“นิด้า” ร่วมกับภาคีวิจัยโลกอนาคตแห่งประเทศไทย จัดเสวนาในหัวข้อ “นโยบายสิ่งแวดล้อมและการจัดการภัยพิบัติที่ควรมีในสนามเลือกตั้งปี 2566” เมื่อวันที่ 20 เม.ย. ที่ผ่านมา เผยเชิญตัวแทน 9 พรรคการเมือง อย่าง ภูมิใจไทย,เพื่อไทย,ชาติไทยพัฒนา,ไทยสร้างไทย, ไทยภักดี, ก้าวไกล,พลังประชารัฐ ,เพื่อชาติ และกรีน เข้าร่วม

23เม.ย.66/ ใกล้เข้าสู่โค้งสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้งสมาขิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 14 พ.ค. ที่จะถึงนี้ ทุกพรรคการเมืองต่างระดมหาเสียงกันเต็มที่ โดยนโยบายส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน ส่วนนโยบายด้านอื่นๆมีการพูดถึงน้อยมาก เช่นเดียวกับ นโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งๆที่เป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบกับประชาชนรุนแรงในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพ และยังเป็นต้นเหตุของความสูญเสียทางเศรษฐกิจจำนวนมหาศาลในแต่ละปี ที่สำคัญความสูญเสียจะเพิ่มทวีขึ้นเรื่อยๆหากไม่มีการแก้ไขอย่างยั่งยืน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการป้องกันและจัดการภัยพิบัติ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ร่วมกับภาคีวิจัยโลกอนาคตแห่งประเทศไทย จัดเสวนาในหัวข้อ “นโยบายสิ่งแวดล้อมและการจัดการภัยพิบัติที่ควรมีในสนามเลือกตั้งปี 2566” เมื่อวันที่ 20 เม.ย. ที่ผ่านมา โดยเชิญตัวแทน 9 พรรคการเมือง ประกอบด้วย ภูมิใจไทย,เพื่อไทย,ชาติไทยพัฒนา,ไทยสร้างไทย, ไทยภักดี, ก้าวไกล,พลังประชารัฐ ,เพื่อชาติ และกรีน เข้าร่วม

ศาสตราจารย์ ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการป้องกันและจัดการภัยพิบัติ กล่าวว่า การจัดเสวนาครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างนิด้ากับภาคีวิจัยโลกอนาคตแห่งประเทศไทย (Future Earth Thailand Consortium) ภายใต้ Earth Space System Frontier Research Thailand มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการผลักดันให้ฝ่ายการเมืองเห็นความสำคัญต่อนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม และเป็นแรงผลักดันให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในวันที่ 14 พ.ค. ที่จะถึงนี้ ได้ดำเนินการในเชิงปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมต่อการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ พร้อมส่งเสริมให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว โดยที่ผ่านมาสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยอาจเรียกได้ว่าเข้าขั้นวิกฤติแล้ว
“ที่ผ่านมาประเทศไทยเผชิญทั้งน้ำท่วมใหญ่และภัยแล้งรุนแรง วนเวียนซ้ำซาก ได้รับความสูญเสียในทุกด้านทั้งเศรษฐกิจและสังคม แต่ทุก ๆ รัฐบาลก็ไม่มีแผนรองรับกับปัญหาที่เกิดขึ้นแบบยั่งยืน การเสวนาครั้งนี้จึงต้องการให้พรรคการเมืองเห็นความสำคัญกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ผลักดันให้เกิดการแก้ไขและมีการปฏิบัติที่เห็นผลเป็นรูปธรรม”
ทั้งนี้ในเวทีเสวนาเป็นการตั้งคำถามจากนักวิชาการและภาคประชาชนที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมมายาวนานจึงเห็นปัญหาในเชิงลึก เช่น ที่ผ่านมาประเทศไทยจะมีกฎหมายหลายฉบับที่ดูแลด้านสิ่งแวดล้อม แต่ทำไมสถานการณ์สิ่งแวดล้อมจึงกลับเลวร้ายลง โดยเฉพาะ พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 ซึ่งเคยถูกยกย่องว่าเป็นกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีมาก แต่ดูเหมือนวันนี้กลายเป็นแค่เสือกระดาษ

ด้านนายปลอดประสพ สุรัสวดี ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย ซึ่งผ่านงานหน่วยงานราชการด้านสิ่งแวดล้อมมาก่อนเข้าแวดวงการเมือง กล่าวยอมรับว่า พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ไม่ครอบคลุมในหลายมิติ และจะแก้ไขปรับปรุงทันทีที่พรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล และทิ้งท้ายว่าสำคัญที่สุดคือการบังคับใช้กฎหมายที่หย่อนยาน ซึ่งเป็นมุมมองเดียวกับทุกพรรคการเมืองบนเวที
ในเวทีเสวนายังหยิบยกประเด็นปัญหา PM 2.5 ที่คนไทยกำลังเผชิญปัญหาอย่างหนักหน่วงในปัจจุบัน และเรียกร้องให้รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาเร่งด่วน ซึ่งในเวทีได้เสนอแนวทางแก้ไขกันอย่างคึกคัก โดยเฉพาะการผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่ทุกพรรคการเมืองเห็นด้วยและรับปากว่าหากเข้าไปเป็นรัฐบาลจะผลักดันกฎหมายนี้ออกมาบังคับใช้
ขณะเดียวกัน นางสาวภาดาท์ วรกานนท์ ตัวแทนจากพรรคภูมิใจไทย บอกว่าที่ผ่านมามีการเสนอร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดเข้าสู่สภารวม 5 ฉบับ ทั้งของภาคประชาชนและพรรคการเมือง ซึ่งมีของพรรคภูมิใจไทยด้วย แต่ถูกตีตกโดยอ้างว่าเป็นพ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้องกับการเงิน ขณะที่อีก 2 ฉบับค้างจนปิดสภา สะท้อนให้เห็นถึงความไม่ใส่ใจของตัวผู้นำรัฐบาล ขณะเดียวกันเรื่องที่ตีตกโดยอ้างว่าเป็นพ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้องกับการเงินนั้น ไม่เห็นด้วยเพราะการทำงานด้านสิ่งแวดล้อมจำเป็นต้องมีการเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่นการตั้งกองทุนดูแลผู้ได้รับผลกระทบ ดังนั้นพรรคภูมิใจไทยจะผลักดันพ.ร.บ.อากาศสะอาดทันทีในรัฐบาลหน้า

