กรุงเทพฯ 6 กันยายน 2568 – วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) เปิดข้อมูลสุดอินไซต์ ของอนาคตตลาดสัตว์เลี้ยงไทย ซึ่งยังคงเป็นดาวรุ่งที่น่าจั บตา โดยผลวิจัยล่าสุดในงาน “Pawssible Society: Pet Society Conference 2025” ชี้คนยุคใหม่หันมาเลี้ยงสัตว์ เสมือนสมาชิกครอบครัวมากขึ้น ดันมูลค่าโตแรง คาดปี 69 ทะลุ 1.01 แสนล้านบาท โดยยังพบกลุ่ม Pet Humanization ช้อปไม่อั้นใช้จ่ายสูงสุดเฉลี่ ยกว่า 50,500 บาทต่อปี/ตัว ซึ่งกำลังกลายเป็นกำลังซื้อหลั กของตลาด พร้อมเปิดตัวไฮไลต์ โมเดลการตลาดสัตว์เลี้ยง 5P – กรอบกลยุทธ์เชิงธุรกิจสัตว์เลี้ ยง ซึ่งสะท้อนพฤติกรรมผู้บริ โภคและแนวโน้มตลาดสัตว์เลี้ ยงยุคใหม่ ประกอบด้วย Premiumization, Prevention, Package, Proactivity และ Protection มุ่งเป้าสร้าง “Peace of Mind” ให้เจ้าของสัตว์เลี้ยง พร้อมชี้ช่องผู้ประกอบการต่ อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจในอุตสา หกรรมสัตว์เลี้ยงไทย
อาจารย์ประเสริฐ ธวัชโชคทวี อาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ สาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) กล่าวในงานสัมมนา “Pawssible Society: Pet in the City” ว่าการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิ จและสังคมไทยที่ครอบครัวมีขน าดเล็กลง คนรุ่นใหม่ที่ไม่อยากมีลูกเพิ่ มขึ้น วิถีชีวิตคนเมืองที่นิยมอยู่ คนเดียวมากขึ้น รวมถึงโครงสร้างประชากรที่เข้ าสู่สังคมผู้สูงอายุ ล้วนเป็นปัจจัยส่งเสริมให้คนเมื องหันมานิยมเลี้ยงสัตว์กั นมากขึ้น เพราะนอกจากสัตว์เลี้ยงจะน่ารัก มอบความสุขทางใจ และเป็นเพื่อนคลายเหงาได้อย่ างดีแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการเลี้ ยงลูกจริงๆ จึงทำให้เทรนด์การเลี้ยงสัตว์ เสมือน “สมาชิกในครอบครัว” (Pet Humanization) ยังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่ างต่อเนื่อง โดยมีสถิติที่น่าสนใจระบุว่าชาว Pet Humanization ยอมใช้จ่ายเงินเพื่อสัตว์เลี้ ยงสูงถึง 50,500 บาทต่อปี/ตัว ในขณะที่ Pet Owners ธรรมดามีค่าใช้จ่ายเพียง 7,910 บาทต่อปี/ตัว โดยพฤติกรรมเจ้าของที่พร้อมทุ่ มเทและทุ่มทุนเพื่อคุณภาพชีวิ ตที่ดีที่สุดของสมาชิกใ นครอบครัวนี้ นับเป็นแรงหนุนสำคัญที่ทำให้ ตลาดสัตว์เลี้ยงไทยเติบโตอย่ างรวดเร็วเฉลี่ยปีละ 13.2% จาก 3.3 หมื่นล้านบาทในปี 2562 พุ่งแตะ 9.2 หมื่นล้านบาทในปี 2568 และคาดว่าจะทะลุ 1.01 แสนล้านบาทในปี 2569
กระแสดังกล่าวสะท้อนให้เห็นชั ดว่าหัวใจของตลาดสัตว์เลี้ย งวันนี้ ไม่ได้อยู่ที่สินค้าหรือบริ การที่ตอบสนองความต้องการดูแล ขั้นพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังต้องตอบโจทย์ “Peace of Mind” ที่ทำให้เจ้าของมั่นใจว่าสัตว์ เลี้ยงจะมีชีวิตที่ดีและอายุ ยืนยาว ถือเป็นโอกาสทางการตลาดที่สำคั ญของผู้ประกอบการและนักการ ตลาดควรให้ความสนใจเป็นพิเ ศษ
