วันจันทร์ 14 กันยายน 2026
หน้าแรก หน้าข่าว ขสช. ร้อง กมธ.พัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา สอบการแทรกแซง สสส. ทำงานภาคีสะดุด กระทบการมีส่วนร่วมด้านสุขภาพ

ขสช. ร้อง กมธ.พัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา สอบการแทรกแซง สสส. ทำงานภาคีสะดุด กระทบการมีส่วนร่วมด้านสุขภาพ

14 กันยายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา นายธนากร คมกฤส ผู้ประสานงานขบวนการสร้างเสริมสุขภาพประชาชน (ขสช.) และตัวแทนภาคีเครือข่ายองค์กรสมาชิก ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อ นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ขอให้ตรวจสอบการถูกแทรกแซงการปฏิบัติงานของกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ

นายธนากร กล่าวว่า เครือข่ายภาคประชาชนและองค์กรที่ทำงานด้านสุขภาวะ ซึ่งรวมตัวกันมากกว่า 150 องค์กร ในนามขบวนการสร้างเสริมสุขภาพประชาชน (ขสช.) โดยส่วนใหญ่เป็นองค์กรที่ขอรับทุนสนับสนุนการดำเนินงานจากกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมีบางส่วนที่ไม่ได้รับทุนสนับสนุนโดยตรง มีภารกิจร่วมกันในงานสร้างเสริมสุขภาพประชาชน ตามหลักการ “สร้างนำซ่อม” กำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง จากกรณีที่มีความพยายามเข้ามาแทรกแซงการดำเนินงานของกองทุนฯของหลายฝ่าย ส่งผลให้ภาคีเครือข่ายคนทำงาน ไม่ได้รับงบประมาณสนับสนุนตามงวดงานที่กำหนดในโครงการ และมีแนวโน้มว่าโครงการต่างๆที่เตรียมจะนำเสนอต่อกองทุนฯ จะไม่ถูกพิจารณา หรือถูกลดทอนลงไปอีกมาก

ในวันนี้เราจึงขอแสดงจุดยืนและมีข้อเรียกร้องต่อคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา ดังนี้ ข้อ 1. เครือข่ายขอยืนยันในเจตนารมณ์การทำงานสร้างเสริมสุขภาพและสร้างความเข้มแข็งของภาคประชาชน ให้เป็นพลเมืองที่ตื่นรู้และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศร่วมกับภาครัฐ ภายใต้หลักการสร้างนำซ่อม ดูแลรักษาสุขภาพให้ดีก่อนป่วยก่อนการรักษา และร่วมกันปฏิรูประบบสุขภาพ บทบาทของภาคีเครือข่ายที่รับทุนสนับสนุนการทำงานจากกองทุนฯ จึงเป็นคนละด้านกันกับงานรักษาซึ่งเป็นภารกิจของการสาธารณสุข แต่เป็นงานที่เสริมหนุนกัน เพราะหากประชาชนดูแลสุขภาพดี มีนโยบายและสภาพแวดล้อมดี ก็จะลดการเป็นผู้ป่วยลดภาระงานด้านการรักษา การลดทอนหรือทำลายหลักการ “สร้างนำซ่อม” จึงไม่ควรจะเกิดขึ้น และเครือข่ายพร้อมที่จะต่อสู้เพื่อยืนหยัดในเจตนารมณ์นี้อย่างเต็มที่

“ข้อ 2. จากการสื่อสารของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขคนปัจจุบัน (นายพัฒนา พร้อมพัฒน์) เมื่อวันที่17 ส.ค. 2569 ที่โรงแรมเซนทาราไลฟ์ ในงานเปิดการประชุมวิชาการโรงพยาบาลชุมชน ประจำปี 2569 ซึ่งระบุชัดเจนว่าต้องการนำเงินจากกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ไปให้กับโรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และยังกล่าวอีกว่าเดือนที่ผ่านมา ตนได้เชิญผู้จัดการ สสส.และผู้บริหารของ สสส.เพื่อสั่งการ….จากข้อมูลดังกล่าวเครือข่ายมีความกังวลว่าบทบาทของฝ่ายการเมือง กระทรวงสาธารณสุข ได้เข้ามาก้าวล่วงการทำงานของ สสส. ซึ่งเป็นองค์การมหาชนหรือไม่ จึงขอให้คณะกรรมาธิการช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว

