กรุงเทพฯ , ประเทศไทย , 12 พฤษภาคม 2569 — การ์ทเนอร์ บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาด้ านธุรกิจและเทคโนโลยี เผยผลสำรวจล่าสุดพบว่า 80% ของผู้บริหารระดับซีอีโอระบุว่า AI จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกั บขีดความสามารถในการดำเนิ นงานในระดับสูงถึงปานกลาง โดยเปลี่ยนโฟกัสจากการเป็น “ธุรกิจดิจิทัล ( Digital Business)” ไปสู่ “ธุรกิจอัตโนมัติ หรือ Autonomous Business ”
Don Scheibenreif รองประธานนักวิเคราะห์การ์ ทเนอร์ กล่าวว่า “Autonomous Business คือกลยุทธ์ที่เน้น Self-Learning Software Agents และใช้ Machine Customers เป็นผู้ตัดสินใจดำเนินการ และสร้างมูลค่ารูปแบบใหม่ให้กั บองค์กร ซึ่งบรรดาซีอีโอมองว่าการเปลี่ ยนผ่านนี้เป็นเป้าหมายเร่งด่ วนในการดำเนินงาน ขณะที่ Digital Business เปลี่ยนสิ่งที่องค์กรทำ แต่ Autonomous Business จะเปลี่ยนวิธีการของสิ่งที่องค์ กรนั้น ๆ กำลังทำอยู่ ”
การ์ทเนอร์สำรวจความคิดเห็ นของผู้บริหารซีอีโอและผู้บริ หารระดับสูงจำนวน 469 รายทั่วโลก ครอบคลุมช่วงเวลา 3 ไตรมาส จนถึงไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 โดยพบข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้:
54% ของซีอีโอระบุว่าการใช้ระบบอั ตโนมัติของพวกเขายังจำกัดอยู่ เพียงแค่ในงานบางประเภท และภายในสิ้นปี 2028 มีเพียง 13% เท่านั้นที่คาดว่าจะยังคงอยู่ ในระดับเดิม โดย 32% จะนำ เครื่องมือ AI ที่มีความสามารถในการปรับเปลี่ ยนและเรียนรู้ได้เองมาใช้เพื่ อช่วยตัดสินใจ ขณะที่ 27% บอกว่าองค์กรจะดำเนินงานได้ โดยแทบไม่ต้องมีมนุษย์เข้ ามาควบคุม ซึ่งถือเป็นสัญญาณการก้าวเข้าสู่ ระบบนิเวศธุรกิจอัตโนมัติอย่ างเต็มตัว (ตามภาพที่ 1)
ภาพที่ 1: มุมมองซีอีโอถึงการนำระบบอั ตโนมัติ และความสามารถในการทำงานแบบอั ตโนมัติมาใช้
ที่มา: การ์ทเนอร์ (เมษายน 2569)
David Furlonger รองประธานนักวิเคราะห์ของการ์ ทเนอร์กล่าวว่า “ซีอีโอเริ่มตระหนักว่า AI ไม่ใช่เพียงแค่การเพิ่มระบบอั ตโนมัติไปอีกชั้นหนึ่ง แต่มันคือตัวเร่งปฏิกิริ ยาในการสร้างองค์กรขึ้นมาใหม่ การจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจอั ตโนมัตินี้ผู้บริหารต้องมี กรอบความคิดแบบ ‘Capabilities‑First Mindset หรือเน้นขีดความสามารถเป็นสำคัญ ‘ โดยให้ความสำคัญกับวิธี การทำงานและการส่งมอบคุณค่ าในระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาระบบอั ตโนมัติมากขึ้นเรื่อย ๆ ”
ความเสี่ยงต่อรายได้จากการทำธุ รกรรม ( Transactional Revenue) จาก AI
แม้ระบบอัตโนมัติและธุรกิจอั ตโนมัติจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ก็อาจกลายเป็นภัยคุ กคามในการแข่งขันได้เช่นกัน 28% ของซีอีโอเชื่อว่ารายได้ จากการทำธุรกรรม (เช่น ค่าธรรมเนียมต่อครั้ง) มีความเสี่ยงสูงสุดจากการเข้ ามาของ AI เนื่องจาก AI Agent สามารถข้ามขั้นตอนของระบบตั วกลางที่มีอยู่ในปัจจุบัน หรือมีความสามารถในการต่ อรองและกำหนดราคาได้แบบเรี ยลไทม์
“เมื่อ AI Agent เข้ามาจัดการการจัดซื้อ กำหนดราคา และเจรจาต่อรองแบบอัตโนมัติ พวกมันจะกำจัดขั้นตอนส่วนเกิ นและความไร้ประสิทธิภาพที่เดิ มทีค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมถู กออกแบบมาเพื่อครอบคลุมต้นทุนส่ วนนั้น สิ่งนี้บีบให้ผู้บริหารต้องคิ ดโมเดลกำไรเสียใหม่และเปลี่ ยนไปใช้โมเดลรายได้แบบต่อเนื่อง ( Recurring) หรือเน้นผลลัพธ์ ( Outcome-based) เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียกำไร ” Furlonger กล่าวเสริม
ฐานลูกค้ายังคงเดิม
มีซีอีโอเพียง 17% เท่านั้นที่บอกว่าจะเกิดการเปลี่ ยนแปลงครั้งใหญ่ในฐานลูกค้าอั นเนื่องมาจาก AI เทียบกับ 39% ในยุคดิจิทัล โดยผู้นำธุรกิจส่วนใหญ่เน้ นการใช้ AI เพื่อกระชับความสัมพันธ์กับลู กค้าเดิมให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้ นและขยายไปสู่ “Machine Customers มากขึ้น “
การ์ทเนอร์คาดว่าภายในปี 2569 จำนวนบริษัทขนาดใหญ่ที่มีหน่ วยธุรกิจหรือช่ องทางการขายเฉพาะเพื่อเข้าถึ งตลาด Machine Customers ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว จะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2567
สำหรับผู้บริหารระดับสูง ข้อมูลนี้ยังเน้นย้ำถึ งความจำเป็นในการสร้างระบบที่ รองรับการตัดสินใจของทั้ง “มนุษย์ ” และ “เครื่องจักร ” โดยต้องยึดถือความเชื่อมั่น , ความแม่นยำและความสมบูรณ์ของข้ อมูลเป็นศูนย์กลาง
“เพื่อเตรียมพร้อมรับมืออนาคตที่ ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้นี้ ทั้ง CEO และ CIO จะต้องเป็นผู้นำขององค์ กรในการรื้อรากฐานการดำเนินงาน และออกแบบโครงสร้างด้านบุคลากร สินทรัพย์ และการเงินใหม่ทั้งหมด ” Scheibenreif กล่าวทิ้งท้าย