ผักอินทรีย์เมืองธรรมเกษตรบ้านหนองเม็ก จังหวัดอำนาจเจริญ แก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน

กรมส่งเสริมการเกษตร หนุนกลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านหนองเม็ก จังหวัดอำนาจเจริญ ส่งผลงานเข้าประกวดรับรางวัล เลิศรัฐ ประจำปี 2565 หลังเล็งเห็นศักยภาพการรวมกลุ่มสร้างงาน สร้างรายได้ และแก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน โดยมีส่วนราชการและภาคเอกชนร่วมสนับสนุนกว่า 20 หน่วยงาน

23 มิ.ย.65 / นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวถึงการจัดส่งผลงาน “โครงการหนองเม็กโมเดลพลิกวิถีผักอินทรีย์ร่วมใจแก้จนคนอำนาจเจริญ” เข้าประกวดเพื่อรับรางวัลเลิศรัฐ สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ประเภทร่วมใจแก้จน ประจำปี 2565 ว่า กรมส่งเสริมการเกษตร โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดอำนาจเจริญ เล็งเห็นศักยภาพของกลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านหนองเม็ก จังหวัดอำนาจเจริญ ในด้านการรวมกลุ่มเพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างองค์ความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ จนเกิดการแก้ปัญหาความยากจนของสมาชิกในกลุ่มได้อย่างยั่งยืน

จุดเด่นของกลุ่มคือการใช้หลักการตลาดนำการผลิต เกิดการรวมกลุ่มเพื่อสร้างอำนาจการต่อรองในตลาด ปรับเปลี่ยนแนวคิดการผลิตแบบพอเพียงมาเป็นผลิตเชิงพานิชย์ เปลี่ยนอาชีพรองมาเป็นอาชีพหลัก รวมทั้งการเข้าถึงและยอมรับนวัตกรรมใหม่ ๆ จนเริ่มปลูกผักอินทรีย์ในโรงเรือน สามารถผลิตผักที่มีคุณภาพและปลอดภัย ส่งตลาดได้ตลอดทั้งปี และในปี 2561 ทางสำนักงานเกษตรจังหวัดอำนาจเจริญ ยังได้เข้าไปสนับสนุนจัดตั้งเป็นเครือข่ายศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ภายใต้ชื่อเครือข่ายศูนย์การเรียนรู้ผักอินทรีย์เมืองธรรมเกษตรไร่ภูตะวันออร์แกนิคฟาร์ม เพื่อถ่ายทอดความรู้การผลิตพืชอินทรีย์ในโรงเรือนให้ชุมชนด้วย

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านหนองเม็ก สามารถขยายเครือข่ายได้อย่างรวดเร็ว จาก 15 ครัวเรือน ที่เน้นปลูกพืชเชิงเดี่ยวและใช้สารเคมีเป็นหลัก เช่น ข้าว มันสําปะหลัง อ้อย และยางพารา มาเป็น 34 ครัวเรือน และ105 ครัวเรือน ครอบคลุมทั้ง 7 อำเภอ ของจังหวัดอำนาจเจริญที่เน้นการทำเกษตรอินทรีย์ ในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังสามารถประสานกับหน่วยงานต่าง ๆ รวม 20 หน่วยงาน มาช่วยสนับสนุนกลุ่ม โดยได้รับงบประมาณกว่า 16 ล้านบาท ทำให้กลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านหนองเม็ก สามารถเติบโตและเข้มแข็งได้อย่างรวดเร็ว

“ความเข้มแข็งของกลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านหนองเม็ก ทำให้คุณภาพชีวิตของสมาชิกและชุมชนดีขึ้นตามลำดับ ทั้งเรื่องสุขภาพ เพราะการผลิตผักแบบไม่ใช้สารเคมี ทำให้ไม่มีสารเคมีปนเปื้อนในร่างกาย ด้านการศึกษา บุตรหลานของสมาชิกในกลุ่มก็ได้ร่ำเรียนในระดับที่สูงขึ้น เนื่องจากผู้ปกครองมีกำลังทรัพย์จากการจำหน่ายพืชผักปลอดสารพิษ และบุตรหลานยังได้รับความรู้ และการปลูกฝังให้เลิกใช้สารเคมีในการทำการเกษตรด้วย ซึ่งทั้งหมดได้ส่งเสริมให้เกษตรกรมีความมั่นคงในอาชีพ มีรายได้อย่างสม่ำเสมอ และทำให้ชุมชนปลอดภัยและเข้มแข็ง ถือเป็นต้นแบบให้กับกลุ่มหรือชุมชนอื่น ๆ ได้ปฏิบัติตาม”อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว

ด้านนายศุภชัย มิ่งขวัญ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดของกลุ่ม บอกว่า เมื่อก่อนชาวบ้านทำเกษตรแบบต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างขาย ทำให้ขาดอำนาจต่อรองเรื่องราคา จนเมื่อรวมกลุ่มกันจึงสามารถต่อรองราคาในตลาดได้ โดยช่องทางการจำหน่าย ได้หาตลาดจากเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ทั่วประเทศ และสามารถขายให้กับตัวแทนที่จัดส่งให้กับท็อป ซุปเปอร์มาร์เก็ต โดยตรง ทำให้กลุ่มผลิตพืชผักส่งได้ตลอดทั้งปี และล่าสุดกลุ่มได้จัดสร้างแบรนด์สินค้า ภายใต้ชื่อว่า ผักอินทรีย์เมืองธรรมเกษตรบ้านหนองเม็ก เพื่อประชาสัมพันธ์ไปยังกลุ่มผู้บริโภคให้รับรู้ถึงบ้านหนองเม็กเป็นแห่งแรกในด้านการทำเกษตรอินทรีย์ปลอดภัย เนื่องจากทางกลุ่มได้รับมาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ IFOAM จากสำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกท.) ตั้งแต่ปี 2556 ที่ผ่านมา ถือเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า สินค้าของกลุ่มปลอดภัยอย่างแน่นอน

สำหรับกลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านหนองเม็ก มีพื้นที่เพาะปลูกผักอินทรีย์จำนวน 400 ไร่ มีโรงเรือนปลูกผักทั้งหมด305 โรงเรือน มากจากโรงเรือนของกลุ่ม 150 โรงเรือน และของสมาชิกเครือข่ายอีก 105 โรงเรือน ผลผลิตผักอินทรีย์เฉลี่ย 25–30 ตัน ต่อเดือน คิดเป็นมูลค่าเฉลี่ย 5,744,166 บาท ต่อเดือน รวมเป็นมูลค่า68,930,000 บาทต่อปี เกิดการจ้างแรงงานในชุมชน 60 ครัวเรือน คิดเป็นมูลค่าเฉลี่ย 504,000 บาทต่อเดือน หรือ 6,048,000 บาท ต่อปี รวมเป็นมูลค่าที่เกิดจากการดำเนินงานของกลุ่มเฉลี่ย 6,248,166 บาท ต่อเดือน หรือ 74,987,000 บาทต่อปี หรือ146,000– 730,000 บาท ต่อครัวเรือน ต่อปี

กัลฑภรณ์ สุขเย็น รายงาน