นายธนากรกล่าวอีกว่า ข้อ 3.จากการติดตามการดำเนินงานของ สสส. ในปัจจุบันพบว่า การประชุมคณะกรรมการกองทุนฯ เพื่อพิจารณาอนุมัติแผนงบประมาณประจำปี 2570 ล่าช้าไปมาก ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานในภาพรวม กระทบต่อภารกิจขององค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานสร้างเสริมสุขภาพร่วมกับ สสส. ภาคีผู้รับทุนเกิดความติดขัดในการทำงาน ซึ่งความล่าช้าดังกล่าวอาจมีความเกี่ยวข้องกับนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข ตามที่ระบุในข้อ 2 ด้วยหรือไม่ เครือข่ายจึงขอให้คณะกรรมาธิการฯ ได้ช่วยตรวจสอบในข้อนี้ด้วย เพราะจะเป็นการเสียโอกาสการทำงานสร้างเสริมสุขภาพ ตามหลักการในการมีส่วนร่วมของประชาชนรวมไปถึงเป้าหมายในการสร้างสุขภาวะทุกมิติของประเทศ และ ข้อ 4. การตั้งคณะทำงานจัดทำข้อเสนอนโยบายด้านสาธารณสุข ลงวันที่ 10 สิงหาคม ซึ่งประกอบไปด้วยบุคคลจำนวนหนึ่งที่พบว่ามีอคติต่อการดำเนินงานของ สสส.และภาคีเครือข่าย อาจทำให้เกิดข้อเสนอเชิงนโยบายที่ไม่เป็นผลดี และอาจทำลายเจตนารมณ์สำคัญของกองทุน จึงขอให้คณะกรรมาธิการฯ ช่วยตรวจสอบคณะทำงานชุดนี้ด้วย” นายธนากร กล่าว

ด้านนางสาวปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงาน เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) กล่าวว่าความปลอดภัยทางอาหารและสุขภาวะของคนไทยไม่ได้เกิดขึ้นจากการทำงานของหน่วยงานรัฐเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยระบบเฝ้าระวังที่เข้มแข็ง ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ตรวจสอบได้ และภาคประชาชนที่สามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้เพื่อปกป้องประโยชน์สาธารณะ ในประเด็นสารเคมีกำจัดศัตรูพืช Thai-PAN ทำหน้าที่เฝ้าระวัง ตรวจสอบ และสื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับสารตกค้างในอาหารและความเสี่ยงจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชต่อสังคม ข้อมูลจากภาคประชาชนช่วยทำให้ความเสี่ยงที่อาจไม่ปรากฏในระบบเฝ้าระวังตามปกติถูกนำขึ้นมาเป็นประเด็นสาธารณะ และเปิดพื้นที่ให้เกิดการตรวจสอบและการตัดสินใจเชิงนโยบายบนฐานของหลักฐาน การทำงานเช่นนี้ต้องอาศัยองค์ความรู้ ความสามารถทางวิชาการ และทรัพยากรที่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยทางอาหาร ซึ่งประชาชนไม่ควรถูกทิ้งให้อยู่เพียงลำพังในการเข้าถึงและตรวจสอบข้อมูลที่มีความซับซ้อนทางวิทยาศาสตร์

สสส. จึงมีความสำคัญในฐานะกลไกที่ช่วยเสริมพลังให้ภาคประชาชนและภาควิชาการสามารถทำงานเพื่อสุขภาวะของสังคมได้อย่างต่อเนื่องและเป็นอิสระจากผลประโยชน์เฉพาะด้านการสนับสนุนงานสร้างเสริมสุขภาพไม่ได้หมายถึงการทำงานแทนรัฐบาล แต่เป็นการเพิ่มขีดความสามารถของสังคมในการป้องกันปัญหาสุขภาพตั้งแต่ต้นทาง สร้างความรู้ สร้างการมีส่วนร่วม และทำให้ประชาชนสามารถเข้ามามีบทบาทในการดูแลสุขภาวะของตนเองและสังคมได้ จากประสบการณ์ของ Thai-PAN เราเห็นว่าการมีพื้นที่และกลไกสนับสนุนการทำงานของภาคประชาสังคมมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างหลักฐานและการสื่อสารความเสี่ยงด้านอาหารและสารเคมีเกษตร หากกลไกเหล่านี้อ่อนแอลง สิ่งที่สูญเสียไม่ได้มีเพียงโครงการใดโครงการหนึ่ง แต่คือศักยภาพของสังคมในการเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และผลักดันการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพจากภาคประชาชน

“สสส. จึงไม่ควรถูกมองเพียงในฐานะผู้ให้ทุน แต่ควรถูกมองว่าเป็นกลไกสาธารณะที่ช่วยสร้าง “พลังของสังคม” ในการดูแลสุขภาวะของประชาชน เราเห็นว่าประเทศไทยควรรักษาและพัฒนากลไกดังกล่าวให้สามารถทำงานต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตอบสนองต่อปัญหาสุขภาวะที่ซับซ้อนของสังคมไทย เพราะการสร้างสังคมสุขภาวะ ไม่ใช่ภารกิจของรัฐเพียงฝ่ายเดียว และประเทศไทยไม่ควรสูญเสียกลไกที่ทำให้ประชาชนสามารถลุกขึ้นมามีส่วนร่วมในการปกป้องสุขภาพของตัวเองและสังคม” นางสาวปรกชล กล่าว