ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่ งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2566 สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่ งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ได้รับเกียรติจากนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานกล่าวปาฐกถาพิ เศษและเปิดการประชุมผู้บริ หารระดับสูงด้านการประกันภัย ประจำปี 2566 (CEO Insurance Forum 2023) ภายใต้แนวคิด “Navigating Resiliency and Sustainability : Challenges and Opportunities for Thai Insurance Industry”
ซึ่งเป็นการจัดประชุมในรู ปแบบผสมผสาน (หรือ Hybrid Conference) เพื่อเป็นเวทีสื่อสารทิ ศทางและนโยบายในการพัฒนาธุรกิ จประกันภัยไทย รวมทั้ง แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ ข้อเสนอแนะ ตลอดจนข้อคิดเห็นที่เป็ นประโยชน์ร่วมกันระหว่างสำนั กงาน คปภ. ภาคธุรกิจประกันภัย และผู้เกี่ยวข้องกับอุ ตสาหกรรมประกันภัยไทย ณ ห้องประชุม CRYSTAL ชั้น 3 โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก
ในโอกาสนี้ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “บทบาทของธุรกิจประกันภัยต่ อการส่งเสริมให้เศรษฐกิจและสั งคมเติบโตอย่างยั่งยืน” โดยกล่าวตอนหนึ่งว่า ปีนี้อัตราการฟื้นตัวทางเศรษฐกิ จเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นผลมาจากนโยบายการเปิ ดประเทศ การท่องเที่ยวที่มีการขยายตัวสู งขึ้น นักท่องเที่ยวที่เข้ ามาในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่ อเนื่องและต่างประเทศมีความเชื่ อมั่นประเทศไทยเพิ่มขึ้น ระบบประกันภัยถือเป็นแหล่ งระดมเงินออมของประชาชนที่มี บทบาทสำคัญในการช่วยเสริมสร้ างหลักประกันให้กับชีวิตและทรั พย์สิน
ซึ่งสำนักงาน คปภ. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลและหน่ วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้ องมองไปในอนาคตและร่วมกันขั บเคลื่อนให้ภาคการเงินและการคลั งมีความเข้มแข็งมากขึ้นต่ อไปในระยะยาว ควรมีเวทีในการแลกเปลี่ยนความคิ ดเห็นระหว่างหน่วยงานกำกั บและภาคอุตสาหกรรมประกันภัยลั กษณะเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการศึกษาเรียนรู้ แนวทางกำกับดูแลในต่างประเทศเพื่ อนำมาปรับใช้ในการกำกับดูแล สิ่งสำคัญที่สำนักงาน คปภ. และภาคอุตสาหกรรมประกันภัยจะต้ องร่วมกันขับเคลื่อน คือ ความเชื่อมั่นของประชาชนต่ อระบบประกันภัย ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่ างยิ่งโดยจะต้องเชื่อมโยงกั บการคุ้มครองประชาชนผู้บริโภค
โดยเมื่อเกิดเหตุการณ์เกิดขึ้น สำนักงาน คปภ. จะต้องเข้าไปช่วยดูแลสร้ างความมั่นใจให้แก่ประชาชน ขณะเดียวกันบริษัทประกันภัยก็ ควรจะต้องมีส่วนที่จะต้องรับผิ ดชอบด้วย เพราะเงินค่าเบี้ยประกันภัยที่ บริษัทประกันภัยรับมาเป็นเงิ นของประชาชน การขับเคลื่อนนโยบายด้านความยั่ งยืน (Sustainability) ให้ยึดกรอบเป้าหมายการพัฒนาที่ ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals : SDGs) โดยผสมผสานไปกับแนวคิดเรื่อง ESG ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล
นอกจากนี้การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ประกันภัย จะต้องถอดบทเรียนและเรียนรู้ จากประสบการณ์ที่ผ่านมา การพิจารณาให้ความเห็นชอบผลิตภั ณฑ์ประกันภัยใหม่ ๆ จะต้องดำเนินการวิเคราะห์จุดอ่ อนและความเสี่ยงต่าง ๆ อย่างเป็นระบบมากขึ้น ขณะเดียวกันผลิตภัณฑ์ประกันภั ยก็จะต้องมีความหลากหลายมากขึ้ นด้วย โดยธุรกิจประกันภัยยังมีโอกาสอี กมากจากโครงสร้างพื้นฐานของรั ฐหรือการเดินทางสาธารณะ Public transportation เช่น สะพาน ทางยกระดับ สนามบิน ท่าเรือ ธุรกิจประกันภัยสามารถที่จะพั ฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยเข้ ามารองรับความเสี่ยงของภาครั ฐได้ โดยออกแบบผลิตภัณฑ์ประกันภัยให้ มีความเหมาะสมกับความเสี่ ยงและอัตราเบี้ยประกันภัย
