โดย เอกอัครราชทูตอิสราเอล นางอรนา ซากิฟ
ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเป็นสิ่งจำเป็นอย่างเร่งด่วนในฉนวนกาซา ทว่าความช่วยเหลือส่วนใหญ่กลับไม่ถึงมือประชาชนอย่างที่
ควรจะเป็น แต่กลับถูกกลุ่มก่อการร้ายฮามาสฉวยโอกาสนำไปใช้ประโยชน์อยู่เสมอมา นั่นเป็นความจริงอันน่าวิตกที่เกิดขึ้นแล้วจากการสมรู้ร่วมคิดของสหประชาชาติ
วิกฤตด้านมนุษยธรรมในกาซานอกจากจะเป็นผลโดยตรงจากสงคราม แต่ยังเป็นกลยุทธที่ฮามาสจงใจสร้างความทุกข์ยากต่อพลเรือน เพื่อรักษาอำนาจ สร้างความเห็นใจจากนานาชาติ และกดดันอิสราเอลในทางการทูต การที่สหประชาชาติยังคงดำเนินงานผ่านช่องทางที่ฮามาสควบคุมอยู่นั้น ไม่เพียงแต่ล้มเหลวในการหยุดยั้งการละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่ยังให้ความชอบธรรมแก่ฮามาสในการกระทำดังกล่าวอีกด้วย
ความช่วยเหลือที่ส่วนใหญ่มาจากการสนับสนุนของประเทศในซีกโลกตะวันตก ซึ่งควรแจกจ่ายให้ประชาชนอย่างเสรี กลับถูกฮามาส
ยึดไปเป็นจำนวนมาก เพื่อกักตุน และขายให้ประชาชนที่เดือดร้อนในราคาสูงเกินจริง กำไรที่ได้จะนำไปใช้เป็นทุนเพื่อโครงสร้างพื้นฐานด้าน
การก่อการร้าย รวมถึงจ่ายเป็นเงินเดือนให้บรรดาผู้ก่อการร้าย และจัดหาอาวุธที่ไม่เพียงนำมาใช้เพื่อโจมตีอิสราเอล แต่ยังใช้เพื่อปราบปรามผู้ที่ เห็นต่างในฉนวนกาซาด้วย
มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือ รวมถึงรายงานจากฉนวนกาซาที่บ่งชี้ว่า ฮามาสใช้วิธีโหดร้าย เช่น การทำร้ายร่างกายหรือการยิงพลเรือนที่พยายามเข้าถึงอาหารหรือยารักษาโรค โดยไม่ได้ผ่านช่องทางของฮามาส ในขณะเดียวกัน สหประชาชาติยังคงพึ่งพาเครือข่ายการจัดส่งความ ช่วยเหลือที่ครอบงำโดยฮามาสเช่นเดิม
ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา อิสราเอลอนุญาตให้รถบรรทุกความช่วยเหลือหลายร้อยคันเข้าไปในฉนวนกาซา ตามพื้นที่และเส้นทางที่กำหนด โดยประสานงานกับสหประชาชาติให้ดูแลจัดเก็บและแจกจ่ายต่อไป เพื่อให้มั่นใจว่าจะส่งมอบความช่วยเหลือให้พลเรือนได้อย่างปลอดภัย แต่กลับพบว่ารถบรรทุกจำนวนมากยังคงจอดนิ่งอยู่ โดยที่สิ่งของภายในไม่ถูกแตะต้องแต่อย่างใด ดังนั้น อิสราเอลจึงระงับการส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมดังกล่าวเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๗ กรกฎาคม ทั้งนี้สหประชาชาติต้องดำเนินการโดยไม่ชักช้าหรือหาข้อแก้ตัวใดๆ อาหารเริ่มเน่าเสีย ยากำลังหมดอายุ ในขณะที่ประชาชนยังคงรอคอย
อิสราเอลปฏิเสธโดยสิ้นเชิงต่อโฆษณาชวนเชื่อเรื่อง “ความอดอยากทำให้ประชาชนอดตาย” ที่เผยแพร่โดยกลุ่มก่อการร้ายฮามาส นโยบายเช่นนี้ไม่มีอยู่จริง การระงับการส่งความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมและการกำหนดเส้นทางเพื่อส่งต่อความช่วยเหลือดังกล่าว เป็นความคิดริเริ่มของอิสราเอลโดยไม่ได้เกิดจากแรงกดดันของนานาชาติแต่อย่างใด ทว่าเป็นการตัดสินใจเพื่อป้องกันมิให้ฮามาสนำประเด็นด้านมนุษยธรรม มาใช้เป็นอาวุธทางการเมือง
