เชิญชวนกราบไหว้บูชาพระบรมบรรพต(ภูเขาทอง)วัดสระเกศฯแคล้วคลาดปลอดภัยเจริญก้าวหน้าเป็นสิริมงคล

พิธีห่มผ้าแดงพระบรมบรรพต(ภูเขาทอง) ผู้ที่มาเข้าร่วมพิธีได้รับผลานิสงส์ให้เกิดความเจริญก้าวหน้าในชีวิตแคล้วคลาดปลอดภัยจากภัยต่างๆนาๆและเป็นสิริมงคล 3พ.ย.65 / “พระพุทธเจ้า”เป็นพระสมัญญสนามที่เรียกพระศาสดาในพระไตรปิฎก ภาษาบาลี กล่าวว่าในภัทรกัปนี้ มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแล้ว 4 องค์ พระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบันเป็นองค์ที่ 4 พระพุทธเจ้ามีนามว่า “สิทธัตถะ” พระโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะและนางสิริมหามายาแห่งกรุงบิลพัสด์ ถือกำเนิดในศากยวงศ์สกุลโคตรมะ ครั้นประสูติพระมารดาได้เสด็จสวรรคตเมื่อเข้าวัยเจริญพระชนได้ 16 พรรษา จึงได้อภิเษกสมรสจนพระชนอายุได้ 29 พรรษา จึงเสด็จหนีออกผนวช

เมื่อผนวชได้ศึกษาเล่าเรียนบำเพ็ญทุกรกริยาบท เป็นเวลาถึง 6 ปี ก็ยังไม่ค้นพบเหตุหลุดพ้นจากทุกข์จึงกลับมาปฎิบัติตนดังเดิมในขณะทรงบำเพ็ญได้มีปัญจวคีย์ คือพราหมณ์ทั้ง 5 คอยปฏิบัติรับใช้เพื่อจะได้รับการถ่ายทอดความรู้ พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญอยู่จนพระชนมายุ 80 พรรษาจึงได้เสด็จดับขันธ์ปรินิพานโดยการถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระคงเหลือแต่พระบรมสารีริกธาตุ(กระดูก) ผู้มาร่วมงานพิธีถวายพระเพลิงได้แบ่งพระบรมสารีริกธาตุไปตามแคว้นเมืองต่างๆ

เจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ที่ทางประเทศอินเดียได้ถวายให้แก่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และได้อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ที่องค์พระเจดีย์ภูเขาทอง ณ วัดสระเกศฯจนถึงปัจจุบัน

พระบรมสารีริกธาตุเป็นธาตุที่เกิดจากพระวรกายของพระพุทธเจ้า ประเทศไทยก็มีพระบรมสารีริกธาตุอันมีหลักฐานแน่ชัดว่าการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ภายในองค์พระเจดีย์อยู่หลายครั้ง ที่สำคัญเมื่อ พ.ศ.2442 รัฐบาลอินเดียได้ถวายพระบรมสารีริกธาตุที่ขุดได้จากเนินพระเจดีย์เก่าที่เมืองกบิลพัศดุ์บรรจุอยู่ในผอบทีอักษร “พรามมี” หรือ ” เมาริยะ ” จารึกไว้ว่า ” พระบรมสารีริกธาตุนี้เป็นของพระพุทธเจ้า ” ได้แบ่งปันให้แด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 แล้ว จึงได้โปรดเกล้าให้นำมาบรรจุไว้ในองค์พระเจดีย์

อย่างไรก็ตาม การก่อสร้าง ” บรมบรรพต ” หรือ ” ภูเขาทอง ” เป็นเจดีย์บนภูเขาจำลองจากพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 ที่ทรงดำริให้สร้างพระปรางค์ย่อมุมไม้สิบสองคล้ายะระเจดีย์ภูเขาทองที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเนื่องจากมีโครงสร้างมีน้ำหนักมากดินเลนในบริเวณนั้นไม่สามารถรองรับน้ำหนักได้องค์พระปรางค์ทะลายลงมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 มีการเปลี่ยนแปลงแบบให้เป็นภูเขาทองขึ้นดังเช่นปัจจุบันซึ่งพระองค์ได้ทรงวางศิลาฤกษ์เมื่อปี พ.ศ.2408

“วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ” มีนามเรียกอีกนามว่า ” วัดภูเขาทอง ” แต่เดิมชื่อ ” วัดสะแก ” เป็นวัดโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นวัดอารามหลวงชั้นโทมีพระเจดีย์สีทองอยู่ใจกลางกรุงเทพมหานครพระพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชรัชกาลที่ 1 ทรงโปรดเกล้าให้บูรณ์ปฏิสังขรณ์และขุดคลองรอบพระอารามทรงพระนามว่าวัดสระเกศแปลว่า ” ชำระพระเกศา ”

ภาพจำลองเมื่อครั้งเกิดโรคอหวาตกโรค(โรคห่า)ระบาดหนักจนผู้คนเกิดล้มตายจำนวนมาก จนมีคำพูดติดปากว่า “แร้งวัดสระเกศ”

สืบเนื่องเมื่อทำพิธีพระกระยาสนาน(อาบน้ำ)ครั้งเสด็จกรีธาทัพกลับจากกัมพูชามาปราบจลาจลในกรุงธนบุรีและเสด็จขึ้นเถลิงถวัลราชสมบัติในปี พ.ศ. 2325 และในช่วงสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศนภาลัยรัชกาลที่ 2 เกิดโรคอหิวาตกโรค(โรคห่า)ระบาดหนักในกรุงเทพมหานครทรงโปรดให้ขับไล่โรคขึ้น ” พิธีอาพาธพินาศ ” ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทในขณะนั้นไม่มียารักษาและป้องกันชาวบ้านล้มตายมากมายจนเกิดแร้งจำนวนมากลงมากินศพจนมีคำพูดติดปากว่า ” แร้งวัดสระเกศ ”

หลังจากขบวนผู้ใจบุญแห่ผ้าแดงเสร็จสิ้นพิธีแล้ว จึงนำมาถวายห่มองค์พระเจดีย์

วัดสระเกศ ราชวนมหาวิหาร มีจุดสนใจหลายแห่งแต่มีหนึ่งที่เป็นจุดที่น่าสนใจและเป็นสิ่งที่ต้องมาให้ได้สักครั้งหนึ่งที่แห่งนั้นคือพระบรมบรรพต หรือ ที่เรียกกันว่าภูเขาทองโดยเลียนแบบมาจากภูเขาทองในสมัยกรุงศรีอยุธยามีความสูง 77 เมตรบนยอดสุวรรณบรรพตเป็นที่ตั้งของพระเจดีย์พระบรมสารีริกธาตุ ทุก ๆ ปี ทางวัดได้จัดงานนมัสการพระบรมสารีริกธาตุในช่วงเทศกาลลอยกระทงเป็นเวลา 7 วัน 7 คืน เมื่อถึงวันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 12 ของทุกปี จะมีพิธีที่ทำกันมายาวนานสืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 โดยมีความเชื่อว่าการได้ห่มผ้าแดงองค์พระธาตุ ” จะสร้างอานุภาพแห่งการบูชาพระเจดีย์ด้วยผ้าบรมสารีริกธาตุและทำให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขมีความเจริญก้าวหน้าในชีวิตแคล้วคลาด ”

พุทศานิกชนร่วมใจกันอัญเชิญแห่ผ้าแดงเพื่อถวายห่มพระบรมบรรพต(เจดีย์ภูเขาทอง)

พิธีห่มผ้าแดงเริ่มจากการนำผ้าแดงมาให้สาธุชนมาร่วมพิธีให้ร่วมจารึกชื่อนามสกุลลงบนผืนผ้าแดงแล้วนำผ้าแดงแห่อัญเชิญขึ้นสู่ธาตุภูเขาทองโดยมีพุทธศาสนิกชนร่วมกันอัญเชิญผ้าแดงขึ้นห่มองค์พระบรมบรรพตเพื่อรับอนิสงส์เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนงานสมโภชน์องค์พระบรมสารีริกธาตุเป็นงานประเพณีที่ร่วมกับพิธีลอยกระทงตรงกับ 15 ค่ำเดือน 12 เป็นงานวัดในบรรยากาศที่ร่วมสมัยภายในงานมีกิจกรรมการเล่นต่างๆออกร้านการแสดงทางวัฒนธรรมและมหรสพ แต่ในปี 2565 ทางวัดไม่ได้จัดกิจการใดๆเนื่องจากยังเป็นช่วงห่างจากโรคโควิด-19 เนื่องจากเป็นช่วงเฝ้าระวัง