ส่วนนายเดชรัตน์ สุขกำเนิด ตัวแทนจากพรรคก้าวไกล บอกว่านอกจาก พ.ร.บ.อากาศสะอาดแล้ว ความจริงภาคอุตสาหกรรมคือภาคที่ปล่อย PM 2.5 สูงที่สุด ซึ่งยึดโยงกับกฎหมายที่โรงงานอุตสาหกรรมจะต้องรายงานการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายสารพิษ (Pollutant Release and Transfer Register) หรือ PRTR ดังนั้นจะต้องบังคับให้โรงงานติดตั้งมิเตอร์ตรวจวัดการปล่อยมลพิษ และประกาศให้ประชาชนรู้ผ่านแอพพลิเคชั่น พรรคก้าวไกลพร้อมที่จะผลักดันเรื่องนี้หากเป็นรัฐบาล
อีกประเด็นที่น่าสนใจในเวทีเสวนา คือ การเตรียมพร้อมและการรับมือมาตรการและกฎระเบียบโลกสืบเนื่องจากความร่วมมือลดภาวะโลกร้อน ก้าวสู่สังคม Net Zero ทั้งมิติเศรษฐกิจสิ่งแวดล้อมและการลดผลกระทบจากภัยพิบัติต่างๆ
มุมมองของ นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี มุ่งเน้นชี้ให้เห็นว่าหากประเทศไทยไม่เร่งปรับโครงสร้างพื้นฐานให้สอดคล้องกับทิศทางโลกจะต้องเผชิญผลกระทบทางเศรษฐกิจการส่งออก สิ่งหนึ่งที่สำคัญคือการปรับเปลี่ยนการใช้พลังงานของประเทศจากพลังจากฟอสซิล เป็นพลังงานสะอาด ไม่ว่าจะเป็นพลังงานลม โซล่าร์เซลล์ และพืชพลังงานโดยเฉพาะการใช้พืชพลังงานเหมาะที่สุดสำหรับประเทศไทย
ด้านนายพงศา ชูแนม หัวหน้าพรรคกรีน กล่าวว่า นอกเหนือจากการแก้กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมให้ทันสมัย รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายที่จะเป็นแนวทางลดปัญหาสิ่งแวดล้อมแล้ว ทางออกที่จะสร้างความยั่งยืนในการลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อน คือ การส่งเสริมให้ประชาชนคนไทยปลูกป่า โดยพรรคกรีนมีแนวคิดเชื่อมโยงประชาธิปไตยเข้ากับเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม เช่นมีนโยบายการันตีราคาต้นไม้ให้ 1 พันบาทต่อต้น และต่อยอดด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลให้ชาวบ้านมีรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งนอกจากจะเป็นการเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ในประเทศไทยแล้วยังส่งผลไปถึงการร่วมสังคมคาร์บอนเป็นศูนย์ในเวทีโลกด้วย
ขณะที่พรรคการเมืองอื่นๆ ที่เห็นด้วยกับแนวทางส่งเสริมการปลูกต้นไม้ เช่น นายกนก วงษ์ตระหง่าน จากพรรคชาติไทยพัฒนา บอกว่า นอกจากการส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกต้นไม้แล้ว ยังต้องส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตในอาเซียน น.ต.ศิธา ทิวารี จากพรรคไทยสร้างไทย บอกว่าจะสนับสนุนงบประมาณเพิ่มพื้นที่ป่าเต็มที่
ส่วนประเด็นอื่นๆในเวที เช่น ตัวแทนพลังประชารัฐ ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเชิงประจักษ์ เช่นการส่งเสริมรถอีวี ตัวแทนจากพรรคเพื่อชาติบอกว่ารัฐบาลหรือผู้ที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญกับการสนับสนุนและหยิบใช้งานวิจัยปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่มีมีอยู่มากมายมาแปลงเป็นนโยบาย

บทสรุปจากเวทีเสวนานี้ สะท้อนให้เห็นว่าทุกพรรคการเมืองยอมรับถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยพรรคการเมืองทุกพรรครับปากว่าพร้อมที่จะแก้ไข ทั้งด้านกฎหมายที่ไม่ทันต่อสถานการณ์และขาดการบังคับใช้ ที่มีประสิทธิภาพ รวมไปถึงการวางแผนทำนโยบายให้เกิดผลทางการปฏิบัติอย่างจริงจัง ประชาชนได้แต่หวังว่าทุกพรรคการเมืองจริงใจและรับผิดชอบกับสิ่งที่พูดและรับปากไว้ อย่าให้เป็นเพียงลมปาก สุดท้ายการเลือกตั้งครั้งหน้าก็มานั่งปั้นคำแก้ตัวหาเสียกันใหม่เหมือนที่ผ่านๆมา
หยกดำ ส่องเขียว รายงาน

















