วันเสาร์ 20 มิถุนายน 2026
หน้าแรก คมความคิด UNWRA เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา จึงไม่อาจมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา

UNWRA เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา จึงไม่อาจมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา

เขียนโดย นางออร์นา ซากิฟ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย

เช้าวันเสาร์ที่ ๗ ตุลาคม ซึ่งอยู่ในช่วงวันหยุดทางศาสนาของชาวยิว ที่เรียกว่า ซิมฮัต โทราห์ ผู้ก่อการร้ายฮามาสหลายพันคนบุกเข้ามาโจมตีอิสราเอล ที่ในขณะนั้นตกอยู่ท่ามกลางการระดมยิงด้วยขีปนาวุธโดยมีเป้าหมายอยู่ที่พลเรือนอย่างไม่เลือกหน้า ผู้ก่อการร้ายบุกเข้ามาสังหารผู้คนอย่างโหดเหี้ยมอย่างที่ไม่อาจจินตนาการได้ ซึ่งก็รวมถึงการคร่าชีวิตอย่างเลือดเย็น การเฉือนตัดอวัยวะ การทรมาน การล่วงละเมิดทางเพศ และการจับผู้คนไปเป็นตัวประกัน

มีผู้เสียชีวิตประมาณ ๑,๒๐๐ คน ทั้งชาวอิสราเอลและชาวต่างชาติ ผู้ชาย ผู้หญิง เด็ก และคนชรา นอกจากนั้นแล้วยังมีผู้คนกว่า ๒๔๐ คนถูกจับไปยังฉนวนกาซา อิสราเอลตอบโต้โดยมุ่งไปที่กลุ่มก่อการร้ายฮามาส แต่เหตุการณ์กลับซับซ้อนยิ่งขึ้น เมื่อกลุ่มผู้ก่อการร้ายเข้ามาแฝงตัวอยู่ตามโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนปาเลสไตน์และในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น

สิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือการเปิดเผยว่า UNRWA หรือองค์กรบรรเทาทุกข์และจัดหางานแห่งสหประชาชาติสำหรับผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ ในตะวันออกใกล้ (The United Nations Relief and Works Agency for Palestine Refugees in the Near East) ซึ่งเป็นหน่วยงานของสหประชาชาติที่มีหน้าที่ให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ แต่กลับไปช่วยเหลือกลุ่มก่อการร้าย  ฮามาสผู้มีอิทธิพลอยู่ในฉนวนกาซา ตั้งแต่ ก่อน ระหว่าง และภายหลัง การบุกโจมตีอิสราเอลอย่างป่าเถื่อน การเปิดเผยดังกล่าวเป็นเหตุให้ผู้บริจาคจำนวนมาก รวมถึงสหรัฐอเมริกา ระงับการให้ทุนแก่ UNRWA แม้ว่าจะมีการวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจในครั้งนี้ก็ตาม แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องเข้าใจถึงเหตุผลและความจำเป็น ว่าทำไม UNRWA จึงสมควรถูกยุบและมีการเปลี่ยนแปลง

ประการแรก เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อเลย เมื่อมีหลักฐานว่าเจ้าหน้าที่ของ UNRWA นอกจากจะรู้เห็นกับการบุกโจมตีอิสราเอลแล้ว ยังมี  ส่วนในการจับชาวอิสราเอลไปยังฉนวนกาซาด้วย แม้ว่าเจ้าหน้าที่บางคนจะถูกไล่ออกไปแล้ว แต่นั่นก็เป็นเพียงจำนวนวน้อยที่มาก  เนื่องจากมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ UNRWA กว่าพันคนที่เป็นสมาชิกของกลุ่มก่อการร้ายฮามาสหรือองค์กรก่อการร้ายอื่นๆ ยังคงมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา มีหลักฐานยืนยันว่า อย่างน้อยเจ้าหน้าที่ UNRWA ๑๘๕ คน เป็นกองกำลังติดอาวุธ

ประการที่สอง UNRWA นำสิ่งอำนวยความสะดวกขององค์กรมาใช้เพื่อก่อการร้ายอย่างเปิดเผยและไม่ละอายใจ กลุ่มก่อการร้ายฮามาสยังใช้โรงเรียนและโรงพยาบาลเป็นฐานยิงขีปนาวุธและคลังเก็บอาวุธอีกด้วย ที่น่าตกใจยิ่งไปกว่านั้นก็คือ การที่กลุ่มก่อการร้ายมีหน่วยข่าวกรองอยู่ใต้สำนักงานใหญ่ของ UNRWA ซึ่งสามารถเชื่อมต่อได้โดยตรงกับสำนักงานใหญ่ของศูนย์อำนวยการข่าวกรองของฮามาส