อาจารย์ประเสริฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อให้เข้าใจพฤติจากการเจาะอินไซต์พฤติ กรรมการเลือกซื้อสินค้าและบริ การของผู้เลี้ยงใน 4 หมวดหลัก ได้แก่ ด้านอาหารสัตว์ (Pet Foods) การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Pet Health & Wellness) ประกันภัยสัตว์เลี้ยง (Pet Insurance) และเทคโนโลยีสำหรับสัตว์เลี้ยง (Pet Tech) มีผลที่น่าสนใจ ดังนี้
1) ด้านอาหารสัตว์ (Pet Foods) พบว่า ผู้เลี้ยงตัดสินใจเลือกซื้ ออาหารโดยให้ความสำคัญกับคุ ณภาพวัตถุดิบมากที่สุดถึง 56% ตามด้วยราคาที่เหมาะสม 45% ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ 41% และจากรีวิวและความสะดวกในการซื้ อ 20% โดยมีการใช้จ่ายเงินอาหารสัตว์ เลี้ยงเฉลี่ยสูงถึง 32,000 บาทต่อปี/ตัว และยังมีกลุ่มที่ยอมจ่ายเงิ นมากกว่า 36,000 บาทต่อปี/ตัว สูงถึง 30% และยอมจ่ายมากกว่า 120,000 บาทต่อปี/ตัว ซึ่งจัดเป็นกลุ่ม Super Premium Segment ถึง 7.4% โดยมี Gen Y ซึ่งส่วนใหญ่เป็นครอบครัวไม่มี ลูก นิยมเลี้ยงสัตว์แทนลูก มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสูงและสัดส่ วน Top Spender มากที่สุด เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาด
2) การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Pet Health & Wellness) พบว่าผู้เลี้ยงนิยมพาสัตว์เลี้ ยงไปรับบริการด้านสุขภาพที่ คลินิกมากที่สุด 63.3% โรงพยาบาลเอกชน 57.1% โดย 3 อันดับบริการยอดนิยม ได้แก่ ฉีดวัคซีน 86.3% ตรวจสุขภาพ 65.3% ทำหมัน 61 % ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการใช้บริ การอยู่ที่ประมาณ 10,000 -30,000 บาทต่อปี/ตัว
โดย Gen Z ให้ความสำคัญกับสุขภาพสัตว์ มากที่สุด ส่วนเกณฑ์ในการตัดสินใจเลื อกสถานพยาบาล ทุก Gen ลงความเห็นตรงกันว่าเลื อกจากใกล้บ้าน ราคาสมเหตุสมผล และความเชี่ยวชาญของสัตวแพทย์ เป็นหลัก และ 3 บริการสำหรับสัตว์เลี้ยงที่ได้ รับความนิยมมากที่สุด ได้แก่ Grooming 51.6%, Hotel 18.5% และ Pet Friendly 11.5%
โดย Gen Z ให้ความสำคัญกับสุขภาพสัตว์
3) ประกันภัยสัตว์เลี้ยง (Pet Insurance) พบว่าผู้เลี้ยงสัตว์ 71.4% รู้จักผลิตภัณฑ์ประกันภัยสัตว์ เลี้ยงแต่มีเพียง 9% เท่านั้นที่ใช้บริการจริง โดยปัจจัยในการเลือกซื้อ ให้ความสำคัญกับความคุ้ มครองครอบคลุม มากที่สุดถึง 75.8% ค่าเบี้ยประกันที่สมเหตุสมผล 60.6% ความง่ ายในการเคลมและความสะดวกในการใช้ บริการ 57.6% และผู้เลี้ยงส่วนใหญ่ถึง 71 % ต้องการจ่ายค่าเบี้ยประกันไม่ เกิน 2,500 บาทต่อปี/ตัว
4) เทคโนโลยีสำหรับสัตว์เลี้ยง (Pet Tech) ปัจจุบันยังไม่ค่อยแพร่หลายนัก แต่ได้มีการสำรวจภาพรวมการรับรู้ ของผู้บริโภคต่อเทคโนโลยีสั ตว์เลี้ยง 5 กลุ่ม พบว่า Smart home device เป็นที่รู้จักมากที่สุด 93% และมีโอกาสเติบโตสูงสุดในตลาด Pet Tech รองลงไป Service & Commerce Platforms 78%, Health and Nutrition 77%, Behavior & Emotion Tech 67% และ Genetic & Bio Tech 64% โดย Baby Boomers & Gen X 67% พร้อมเปิดใจและอยากทดลองใช้ ในขณะที่ Gen Y และ Gen Z 24% อยากลองเทคโนโลยีเพื่อความสะดวก และ 34% พร้อมจ่ายเพื่ อความสะดวกสบายของสัตว์เลี้ยง ส่วนความคาดหวังที่ต้องการได้ จาก Pet Tech สูงสุด คือ ทำให้รู้สึกใกล้ชิดกับสัตว์เลี้ ยงแม้ไม่ได้อยู่ด้วย โดย Gen Z ให้ความสนใจกับ Pet Tech มากที่สุดเนื่องจากเป็นกลุ่มที่ ให้ความสำคัญกับการสร้างค วามผูกพันทางอารมณ์กับสัตว ์เลี้ยง