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวด้วยว่า การที่ประเทศไทยได้เข้าสู่สั งคมผู้สูงอายุ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยสุ ขภาพและต่อยอดเพิ่มก็ จะสามารถเข้ามาเสริมสร้างหลั กประกันให้แก่ประชาชนได้ รวมถึงการส่งเสริมให้มีการพั ฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยพื ชผลทางการเกษตรที่มารองรั บความเสี่ยงของเกษตรกร เช่น การประกันภัยข้าวนาปี การประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ก็จะมีส่วนช่วยให้เกษตรกรมี ความมั่นใจเพิ่มขึ้น ซึ่งควรขยายไปในพืชผลอื่น ๆ ต่อไป ส่วนการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อให้ เข้าถึงการประกันภัยให้สะดวกขึ้ นจะทำให้บริษัทลดต้นทุนเพิ่ มประสิทธิภาพและต้องคำนึงถึ งความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลด้ วย รวมถึงอุตสาหกรรมประกันภั ยควรมองเรื่อง Supply Chain Management (การจัดการห่วงโซ่อุปทาน) ตั้งแต่ต้นน้ำไปถึงปลายน้ำ เพื่อให้ทุกห่วงโซ่ของการผลิ ตระบบประกันภัยสามารถเข้ าไปรองรับความเสี่ยงได้และอยู่ ในกรอบของความยั่งยืน
จากนั้น ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่ งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภั ย(เลขาธิการ คปภ.) ได้กล่าวบรรยายพิเศษในหัวข้อ “การประกันภัยอย่างยั่งยืน โอกาสใหม่ในการเสริมสร้ างความเข้มแข็งและการเติ บโตของธุรกิจประกันภัยไทย” โดยมีใจความตอนหนึ่งว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมประกันภัยต้องเผชิญกั บการเปลี่ยนแปลงมากมาย ทั้งเรื่องของความก้าวหน้ าของเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด ความผันผวนของระบบเศรษฐกิจ ความไม่แน่นอนทางการเมืองระหว่ างประเทศ
รวมทั้งการแพร่ระบาดของโรคติ ดเชื้อโควิด 19 ที่ส่งผลกระทบต่อความเข้มแข็งมั่ นคงและการเติบโตอย่างยั่งยื นของระบบประกันภัย ซึ่งธุรกิจประกันภัยกำลังเผชิ ญกับโอกาสและความท้ าทายหลากหลายประการ สำนักงาน คปภ. ให้ความสำคัญและส่งเสริมการสร้ างสมดุลและความยืดหยุ่นให้กั บระบบประกันภัย มาโดยตลอด เพื่อให้ธุรกิจประกันภั ยสามารถรับมือกับความเสี่ยงได้ อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกเหนือจากเงินกองทุนที่เข้ มแข็งแล้ว แนวทางสำคัญที่จะสร้างสมดุ ลและความยืดหยุ่นในระบบประกันภั ย ยังประกอบไปด้วย การกระจายความเสี่ยง การเพิ่มประสิทธิภาพในการบริ หารความเสี่ยง การเร่งประยุกต์ใช้เทคโนโลยี และฐานข้อมูล การลงทุนในทรัพยากรบุคลากร และการยกระดับความพร้อมรับมือภั ยคุกคามทางไซเบอร์ นอกเหนือจากการสร้างสมดุ ลและความยืดหยุ่นแล้ว อีกประเด็นสำคัญ คือ การสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน (Sustainability) ให้แก่ธุรกิจประกันภัย สำนักงาน คปภ. จึงได้ผลักดันให้มีการผนวกเรื่ อง ESG เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายและกลยุ ทธ์ในการประกอบธุรกิจอย่างเป็ นรูปธรรม ซึ่งธุรกิจประกันภัย ถือได้ว่ามีส่วนสำคัญในการสนั บสนุนและการดำเนินกิจกรรมที่เกี่ ยวกับเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และผลักดันให้เกิดการดำเนินธุ รกิจอย่างยั่งยืน (Sustainability) ในฐานะผู้รับประกันภัยที่พั ฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยเพื่ อรองรับความเสี่ยง