เมื่อเสร็จจากห่มผ้าแดงเสร็จเดินรอบลานพระบรมบรรพตก็มองเห็นทรรศนียภาพรอบๆจะมองเห็นกรุงเทพมหานครได้รอบทั่วทิศกลับลงมาจากภูเขาทองต้องมากราบไหว้พระบรมสารีริกธาตุที่อยู่ในเจดีย์เล็กๆมีประตูเข้า 4 ด้าน ทุกด้านจะมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่บนฐานพระเจดีย์มีหมุดสะดือเมืองคือพื้นที่ที่ถูกกำหนดให้เป็นศูนย์กลางของเมืองหรือเป็นศูนย์พลังของอาณาจักรในสมัยโบราณและเป็นศูนย์กลางพระนครสดือเมือง

พระพุทธรูป หลวงพ่อโชคดี

ทั้งนี้ มีความเชื่อขอพร ขายที่ดิน หรือ ทำธุรกิจเกี่ยวกับที่ดินต้องมาขอพรที่่หมุดหรือสะดือเมือง ขึ้น 8 ค่ำเดือน 12 ตรงกับวันที่ 1 ตุลาคม 2565 วัดสระเกศราชวรมหาวิหารได้จัด ” งานพิธีห่มผ้าแดงภูเขาทอง ” โดยพิธีนี้ได้เชิญ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมาเป็นประธานฝ่ายฆราวาส ร่วมอัญเชิญและห่มผ้าแดงโดยพระธรรมโพธิมงคล(สมควรปิยสีโล)เจ้าคณะภาค 2 เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรวิหารประฝ่ายคณะสงฆ์ในงานพิธีอัญเชิญผ้าแดงห่มองค์พระบรมบรรพตหรือพิธีห่มผ้าแดงภูเขาทองเนื่องในงานนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ

พระธรรมโพธิมงคล(สมควร ปิยสีโล) เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรวิหาร รับถวายผ้าแดง เพื่อนำไปห่่มพระเจดีย์ภูเขาทอง

สุดท้ายเมื่อเสร็จพิธีห่มผ้าแดงภูเขาทองก่อนกลับแวะกราบไหว้ขอพรกับหลวงพ่อโชคดีเป็นพระพุทธรูปอีกองค์หนึ่งที่มีความสำคัญที่ประดิษฐานในวัดสระเกศราชวรวิหารพระพุทธรูปหลวงพ่อโชคดีมีลักษณะพระพุทธรูปปางสมาธิประดิษฐานบนฐานดอกบัวเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ มีนามอันเป็นมงคลเป็นที่เคารพแก่พุทธศาสนิกชนท่านที่สักการะบูชาเชื่อว่าจะประสบแต่ความโชคดีหนุนดวงชะตาให้ดี ขจัดปัดเป่าเคราะห์ และ เกิดสิริมงคลตลอดถึงความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ตนและครอบครัว

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เข้าร่วมพิธีบวงสรวงและถวายผ้าแดง ณ วัดสระเกศฯ

อย่างไรก็ตาม การบูชาหลวงพ่อโชคดีก่อนไหว้ให้ตั้งจิตสมาธิสำรวมกายใจระลึกถึงคุณพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสงฆ์คุณ บิดามารดาครูอาจารย์ผู้มีบุญคุณ ผู้มีอุปการคุณแล้วสวดกล่าวพระคาถาดังนี้

ตั้งนะโม 3 จบ

ติติอุนินะโม พุทธายะ นะมะพะทะ จะภะกะสะ มะอะอุอิสวาสุ อาปามะจุปะทีมะ สังอังขุสังวิธาปุกะยะ ปะสะธะวิปิปะ สะอุอะสังวิสุโลปุ สะพุภะอะระหัง สุคะโต ยะธาพุทโมนะฯ

ขอความสุขสวัสดีความเจริญรุ่งเรืองร่มเย็นเป็นสุขจงมีแก่ผู้เมากราบไหว้หลวงพ่อโชคดีทุกท่านเทอญฯ

พรหมพิริยะ จันทร์เพ็ญ รายงาน