“ปัจจุบันตลาด Pet Tech ในไทยยังอยู่ในระยะเริ่มต้น แม้การรับรู้จะเพิ่มสูงแต่ การนำไปใช้งานจริงยังต่ำ เนื่องจากผู้เลี้ยงยังติดปั ญหาเรื่องราคา ความน่าเชื่อถือ และความยุ่งยากในการใช้งานรวมทั้ งยังไม่สามารถตอบโจทย์ความต้ องการหลายด้าน เช่น การมี demo ที่จับต้องได้ และ ระบบ Software & Data Integration ที่เชื่อมโยงทุกการดูแลสัตว์เลี้ ยงไว้ในที่เดียว ดังนั้น โอกาสของตลาด Pet Tech จึงไม่ควรมองแค่การพัฒนาอุปกรณ์ และเทคโนโลยีใหม่ ๆ แต่คือต้องเน้นการสร้างความเข้ าใจ ความคุ้มค่า และความน่าเชื่อถือ เพื่อปูทางสู่การยอมรับในวงกว้ างในอนาคต” อาจารย์ประเสริฐ กล่าว
ด้าน นางสาวณัชชารีย์ โชติธนะชัยพงษ์ นักศึกษาปริญญาโท วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) หัวหน้าทีมวิจัย กล่าวว่า จากผลการวิจัยได้นำมาสรุปเป็น “โมเดลการตลาดสัตว์เลี้ยง 5P – กรอบกลยุทธ์เชิงธุรกิจสัตว์เลี้ Pet Food – Premiumization: “เลือกเพราะเชื่อใจ กินเพราะสุขภาพ” จากเดิมที่อาหารสัตว์เลี้ยงเป็ นแค่การตอบสนองความอยู่รอดขั้ นพื้นฐาน แต่ปัจจุบันเจ้าของพร้อมจ่ายเพื่ ออาหารเกรดพรีเมียมที่จะช่ วยทำให้สัตว์เลี้ยงมีสุข ภาพดีและมีอายุยืนยาว การเลือกซื้ออาหารและผลิตภัณฑ์ ที่ดีที่สุดจึงไม่ได้เป็นแค่ การดูแลต่อมื้อหรือแค่กา รให้รางวัล แต่เป็นการลงทุนเพื่อสร้าง Peace of Mind ว่าสัตว์เลี้ยงจะได้รับสิ่งที่ ดีที่สุดและอยู่ด้วยกันไปนานๆ
Pet Health & Wellness – Prevention: “สุขภาพดี เริ่มที่การดูแลเชิงป้องกัน” ตลาดกำลังเปลี่ยนจาก “รักษาเมื่อป่วย” ไปสู่ “การดูแลสุขภาพเชิงรุก คือ ป้องกันก่อนเป็น” และกำลังกลายเป็น “New Norm” ของผู้เลี้ยงสัตว์ยุคใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มเจ้าของที่ใส่ ใจการดูแลแบบองค์รวม ตั้งแต่การฉีดวัคซีน การตรวจสุขภาพเป็นประจำ ไปจนถึงการเลือกอาหารเสริม ที่ช่วยยืดอายุขัยซึ่งล้วนเป็ นการสร้าง Peace of Mind ว่าพวกเขากำลังทำหน้าที่ดูแลสั ตว์เลี้ยงอย่างดีที่สุด
Pet Insurance – Package: “คุ้มค่า และ คุ้มครอง ตอบโจทย์แล้วจริงไหม?” เจ้าของสัตว์เลี้ยงมองหาแพ็ กเกจประกันที่คุ้มครองครอบคลุ มทุกความเสี่ยงในราคาจับต้ องได้ แม้ว่าผู้เลี้ยงกว่า 71% จะรู้จักประกันสัตว์เลี้ยง แต่มีเพียง 9 % เท่านั้นที่ใช้บริการจริง สะท้อนให้เห็นทั้งช่องว่ างในการสร้างความเข้าใจความน่ าเชื่อถือและโอกาสทางการ ตลาด การนำเสนอแพ็กเกจที่ตอบโจทย์ ตรงใจจึงเปรียบเสมือนการซื้อ Peace of Mind ให้กับเจ้าของที่ต้องการสร้ างหลักประกันทางการเงินที่มั่ นคงสำหรับทุกสถานการณ์
Pet Tech – Proactivity: “ผูกพันใกล้ชิด ด้วยเทคโนโลยีที่ใส่ใจ” เทคโนโลยีสำหรับสัตว์เลี้ยง กำลังเริ่มมีบทบาทสำคัญ โดยเจ้าของ 39% ให้ความสนใจใช้ Pet Tech เพื่อให้รู้สึกใกล้ชิดกับสัตว์ เลี้ยงแม้ไม่ได้อยู่ใกล้กัน ซึ่งเป็นโอกาสของแบรนด์ที่จะสร้ างประสบการณ์ที่เหนือกว่าแค่ การขายอุปกรณ์การติดตาม ตำแหน่ง และดูแลสุขภาพแบบเรียลไทม์ผ่ านเทคโนโลยีเหล่านี้ แต่เป็นการมอบ Peace of Mind ให้เจ้าของรู้สึกได้ดูแลสัตว์ เลี้ยงได้อย่างใกล้ชิดโดยไม่ คลาดสายตา
