นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล พร้อมด้วย นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ โดยมี นางไอรดา เหลืองวิไล รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ในฐานะเลขานุการฯ นำเสนอวาระสำคัญต่อที่ประชุม
โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบ (ร่าง) แผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลของประเทศไทย พ.ศ. 2570–2575 ซึ่งปรับจากแผนเดิมปี 2566–2570 มุ่งเปลี่ยนบริการภาครัฐสู่ระบบออนไลน์แบบครบวงจร ลดขั้นตอน ลดเอกสาร และเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น และรวดเร็วขึ้น ภายใต้วิสัยทัศน์ที่ชัดเจนว่าต้อง “สะดวก มั่นใจ บริการภาครัฐไทยสำหรับทุกคน”
สาระสำคัญของแผนฉบับใหม่ คือ การเปลี่ยนรูปแบบบริการภาครัฐจาก “ต่างคนต่างทำ” ไปสู่ “บริการรัฐในที่เดียว” ผ่านแพลตฟอร์มกลางของภาครัฐ (Single Portal) ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการสำคัญได้ครบวงจร ด้วยการยืนยันตัวตนผ่าน Digital ID ใช้เอกสารดิจิทัลผ่าน Document Wallet ลงนามอิเล็กทรอนิกส์ด้วย e-Signature และชำระเงินผ่าน National Payment Platform โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปติดต่อหน่วยงานหลายแห่งเหมือนที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ภาครัฐยังเตรียมผลักดันบริการดิจิทัลสำคัญ 15 บริการ อาทิ บริการด้านสาธารณสุข การตรวจสอบสิทธิสวัสดิการ การขอใบอนุญาตธุรกิจ และบริการวีซ่า เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจได้รับบริการที่รวดเร็วและสะดวกมากขึ้น พร้อมมีระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติและ AI Chatbot ให้บริการข้อมูลตลอด 24 ชั่วโมง
สำหรับการบูรณาการบริการดิจิทัลภาครัฐสู่แพลตฟอร์มกลาง ที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าว่าปัจจุบันแม้กระบวนงานภาครัฐกว่า 68% ได้พัฒนาเป็น e-Service แล้ว แต่ยังมีความท้าทายสำคัญในการเชื่อมโยงบริการให้ประชาชนสามารถใช้งานได้แบบ “ครบจบในที่เดียว” จึงมีข้อเสนอให้เร่งนำบริการสำคัญเข้าสู่แพลตฟอร์มกลางก่อน โดยเฉพาะบริการสำคัญที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประชาชน ตามกรอบการประเมินรัฐบาลดิจิทัลของสหประชาชาติ (UN-EGDI) เช่น การแจ้งเกิด การแจ้งตาย การจดทะเบียนสมรส และการจดทะเบียนที่ดิน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการภาครัฐได้สะดวก รวดเร็ว และลดขั้นตอนการติดต่อหลายหน่วยงาน พร้อมมอบหมายให้หน่วยงานเจ้าของบริการจัดทำแผนยกระดับ ระบุสถานะปัจจุบัน ช่องว่าง และข้อจำกัดด้านกฎหมาย โดยให้ DGA ร่วมกับ ก.พ.ร. ติดตามผลอย่างใกล้ชิด
ด้านการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลภาครัฐ ที่ประชุมเห็นชอบให้ขับเคลื่อนสถาปัตยกรรม Federated Data Exchange ซึ่งแต่ละหน่วยงานยังคงเป็นเจ้าของและดูแลข้อมูลของตนเอง แต่สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้อย่างราบรื่นผ่าน GDX เป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อ โดยแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนข้อมูลทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ Linkage Center, DXC, NSW, Health Link และ Travel Link จะเชื่อมต่อเข้าสู่ GDX ทำให้ข้อมูลไหลเวียนระหว่างหน่วยงานได้โดยไม่ติดขัด ในขณะที่ยังคงรักษาความปลอดภัยและธรรมาภิบาลข้อมูลไว้อย่างครบถ้วน
ทั้งนี้ อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อประชาชน คือ การเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐผ่านแพลตฟอร์ม GDX ซึ่งจะช่วยให้หน่วยงานรัฐสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้อย่างปลอดภัย ลดการเรียกสำเนาเอกสารจากประชาชนซ้ำซ้อน โดยล่าสุดจะมีการประกาศ Master Data เพิ่มอีก 33 ชุดข้อมูล ส่งผลให้สามารถยกเลิกการขอสำเนาเอกสารจากประชาชนได้ถึง 58 รายการ เช่น สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน และเอกสารราชการอื่น ๆ ที่เคยต้องยื่นซ้ำหลายครั้งในการติดต่อราชการ โดยกำหนดให้การเชื่อมโยงแล้วเสร็จภายใน 120 วันหลังประกาศบังคับใช้ ซึ่งจะช่วยลดภาระประชาชนและภาคธุรกิจ เพิ่มความรวดเร็วในการให้บริการ และยกระดับการทำงานของภาครัฐให้เชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ โดยยังคงรักษาความมั่นคงปลอดภัยและธรรมาภิบาลข้อมูลตามมาตรฐานสากล
สำหรับความก้าวหน้าการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลในไตรมาส 2 ปี 2569 มีความสำเร็จรวม 74.46% จาก 38 โครงการสำคัญ โดย GDCC ให้บริการแล้วกว่า 1,186 หน่วยงาน ครอบคลุม 3,759 ระบบงาน ขณะที่ SMEs One ID มีผู้ลงทะเบียนกว่า 1.12 ล้านบัญชี สูงกว่าเป้าหมาย และระบบ THAGRI สามารถเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อช่วยแก้ปัญหาหนี้เกษตรกรได้จริง นอกจากนี้ ความพึงพอใจต่อบริการภาครัฐอยู่ที่ 81.99% และไทยอยู่ในอันดับ 52 ของดัชนีรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์โลก
ที่ประชุมยังรับทราบความคืบหน้าการพัฒนาระบบตรวจสอบอิเล็กทรอนิกส์ e-Office และ e-Audit เพื่อรองรับการทำงานแบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ โดยตั้งเป้าขยายการใช้งานทั่วภาครัฐภายในปี 2570 ขณะเดียวกัน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เริ่มใช้มาตรฐานข้อมูลน้ำร่วมกันแล้ว เพื่อยกระดับการบริหารจัดการน้ำของประเทศอย่างเป็นระบบ ส่วนงบบูรณาการรัฐบาลดิจิทัลปี 2570 อยู่ที่ประมาณ 13,792 ล้านบาท ครอบคลุม 331 โครงการจาก 125 หน่วยงาน และเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
ประธานฯ ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานเร่งขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัลให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการภาครัฐที่สะดวก รวดเร็ว และเข้าถึงได้อย่างแท้จริง

















