วันเสาร์ 20 มิถุนายน 2026
หน้าแรก ธุรกิจประกัน สถิติ 5 ปี ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากการ “ดื่มแล้วขับ” กว่า 200,000 ราย!

สถิติ 5 ปี ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากการ “ดื่มแล้วขับ” กว่า 200,000 ราย!

ข้อมูลสถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนของไทย โดยกองป้องกันการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณะสุข เปิดเผยว่าในช่วงปี 2562-2566 มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บจากดื่มแล้วขับ สูงถึง 284,253 ราย เฉลี่ยปีละ 56,850 ราย รวมมูลค่าความเสียหายทั้งหมดสูงถึง 3.7 แสนล้านบาท ด้านกรมคุมประพฤติ ได้เผยอีกว่าคดีดื่มแล้วขับและถูกศาลสั่งคุมประพฤติมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยในปี 2567 สูงถึง 44,238 คดี (แหล่งที่มา: ThaiPublica)

การทำ ประกันรถยนต์ ถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ใช้รถในประเทศไทย เพราะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะเป็นค่าซ่อมรถ ค่ารักษาพยาบาล หรือค่าเสียหายที่เกิดขึ้นกับบุคคลภายนอก แต่หลายคนอาจยังเข้าใจผิดว่าประกันรถยนต์ “คุ้มครองทุกกรณี” ซึ่งในความเป็นจริง กรมธรรม์ ประกันรถยนต์ มีข้อยกเว้นความคุ้มครอง ที่เจ้าของรถควรรู้ เพื่อจะได้ไม่เสียสิทธิ์เวลาต้องเคลม

เราจะมาดูกันอย่างละเอียดว่า ประกันรถยนต์ ไม่คุ้มครองอะไรบ้างและในกรณีไหนที่บริษัทประกันจะไม่จ่ายค่าสินไหม พร้อมสรุปให้เข้าใจง่ายสำหรับแต่ละประเภทของประกัน

 

สิ่งที่ประกันรถยนต์ไม่คุ้มครอง (ข้อยกเว้นหลัก)

1. การกระทำผิดกฎหมาย

หนึ่งในข้อยกเว้นที่พบได้บ่อยที่สุดคือ การขับรถโดยผิดกฎหมาย ตัวอย่างเช่น

– เมาแล้วขับเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

– ขับรถขณะเสพสารเสพติด

– ขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่ หรือใบขับขี่หมดอายุ ถูกพักใช้ หรือถูกเพิกถอน

 

กรณีเหล่านี้ หากเกิดอุบัติเหตุ บริษัทประกันจะไม่รับผิดชอบค่าเสียหายใด ๆ แม้แต่รถของคุณเอง

2. ใช้รถผิดประเภท

กรมธรรม์จะกำหนดวัตถุประสงค์การใช้รถไว้อย่างชัดเจน เช่น ใช้เพื่อส่วนบุคคล หากเจ้าของรถนำไปใช้ผิดประเภท เช่น

– เอารถไปแข่งความเร็วโดยไม่ได้รับอนุญาต

– ใช้รถบรรทุกเกินน้ำหนักที่กฎหมายกำหนด

– ใช้รถโดยสารส่วนบุคคลไปวิ่งรับส่งผู้โดยสารเชิงพาณิชย์

– ในกรณีเหล่านี้ หากเกิดอุบัติเหตุ ประกันจะไม่คุ้มครองทันที

3. ความเสียหายจากสงคราม ก่อการร้าย หรือจลาจล

ไม่ว่าคุณจะทำประกันชั้นใดก็ตาม ความเสียหายจากสงคราม การก่อการร้าย หรือจลาจล จะไม่อยู่ในความคุ้มครอง ยกเว้นคุณซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้อง

4. ความเสียหายจากการสึกหรอตามการใช้งาน

รถทุกคันย่อมมีการเสื่อมสภาพตามเวลา เช่น ยางสึก แบตเตอรี่เสื่อม หรือเครื่องยนต์ชำรุดจากการใช้งานปกติ ซึ่งประกันจะไม่คุ้มครองในส่วนนี้ เพราะถือว่าเป็นการดูแลบำรุงรักษาที่เจ้าของรถต้องรับผิดชอบเอง

5. ทรัพย์สินส่วนบุคคลภายในรถ

โน้ตบุ๊ก โทรศัพท์ กระเป๋าเงิน หรือสิ่งของมีค่าอื่น ๆ ที่อยู่ในรถ หากสูญหายหรือเสียหายจากการโจรกรรม ประกันรถยนต์ทั่วไปจะไม่คุ้มครอง เว้นแต่จะซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติมเฉพาะด้าน

6. ภัยธรรมชาติบางกรณี

ภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว พายุ อาจไม่ได้คุ้มครองในทุกประเภทของประกัน โดยเฉพาะประกันชั้น 2+ หรือ 3+ ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่ครอบคลุม ต้องตรวจสอบในกรมธรรม์ก่อนเสมอ

7. เครื่องยนต์พังจากการใช้งานผิดวิธี

กรณีที่เจ้าของรถขับลุยน้ำแล้วเครื่องยนต์ดับ บริษัทประกันมักไม่คุ้มครอง เพราะถือว่าเกิดจากการใช้งานที่เสี่ยงเกินไป อย่างไรก็ตาม บางกรมธรรม์ประกันชั้น 1 ที่มีการเพิ่มเงื่อนไขพิเศษอาจคุ้มครองน้ำท่วม ต้องอ่านรายละเอียดให้ชัดเจน

แม้ว่าประกันรถยนต์จะเป็นเกราะป้องกันสำคัญยามเกิดอุบัติเหตุ แต่ก็ไม่ได้ครอบคลุมทุกกรณี เจ้าของรถจึงควรรู้ข้อยกเว้นให้ชัดเจน เพราะการเข้าใจเงื่อนไขเหล่านี้จะช่วยวางแผนการใช้รถได้ถูกต้อง ลดปัญหาเวลาเคลม และทำให้เลือกประกันที่เหมาะสมกับความต้องการได้ดีที่สุดที่ ประกันติดโล่ คุณสามารถเลือกและเปรียบเทียบแผน ประกันรถยนต์ ได้อย่างหลากหลาย พร้อมเจ้าหน้าที่คอยให้คำปรึกษาอย่างละเอียด จนกว่าจะเจอแผนที่ตรงใจและคุ้มค่าที่สุด

สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.prakantidloh.com/