Pet Legal – Protection: “กฎหมายสัตว์เลี้ยงเพื่อการปกป้ องทั้งสัตว์เลี้ยง เจ้าของ และทุกคนในสังคม” การตระหนักรู้ถึงกฎหมายที่เกี่ ยวข้องกับสัตว์เลี้ยงมีสูงขึ้ นกว่า 79% โดยเฉพาะกฎหมายใหม่ของกรุ งเทพมหานครฯที่บังคับใช้ปี 2569 สะท้อนถึงความต้องการให้มี การปกป้องทั้งคน สัตว์ และสังคม การปฏิบัติตามกฎหมายและให้ ความสำคัญกับสวัสดิภาพสัตว์ จึงเท่ากับการสร้าง Peace of Mind ให้กับทั้งเจ้าของ และชุมชนรอบข้างว่าทุกชีวิ ตสามารถอยู่ร่วมกันได้ อย่างปลอดภัยและสงบสุข
“หากแบรนด์ต้องการสร้าง “Peace of Mind” และเข้าไปนั่งใจลูกค้าได้สำเร็จ จะต้องยกระดับจากผู้ขายสินค้ าไปสู่การเป็น “ผู้ดูแล” ที่เข้าใจความต้องการเชิงลึ กและตอบสนองความต้องการลูกค้า ได้อย่างแท้จริง การสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่ งยืนในตลาดนี้จึงไม่ใช่แค่ การเพิ่มยอดขาย แต่คือการสร้างความสัมพันธ์ ระยะยาวบนพื้นฐานของความเข้าอ กเข้าใจ ไว้วางใจ และตระหนักถึงคุณค่าของสัตว์เลี้ ยงว่าเป็นหนึ่งในสมาชิกสำคั ญของครอบครัวลูกค้าอย่า งแท้จริง” นางสาวณัชชารีย์ กล่าวสรุป
ทั้งนี้ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ได้จัดสัมมนา “Pawssible Society: Pet in the City” เวทีแลกเปลี่ยนความรู้สู่ความยั่ งยืน เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าอุ ตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงไทยกำลังก้ าวสู่ยุคใหม่ ที่การแข่งขันไม่ได้จำกัดเพี ยงตัวสินค้าแต่คือการสร้างคุ ณค่าทางใจที่ยั่งยืน และการเติมเต็ม “Peace of Mind” ให้กับทั้งผู้ประกอบการและผู้ บริโภค โดยภายในงานได้รวบรวมผู้เชี่ ยวชาญจากหลากหลายสาขามาร่วมแ บ่งปันประสบการณ์จริง ภายใต้แนวคิด Pet in the City ได้แก่ “Pawssible Urban Living” – การใช้ชีวิตเมืองกับสัตว์เลี้ยง โดยคุณลักษิภา และคุณสันต์ปภัส กิจพิทักษ์สกุลจากเพจ เป็นแม่แมว, “Pawssible Future: Pet Tech” – เทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยคุณภูริ์ บัณฑิตกุล CEO จาก PET AI, “Pawssible Taste, Trend and Bonding” – พฤติกรรมการบริ โภคและตลาดอาหารสัตว์ โดยคุณจารุวัฒน์ เลาหวิศิษฏ์ CEOจากบริษัท เพ็ท โพรเทคท์ ฟู้ด จำกัด (Kaniva, Kanimal, Kasty), “Pawssible Wellness” – สุขภาพสัตว์เลี้ยงเชิงป้องกัน โดย สพ.ญ.ปริญญา จารุวัฒนดิลก สัตวแพทย์จาก โรงพยาบาลสัตว์พญาไท 7 และ น.สพ.พุทธิวัฒน์ ศรีพัฒนานนนท์ สัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอิสระ, “Petfluencer & Community Economy” – บทบาทของผู้เลี้ยงสัตว์ ในฐานะครีเอเตอร์และพลังเศรษ ฐกิจชุมชน โดยคุณพรหมพิริยะ บัตรวิเศษ จากเพจ คิ้วคือมงกุฎของแค
สำหรับผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมู ลเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 02-206-2000 หรือชมย้อนหลังได้ที่ เฟซบุ๊กแฟนเพจ CMMU Mahidol และ MKcmmu

