ในขณะเดียวกัน ระหว่างที่อิสราเอลเปิดช่องทางด้านมนุษยธรรม ฮามาสยังคงปิดกั้นหรือแม้แต่โจมตีช่องทางเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ฮามาสได้ยิงจรวดใส่ศูนย์กระจายความช่วยเหลือที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของกาซา บรรดาประชาชนที่พยายามขอความช่วยเหลือผ่านองค์กรอิสระอย่างมูลนิธิด้านมนุษยธรรมในฉนวนกาซา (Gaza Humanitarian Foundation-GHF) กลับต้องเผชิญกับการใช้ความรุนแรงจากฮามาส ทั้งนี้ในเวลาเพียงสองเดือนภายใต้การอำนวยความสะดวกจากอิสราเอล GHF สามารถส่งมอบอาหารกว่า ๙๐ ล้านมื้อให้ประชาชนโดยตรงไม่ผ่านการควบคุมของฮามาส จึงไม่น่าแปลกใจที่ความริเริ่มนี้จะถูกกลุ่มก่อการร้ายต่อต้าน
เป็นเรื่องน่าสลดใจที่สหประชาชาติกลับเมินเฉยต่อรูปแบบการกระจายความช่วยเหลือทางเลือกอย่าง GHF และยังคงยืนกรานจะทำงานผ่านระบบเดิมที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของฮามาส ผลก็คือ ปัญหาการขาดแคลนยังคงมีอยู่ ความช่วยเหลือถูกนำไปใช้อย่างผิดวัตถุประสงค์ และประชาชนกลายเป็นเหยื่อของการก่อการร้ายและการถูกละเลยเพิกเฉย
ฮามาสใช้กลยุทธ์บิดเบือนแบบเดียวกันนี้ในการเจรจาหยุดยิง และการเจรจาแลกเปลี่ยนตัวประกัน เพื่อให้ความขัดแย้งยังคงยืดเยื้ออยู่ต่อไป พร้อมกับโยนความผิดให้อิสราเอล การที่ฮามาสควบคุมประชาชนและตัวประกันชาวอิสราเอลไว้ในฉนวนกาซา ก็เพื่อใช้เป็นข้อต่อรองทางการเมือง
ขอให้มีเข้าใจตรงกันว่า ความทุกข์ทรมานในกาซาวันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงโศกนาฏกรรมด้านมนุษยธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นวิกฤตที่ถูกสร้างขึ้น กล่าวคือ ฮามาสต้องการให้พลเรือนทนทุกข์ทรมาน และจงใจนำกลยุทธ์ดังกล่าวมาใช้เพื่อรักษาอำนาจของตน พร้อมกับทำลายความชอบธรรมของอิสราเอลบนเวทีโลก
นี่ไม่ใช่เพียงปัญหาของอิสราเอลเท่านั้น แต่ยังเป็นบททดสอบทางศีลธรรมของประชาคมระหว่างประเทศด้วย ตราบใดที่สหประชาชาติยังคงสนับสนุนให้ฮามาสหาประโยชน์จากความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ก็เท่ากับมีส่วนร่วมให้ความขัดแย้งและความทุกข์ทรมานของประชาชนดำเนินอยู่ต่อไป
ถึงเวลาแล้วที่ต้องทำลายวัฏจักรนี้ ประชาคมโลกต้องทำให้ฮามาสออกมารับผิดชอบ และเรียกร้องให้สหประชาชาติหยุดทำหน้าที่เป็นเครื่องมือของการก่อการร้าย ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมต้องบรรลุจุดประสงค์ที่แท้จริง นั่นคือ เพื่อช่วยชีวิตประชาชน มิใช่เพื่อสนับสนุนผู้ที่ทำลายชีวิตของพวกเขา















