วันศุกร์ 7 สิงหาคม 2026
หน้าแรก Headline หนึ่งเดียวในไทย“ศ.ดร.สุพรทิพย์ พรหมจรรยา”เข้าร่วมประชุมกับกลุ่มทุนใหญ่ยานยนต์ไฟฟ้า ณ มณฑลเจียงซู จีน

หนึ่งเดียวในไทย“ศ.ดร.สุพรทิพย์ พรหมจรรยา”เข้าร่วมประชุมกับกลุ่มทุนใหญ่ยานยนต์ไฟฟ้า ณ มณฑลเจียงซู จีน

“ศ.ดร.สุพรทิพย์ พรหมจรรยา” เสนอกลุ่มทุนจีนด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ แห่งมณฑลเจียงซู ควรยกระดับจากความสัมพันธ์ในฐานะ “ผู้ซื้อและผู้ขาย” ไปสู่การเป็น หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ด้านการผลิต การวิจัย และการส่งออก เพื่อสร้างผลประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืน นำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบาย 5 ประการ เพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาความร่วมมือระหว่างสองฝ่ายไทย-จีน

7ส.ค.2569/ ศ.ดร.สุพรทิพย์ พรหมจรรยา ประธานฝ่ายการเจรจาการค้าและการลงทุน สมาคมส่งเสริมการค้าอาเซียน ได้รับเกียรติจาก Dr. Yuan Bangxiang, Chairman Xu และ Chairman Chai ให้เข้าร่วมการประชุม China–Thailand Economic and Trade Exchange Meeting of Jiangsu Automobile Export Demonstration Base ซึ่งจัดขึ้น ณ ฐานสาธิตการส่งออกยานยนต์มณฑลเจียงซู เมืองเหลียนอวิ๋นก่าง หนึ่งในโครงการด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ที่สำคัญของจีน

โครงการดังกล่าวมีพื้นที่กว่า 220 ไร่ 3 งาน 33.75 ตารางวา และเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการลงทุนของ Shengtang Group และ Monkey King Projects ซึ่งมีการดำเนินงานในหลายเมืองสำคัญของจีน เช่น Yangzhou, Nanjing, Lianyungang, Jintian และ Qingdao โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ การส่งออก เทคโนโลยี และโลจิสติกส์แบบครบวงจร เพื่อเชื่อมโยงตลาดจีนกับตลาดโลก

ในการประชุมครั้งนี้ ศ.ดร.สุพรทิพย์ เปิดเผยต่อ สำนักข่าวเดอะไทยเพรส ว่า มณฑลเจียงซูถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ ชิ้นส่วน และยานยนต์พลังงานใหม่ (New Energy Vehicles: NEV) ที่มีศักยภาพสูงที่สุดแห่งหนึ่งของจีน ขณะที่ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ที่สำคัญของภูมิภาคอาเซียน และมีความพร้อมทั้งด้านอุตสาหกรรม ระบบซัพพลายเชน บุคลากร และเครือข่ายความตกลงการค้าเสรีกับหลายประเทศ ดังนั้น ความร่วมมือระหว่างไทยและมณฑลเจียงซูควรยกระดับจากความสัมพันธ์ในฐานะ “ผู้ซื้อและผู้ขาย” ไปสู่การเป็น หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ด้านการผลิต การวิจัย และการส่งออก เพื่อสร้างผลประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืน (Win–Win Strategy)

ศ.ดร.สุพรทิพย์ ได้นำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบาย 5 ประการ เพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาความร่วมมือระหว่างสองฝ่าย ได้แก่

ประการแรก การส่งเสริมการลงทุนและการผลิตในประเทศไทย โดยเชิญชวนผู้ประกอบการจากมณฑลเจียงซูเข้ามาจัดตั้งโรงงานประกอบและฐานการผลิตชิ้นส่วนในประเทศไทย เพื่อสนับสนุนนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทย พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศ และสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่อุปทานได้เติบโตไปพร้อมกัน

ประการที่สอง การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเสนอให้มีการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D Center) ร่วมกัน รวมถึงการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมวิศวกร นักวิจัย และช่างเทคนิคไทยด้านยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ ซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยียานยนต์อัจฉริยะ เพื่อเตรียมกำลังคนสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ประการที่สาม การพัฒนาระบบบริการหลังการขายและมาตรฐานคุณภาพ โดยเสนอให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กระจายอะไหล่ระดับภูมิภาค พร้อมร่วมกันพัฒนามาตรฐานด้านความปลอดภัย ระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ใช้แล้ว และการผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวาที่สอดคล้องกับมาตรฐานของประเทศไทยและประเทศสมาชิกอาเซียน

ประการที่สี่ การผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถยนต์พวงมาลัยขวา ไปยังตลาดอาเซียน ออสเตรเลีย ตะวันออกกลาง และภูมิภาคอื่น ๆ โดยใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของทั้งสองประเทศ

ประการสุดท้าย การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศของยานยนต์ไฟฟ้า ผ่านความร่วมมือด้านสถานีชาร์จ ระบบ Smart Grid การบริหารจัดการพลังงาน และการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ซึ่งมณฑลเจียงซูมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในระดับนานาชาติ

ทั้งนี้ ในช่วงท้ายของการประชุม ผู้แทนฝ่ายจีนได้กล่าวขอบคุณต่อข้อเสนอแนะของ ศ.ดร.สุพรทิพย์ พร้อมแสดงความชื่นชมต่อวิสัยทัศน์ในการพัฒนาความร่วมมือระหว่างจีนและไทย และแสดงความมุ่งหวังที่จะสานต่อความร่วมมือในด้านการลงทุน การผลิต การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในอนาคตอันใกล้

อย่างไรก็ตามการประชุมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทที่สำคัญของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ของอาเซียน และเป็นอีกก้าวหนึ่งของการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและจีน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ ซึ่งกำลังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “สร้างคุณค่าร่วม สร้างอนาคตร่วม และเติบโตไปด้วยกัน” (Shared Value, Shared Future, Shared Prosperity)

จรัญ ชุ่มเงิน รายงาน