเขื่อนเจ้าพระยายังคงระบายน้ำอยู่ที่ 2,000 ลบ.ม./วินาที ขณะที่ปริมาณน้ำท่ายังเพิ่มขึ้น โดยสถานี C.2 จ.นครสวรรค์ วันนี้มีน้ำไหลผ่าน 2,038 ลบ.ม./วินาที เพิ่มจาก 1,904 ลบ.ม./วินาทีเมื่อวานนี้ และยังมีน้ำจากแม่น้ำสะแกกรังและน้ำจากพื้นที่ข้างเคียง (Sideflow) ไหลเข้ามาสมทบ ทำให้ต้องติดตามปริมาณน้ำที่ไหลลงมาอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินการระบายผ่านเขื่อนเจ้าพระยาให้สอดคล้องกับสถานการณ์
ขณะเดียวกัน ระดับน้ำหน้าเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ +17.66 เมตร รทก. ใกล้แตะเกณฑ์ควบคุมที่ +18.00 เมตร รทก. แม้กรมชลประทานเพิ่มระดับการทดน้ำเพื่อหน่วงน้ำจากลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบนไว้เหนือเขื่อน และปรับเพิ่มการแบ่งน้ำเข้าระบบชลประทานทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวาเต็มศักยภาพ เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่างแล้วก็ตาม
หากระดับน้ำหน้าเขื่อนสูงขึ้นไปกว่านี้ จะทำให้พื้นที่น้ำท่วมใน จ.นครสวรรค์ อุทัยธานี และชัยนาท ขยายเป็นวงกว้าง จึงจำเป็นต้องพิจารณาปรับเพิ่มการระบายท้ายเขื่อนตามปริมาณน้ำที่ไหลลงมา ขณะเดียวกัน กรมชลประทานจะพยายามควบคุมการระบายไม่เกิน 2,200 ลบ.ม./วินาที เพื่อจำกัดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ท้ายน้ำ
นายวิทยากล่าวย้ำว่า แม้กนช. จะเห็นชอบในหลักการกรอบบริหารจัดการน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาที่ 2,000–2,500 ลบ.ม./วินาที แต่การระบายจริงจะพิจารณาตามสถานการณ์น้ำ โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนทั้งพื้นที่เหนือเขื่อนและท้ายเขื่อน และจะไม่เพิ่มการระบายไปถึงกรอบสูงสุดหากสถานการณ์น้ำจากนครสวรรค์ไม่ได้เพิ่มขึ้นมากก็ยังไม่มีความจำเป็น
จรัญ ชุ่มเงิน รายงาน
















