โดย นางออร์นา ซากิฟ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย
กรุงเทพฯ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๖๘
เมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๖๘ อิสราเอลเปิดปฏิบัติการทางทหาร “Rising Lion” ซึ่งเป็นปฏิบัติการที่แม่นยำและมีเป้าหมายชัดเจน โดยมุ่งกำจัดภัยคุกคามที่มีต่อการดำรงอยู่ของประเทศอิสราเอล อันเกิดจากโครงการอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธของอิหร่าน การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นโดยมีการตรึกตรองไว้แล้วอย่างถี่ถ้วน ด้วยความจำเป็นที่ต้องเผชิญหน้ากับภัยคุกคาม จึงมีการวางแผนมาเป็นเวลานาน และอิสราเอลไม่มีทางเลือกอื่นใด
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา อิหร่านได้แสดงเจตนารมณ์อย่างชัดเจนว่า จะทำลายประเทศอิสราเอลให้สิ้นซาก นี่ไม่ใช่คำพูดเกินจริงหรือเป็นเพียงการตีความ กล่าวคือ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน อยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี ได้กล่าวอย่างเปิดเผยว่า “ระบอบไซออนิสต์จะต้องถูกลบล้างอย่างแน่นอน และมันจะเป็นเช่นนั้น” วิสัยทัศน์นี้เป็นนโยบายหลักของอิหร่านมายาวนาน ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านจำนวนมากก็ได้พูดไปในทำนองเดียวกันหรือรุนแรงกว่านี้ อันเป็นการยืนยันถึงความแน่วแน่และอันตรายของเจตนารมณ์ของอิหร่าน
อันที่จริงแล้ว อิสราเอลพยายามหลีกเลี่ยงสงครามมาโดยตลอด แต่กลับถูกบังคับให้เปิดปฏิบัติการดังกล่าวภายใต้สถานการณ์ที่เป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของชาติ ทั้งจากการผลิตอาวุธนิวเคลียร์และการติดตั้งขีปนาวุธพิสัยไกลจำนวนมาก อิหร่านไม่เพียงประกาศอย่างเปิดเผยว่าต้องการทำลายล้างอิสราเอล แต่ยังลงทุนอย่างมหาศาลเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย นอกจากนี้อิหร่านยังเป็นผู้สนับสนุนการก่อการร้ายระดับประเทศเป็นอันดับหนึ่งของโลก และได้เปลี่ยนจากปฏิบัติการลับมาเป็นการโจมตีด้วยขีปนาวุธอย่างเปิดเผย ยิ่งไปกว่านั้น อิหร่านได้สร้างเครือข่ายเพื่อเป็นตัวแทนก่อการร้ายล้อมรอบอิสราเอล อย่างเช่น กลุ่มฮิซบุลลาห์ กลุ่มฮามาส กลุ่มอิสลามมิกจิฮัด กลุ่มฮูตี และอื่นๆ ที่ถูกจัดวางในเชิงยุทธศาสตร์เพื่อโจมตีอิสราเอล ทั้งด้วยขีปนาวุธและการบุกภาคพื้นดินอย่างพร้อมเพรียงกัน ปฏิบัติการของอิสราเอลที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ได้ลดทอนขีดความสามารถทางทหารของอิหร่าน ทั้งยังช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพในภูมิภาคและในระดับโลกอีกด้วย
หลายคนอาจตั้งคำถามว่า เหตุใดอิสราเอลจึงต้องลงมือในขณะนี้ คำตอบก็คือ เวลาเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ในช่วงที่ผ่านมา อิหร่านมีพัฒนาการอย่างก้าวกระโดด ในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมและการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ข้อมูลข่าวกรองระบุว่าอิหร่านใกล้จะมีขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์อย่างเต็มรูปแบบ นอกจากนั้นรายงานของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม และมติของคณะกรรมการเมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน ระบุว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อิหร่านได้สะสมและเสริมสมรรถนะยูเรเนียมมากพอที่จะสร้างระเบิดนิวเคลียร์ได้ถึง ๙ ลูก และในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาก็ได้พัฒนาสมรรถนะยูเรเนียมอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งอาจนำไปสู่การผลิตระเบิดนิวเคลียร์ได้อย่างรวดเร็ว
ในขณะเดียวกัน ความก้าวร้าวของอิหร่านก็เพิ่มมากขึ้น กล่าวคือ เมื่อเดือนเมษายนและตุลาคม ๒๕๖๗ อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธพิสัยไกลโจมตีอิสราเอลโดยตรงถึงสองครั้ง ซึ่งเป็นการโจมตีทางขีปนาวุธที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของภูมิภาค ถือเป็นจุดเปลี่ยนจากสงครามตัวแทนไปสู่ความขัดแย้งโดยตรง
พร้อมกันนี้ อิหร่านยังได้ขยายการผลิตขีปนาวุธพิสัยไกลอย่างจริงจัง ส่งผลให้อิหร่านมีขีปนาวุธพิสัยไกลนับพันลูก และกำลังพยายามผลิตให้ถึง 10,000 ลูกภายในเวลาสามปี คำถามที่ประชาคมโลกควรถามคือ ทำไมประเทศที่ประกาศว่าจะลบล้างอีกประเทศหนึ่งออกจากแผนที่ ถึงได้ลงทุนหลายพันล้านเพื่อสร้างขีปนาวุธพิสัยไกลจำนวนมากเช่นนี้ และทำไมประเทศที่อุดมด้วยทรัพยากรธรรมชาติจึงต้องพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ที่ซับซ้อนอย่างที่เป็นอยู่ มีคำตอบชัดเจนก็คือ ต้องหยุดยั้งอิหร่าน
ปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลมุ่งเป้าเจาะจงไปที่โครงสร้างพื้นฐานทางทหารเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็น โรงงานนิวเคลียร์ ศูนย์ผลิตขีปนาวุธ และศูนย์บัญชาการที่ควบคุมโครงการอาวุธของอิหร่าน นี่ไม่ใช่การโจมตีประชาชนชาวอิหร่าน แต่เป็นการโจมตีโดยตรงต่อกองกำลังที่คุกคามสันติภาพและเสถียรภาพของโลก ปฏิบัติการของอิสราเอลนั้นเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศและหลักการป้องกันตนเอง
ในทางตรงกันข้าม ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธพิสัยไกลเกือบ ๔๐๐ ลูก ซึ่งแต่ละลูกบรรทุกวัตถุระเบิดหนักหนึ่งตัน และโดรนโจมตีอีกหลายร้อยลำ มุ่งเป้าโดยตรงไปยังพลเรือนในอิสราเอล ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต ๒๔ ราย และบาดเจ็บกว่า ๖๐๐ คน นี่คือความแตกต่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนว่า อิสราเอลมุ่งโจมตีอย่างแม่นยำไปยังเป้าหมายทางทหาร ในขณะที่อิหร่านโจมตีพลเรือนโดยไม่เลือก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงเจตนาที่แท้จริงของประเทศที่กระหายเลือดนี้
ขณะนี้คือช่วงเวลาอันสำคัญของประชาคมโลก อิสราเอลจำเป็นต้องเปิดปฏิบัติการนี้เพราะไม่มีทางเลือก โลกต้องตระหนักถึงความร้ายแรงของภัยคุกคาม ความชอบธรรมในการป้องกันตนเองของอิสราเอล และความจำเป็นที่ต้องสนับสนุนผู้ที่ลุกขึ้นปกป้องชีวิตประชาชน เสถียรภาพ และคุณค่าที่ประเทศประชาธิปไตยทั่วโลกต่างยึดถือ
