ประการที่สาม ระบบการศึกษาของ UNRWA สานต่อวงจรของความรุนแรง โดยใช้หนังสือเรียนปลุกปั่นบรรดานักศึกษาและเจ้าหน้าที่ขององค์กร ด้วยการยกย่องผู้ก่อการร้าย ส่งเสริมความเกลียดชังและสนับสนุนการใช้ความรุนแรง รายงานที่ UN Watch ทำร่วมกับ IMPACT-se ซึ่งเป็นองค์กรที่เฝ้าระวังเรื่องการส่งเสริมสันติภาพและการยอมรับความแตกต่างด้านวัฒนธรรมในระบบการศึกษา แสดงให้เห็นว่านักการศึกษา และเจ้าหน้าที่ UNRWA จำนวน ๑๓๓ คน ส่งเสริมให้มีความเกลียดชังและการใช้ความรุนแรงบนช่องทางโซเชียลมีเดียของพวกเขา ในขณะที่รายงานอีกฉบับหนึ่งให้รายละเอียดว่า มีครูหลายคนในกลุ่มสมาชิกหน่วยโทรเลขของเจ้าหน้าที่ UNRWA ซึ่งมีอยู่ราว ๓,๐๐๐ คน แสดงความดีใจและเฉลิมฉลองกันอย่างไร ต่อการสังหารหมู่โดย กลุ่มก่อการร้ายฮามาสเมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม

ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การทำความเข้าใจเรื่องสถานภาพพิเศษที่องค์การสหประชาชาติมอบให้ UNRWA กล่าวคือองค์การสหประชาชาติมีหน่วยงานจำเพาะอีกองค์กรหนึ่ง นั่นคือ UNHCR ที่ทำงานเพื่อให้แน่ใจว่าประชาชนทุกคนมีสิทธิขอลี้ภัย และหาที่อยู่อันปลอดภัย เมื่อเกิดเหตุการณ์รุนแรง การประหัตประหาร หรือสงครามในประเทศของตน งานหลักของ UNHCR ก็คือการหาถิ่นฐานใหม่ให้ผู้ลี้ภัย จะเห็นได้  ว่าในปี ๒๕๖๖ เพียงปีเดียว มีผู้ลี้ภัยจำนวน ๕๙,๕๐๐ คนทั่วโลกที่ได้รับโอกาสให้ตั้งถิ่นฐานใหม่ อธิบายง่ายๆ ให้เข้าใจได้ก็คือ UNHCR ทำงานให้    ผู้ลี้ภัยทุกคนทั่วโลก ยกเว้นชาวปาเลไตน์ที่อยู่ในการดูแลของ UNRWA ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำงานอย่างมีอคติ และสนับสนุนการก่อการร้ายมาเป็นเวลาหลายปี

นอกจากนี้ สถานะอันเป็นเอกลักษณ์ของ UNRWA ยังทำให้วิกฤตผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ต้องยืดเยื้อ ด้วยการบ่อนทำลายอธิปไตยของอิสราเอล กล่าวคือ ชาวปาเลสไตน์นั้นต่างจากผู้ลี้ภัยอื่นๆ เพราะสามารถสืบทอดสถานะผู้ลี้ภัยจากรุ่นสู่รุ่นได้ แม้ว่าจะออกไปตั้งถิ่นฐานใหม่แล้ว หรือได้รับสัญชาติอื่นแล้วก็ตาม เห็นได้ชัดเจนว่า ในพ.ศ. ๒๔๙๑ มีประชาชนที่ออกจากอิสราเอลไปแล้วประมาณ ๗๕๐,๐๐๐ คน เพื่อตั้งถิ่นฐานใหม่ แต่ในปัจจุบันกลับมี “ผู้ลี้ภัย”ซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียกกัน ประมาณ ๕,๙๐๐,๐๐๐ คนที่ลงทะเบียนกับ UNRWA สิ่งนี้เองจะทำให้ความขัดแย้งยืดยื้อออกไป โดยการปลูกฝังความเชื่อที่ว่าชาวปาเลสไตน์เท่านั้นที่มีสิทธิอาศัยอยู่ในอิสราเอล และนั่นเป็นอุปสรรคสำคัญต่อความก้าวหน้าของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์โดยสันติ

ตามที่ปรากฏชัดแจ้งอย่างไร้ข้อสงสัยแล้วว่า UNRWA สนับสนุนการก่อการร้ายที่มุ่งเป้าไปยังพลเรือนผู้บริสุทธิ์ชาวอิสราเอล จึงเป็นความจำเป็นที่นานาประเทศและองค์การสหประชาชาติต้องระงับการให้ทุนสนับสนุนและยุบหน่วยงานนี้ไปอย่างถาวร

 

ลิงก์ภาพกองบัญชาการของฮามาสในอุโมงค์ใต้ที่ทำการของ UNRWA โดยใช้ไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานขององค์กรเพื่อการก่อการร้าย:

https://drive.google.com/drive/folders/13f1P0Q4VK7uCRe0b1ONX8lZVQuujbt3W