ทั้งนี้ สำนักงาน คปภ. ให้ความสำคัญกับการประกันภัยอย่ างยั่งยืน หรือ Sustainable Insurance เพื่อปกป้องและส่งเสริมการใช้ ทรัพยากรให้เป็นระบบและการแบ่ งปันผลประโยชน์ที่เท่าเทียมกั นในระยะยาว ซึ่ง ESG ในภาคประกันภัย มีความเกี่ยวเนื่องใน 3 มิติ คือ
มิติที่ 1 การพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ ยั่งยืน ผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ยั่งยืนต้ องตอบโจทย์ความต้องการของภาคธุ รกิจและประชาชนผู้ใช้บริการได้ อย่างยั่งยืน
มิติที่ 2 การลงทุนของบริษัทประกันภัย ถือได้ว่าเป็นนักลงทุนสถาบันที่ สำคัญในตลาดเงินและตลาดทุน ดังนั้น จึงควรมีการกำหนดนโยบายการลงทุ นที่ชัดเจนในสินทรัพย์ที่เกี่ ยวข้องกับ ESG เช่น การลงทุนใน green bond หุ้นยั่งยืนที่จดทะเบี ยนในตลาดหลักทรัพย์แห่ งประเทศไทย หรือหน่วยลงทุนของกองทุนรวมที่ มีนโยบายลงทุนในหุ้นที่ดำเนินธุ รกิจอย่างยั่งยืน
มิติที่ 3 การนำหลักการด้าน ESG เข้าไปใช้ในทุกกระบวนการในการตั ดสินใจและดำเนินการของบริษัท โดยธุรกิจที่ประยุกต์ใช้หลักการ ESG ในการดำเนินธุรกิจจะมีโอกาสที่ จะเติบโตมากขึ้นในระยะยาว และได้รับความเชื่อมั่นจากผู้ถื อหุ้น ลูกค้า และพนักงาน
ดังนั้น หลักคิดสำคัญ 3 ข้อ เพื่อให้อุตสาหกรรมประกันภั ยสามารถก้าวผ่านความท้ าทายและสามารถเติบโตได้อย่างยั่ งยืน คือ ESG considerations is a must ทุกธุรกิจต้องเริ่มคิดถึงปัจจั ยด้าน ESG อย่างจริงจัง Technology is an enabler เทคโนโลยี คือ ผู้สนับสนุนที่ทำให้เราเติ บโตได้รวดเร็วและยั่งยืน และ Effective risk management is a defender การบริหารความเสี่ยงที่มีประสิ ทธิภาพ คือ ผู้ปกป้องและระวังหลังให้เราเติ บโตอย่างยั่งยืน
เลขาธิการ คปภ. กล่าวด้วยว่า อีกหนึ่งปัจจัยสำคั ญในการวางรากฐานอุตสาหกรรมประกั นภัยไทยให้มีการเติบโตอย่างยั่ งยืน คือ ความร่วมมือจากทุกภาคส่ วนในการช่วยผลักดัน สนับสนุน และขับเคลื่อนมาตรการและการเปลี่ ยนแปลงต่าง ๆ เพื่อให้ธุรกิจประกันภัยมี ความเข้มแข็ง และมีบทบาทในการสร้างประโยชน์ต่ อประชาชน ภาคธุรกิจ เศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งการประชุมครั้งนี้มี Highlight ตรงที่การประชุมกลุ่มย่อยเปิ ดโอกาสให้ภาคธุรกิจประกันภั ยและสำนักงาน คปภ. มีการอภิปรายระดมความคิดเห็น เพื่อกลั่นกรองสู่ข้อเสนอแนะที่ เป็นประโยชน์
โดยแบ่งกลุ่มย่อยเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มย่อยที่ 1 ภายใต้หัวข้อ “Promoting Sustainable Insurance Products and Technology” หรือส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ประกันภัยและการประยุกต์ใช้ เทคโนโลยีใหม่ เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมี นายชูฉัตร ประมูลผล รองเลขาธิการ ด้านกำกับ เป็นประธานการประชุม สำหรับกลุ่มย่อยที่ 2 ภายใต้หัวข้อ “Integrating Sustainability Risk to Supervisory Framework” หรือผสานความเสี่ยงด้านความยั่ งยืนเข้ากับกรอบการกำกับดูแลธุ รกิจประกันภัยยุคใหม่ โดยมี นางสาววสุมดี วสีนนท์ รองเลขาธิการ ด้านตรวจสอบ เป็นประธานการประชุม และกลุ่มย่อยที่ 3 ภายใต้หัวข้อ “Strengthening Consumer Protection in Sustainable Environment” หรือเสริมสร้างความเข้มแข็ งของการคุ้มครองผู้บริโภคเพื่ อสภาพแวดล้อมที่ยั่งยืน โดยมี นายชัยยุทธ มังศรี รองเลขาธิการ ด้านกฎหมาย คดี และคุ้มครองสิทธิประโยชน์ เป็นประธานการประชุม ซึ่งการประชุมทั้ง 3 กลุ่มย่อยดังกล่าวมีเลขาธิการ คปภ. เข้าร่วมประชุมและให้ข้ อเสนอแนะด้วย
ที่ประชุมทั้ง 3 กลุ่ม มีข้อสรุปร่วมกันและเห็นว่าสิ่ งที่จะต้องดำเนินการต่อไป มีดังนี้
1. ส่งเสริมและสนับสนุนให้บริษั ทประกันภัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกั นภัยที่สอดคล้องกับแนวทาง ESG
2. สนับสนุนให้บริษัทประกันภัยใช้ เทคโนโลยีในกระบวนการต่าง ๆ ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ประกั นภัย การเสนอขาย การรับประกันภัยและการเรียกร้ องค่าสินไหมทดแทน รวมถึงส่งเสริมให้นำผลิตภัณฑ์ เข้าสู่การทดสอบในโครงการ Sandbox ให้มากขึ้น
3. เสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ บริโภคและใช้ข้อมูลวิเคราะห์ (Data Analytic) เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ บริโภค
4.ภาคธุรกิจประกันภัยควรมี แผนการบริหารความเสี่ยงอย่ างเหมาะสมเพื่อให้เท่าทันกั บเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป และควรจัดทำ Scenario Test ที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ ยงของบริษัท เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมื อกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น ทั้งในเชิงมหันตภั ยและโรคระบาดที่อาจเกิดขึ้น
5. บริษัทประกันภัยควรมี การรายงานข้อมูลที่ถูกต้อง รวดเร็ว และทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ ยนแปลงไป
6. สื่อสารต่อสาธารณชนโดยให้ข้อมู ลที่ถูกต้อง มีวิธีการสื่อสารที่เหมาะสม
7. เน้นการกำกับดูแลธุรกิจประกันภั ยให้ยืดหยุ่นในลักษณะ principle base รวมถึงการบูรณาการกับหน่ วยงานภาครัฐอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกั นและสามารถให้ข้อมูลแก่ภาคธุรกิ จและประชาชน
8.เสริมสร้างองค์ความรู้ และความเชื่อมั่นให้แก่ ประชาชนเกี่ยวกับการประกันภัย โดยบูรณาการร่วมกันระหว่ างสมาคมที่เกี่ยวข้องกับธุรกิ จประกันภัย และสำนักงาน คปภ. รวมทั้งจัดตั้งคณะทำงานร่วมกั นระหว่างสำนักงาน คปภ. และภาคธุรกิจในการติ ดตามและตรวจสอบข้อเท็จจริงหรื อเหตุการณ์อันอาจกระทบต่อภาพลั กษณ์ธุรกิจประกันภัย เพื่อทำความเข้าใจให้กั บประชาชนได้อย่างทันท่วงที
9. แบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกั บการกระทำความผิดของตัวแทนประกั นภัยหรือนายหน้าประกันภัยที่ สำนักงาน คปภ. เก็บรวบรวมให้แก่ภาคธุรกิจประกั นภัยเพื่อเป็นการป้องกันการฉ้ อฉลประกันภัย ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการคุ้ มครองข้อมูลส่วนบุคคล
10.นําเทคโนโลยีมาสนับสนุ นการปฏิบัติงานด้วยการเชื่ อมโยงข้อมูลและระบบบริหารจั ดการข้อร้องเรียนร่วมกันระหว่าง สํานักงาน คปภ. กับภาคธุรกิจประกันภัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ ไขปัญหาข้อร้องเรียน
11. สนับสนุนให้บริษัทใช้เทคโนโลยี เพื่อช่วยในการสื่ อสารและทำความเข้าใจเกี่ยวกั บการประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกั นภัยหรือประชาชนในขั้ นตอนการเสนอขายกรมธรรม์ประกันภั ยหรือเมื่อเกิดปัญหาข้อพิพาทหรื อเมื่อมีการเรียกร้องค่าสิ นไหมทดแทน
“การประชุม CEO Insurance Forum 2023 ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่ งจากทุกภาคส่วน โดยเป็นครั้งแรกที่มี การถกแถลงและมีข้อสรุปร่วมกั นระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลภาคธุ รกิจประกันภัยในเรื่องของความยั่ งยืน ซึ่งส่วนตัวมีความเห็นว่าทุ กภาคส่วนต้องให้ความสำคัญในเรื่ องความยั่งยืน โดยหากธุรกิจประกันภัยดำเนิ นการอย่างจริงจังในการช่วยสร้ างเสริมความยั่งยืนแล้ว ก็เชื่อว่าผลที่ได้จะสะท้อนกลั บมาทำให้ธุรกิจประกันภั ยสามารถพัฒนาเติบโตได้อย่างยั่ งยืนและมั่นคงเช่นกัน ทั้งนี้ สำนักงาน คปภ. จะนำประเด็นที่ได้ข้อยุติร่วมกั นมาขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรู ปธรรมต่อไป” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย