กาแฟต้านโรคเบาหวาน
โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรัง และก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ ก่อให้เกิดปัญหากับ ฟันและเหงือก ตา ไต หัวใจ หลอดเลือดแดง ท่านผู้อ่านสามารถป้องกันโรคแทรกซ้อนต่างๆได้ โดยการปรับอาหาร การออกกำลังกายและยาให้เหมาะสม

ท่านผู้อ่านสามารถนำข้อเสนอแนะจากบทความนี้ไปปรึกษากับแพทย์ที่รักษาท่านอยู่ ท่านต้องร่วมมือกับคณะแพทย์ที่ทำการรักษาเพื่อกำหนดเป้าหมายการรักษา บทความนี้เชื่อว่าจะช่วยท่านควบคุมเบาหวานได้ดีขึ้น อาหารที่รับประทานเข้าไปส่วนใหญ่จะเปลี่ยนจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือดเพื่อใช้เป็นพลังงาน
ทั้งนี้ โดยเซลล์ในตับอ่อนชื่อเบต้าเซลล์เป็นตัวสร้างอินซูลิน อินซูลินเป็นตัวนำน้ำตาลกลูโคสเข้าเซลล์เพื่อใช้เป็นพลังงาน โรคเบาหวานเป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เกิดเนื่องจากการขาดฮอร์โมนอินซูลิน หรือประสิทธิภาพของอินซูลินลดลงเนื่องจากภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอยู่เป็นเวลานานจะเกิดโรคแทรกซ้อนต่ออวัยวะต่างๆ เช่น ตา ไต และระบบประสาท
จากการค้นคว้าของผู้เขียนในงานวิจัย พบว่า อินซูลิน เป็นฮอร์โมนสำคัญตัวหนึ่งของร่างกาย สร้างและหลั่งจากเบต้าเซลล์ของตับอ่อน ทำหน้าที่เป็นตัวพาน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่เนื้อเยื่อต่างๆของร่างกาย เพื่อเผาผลาญเป็นพลังงานในการดำเนินชีวิต ถ้าขาดอินซูลินหรือการออกฤทธิ์ไม่ดี ร่างกายจะใช้น้ำตาลไม่ได้ จึงทำให้น้ำตาลในเลือดสูงมีอาการต่างๆของโรคเบาหวาน นอกจากมีความผิดปกติของการเผาผลาญอาหารคาร์โบไฮเดรตแล้ว ยังมีความผิดปกติอื่น เช่น มีการสลายของสารไขมันและโปรตีนร่วมด้วย
โดยปกติคนเราก่อนรับประทานอาหารเช้าจะมีระดับน้ำตาลในเลือด 70-110 มก.% หลังรับประทานอาหารแล้ว 2 ชม.ระดับน้ำตาลไม่เกิน 140 มก.% ผู้ที่ระดับน้ำตาลสูงไม่มากอาจจะไม่มีอาการอะไร การวินิจฉัยโรคเบาหวานจะทำได้โดยการเจาะเลือด อาการที่พบได้บ่อย
อย่างไรก็ตาม โดยปกติแล้วคนเรามักจะไม่ต้องลุกขึ้นมาปัสสาวะในเวลากลางดึกหรือปัสสาวะอย่างมากไม่เกิน 1 ครั้ง แต่ถ้าเมื่อใดที่น้ำตาลในกระแสเลือดมากกว่า180 มก.% โดยเฉพาะในเวลากลางคืนน้ำตาลจะถูกขับออกทางปัสสาวะทำให้น้ำถูกขับออกมากขึ้น จึงมีอาการปัสสาวะบ่อยและเกิดการสูญเสียน้ำ จึงพบว่ามีอาการ ดังต่อไปนี้
– อ่อนเพลีย น้ำหนักลดเกิดเนื่องจากร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลจึงย่อยสลายส่วนที่เป็นโปรตีนและไขมันออกมา
– ผู้ป่วยจะกินเก่งหิวเก่งแต่น้ำหนักจะลดลงเนื่องจากร่างกายน้ำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานไม่ได้ จึงมีการสลายพลังงานจากไขมันและโปรตีนจากกล้ามเนื้อ
– อาการอื่นๆที่อาจเกิดได้แก่ การติดเชื้อ แผลหายช้า คัน
– คันตามผิวหนัง มีการติดเชื้อรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณช่องคลอดของผู้หญิง สาเหตุของอาการคันเนื่องจากผิวแห้งไป หรือมีการอักเสบของผิวหนัง
– เห็นภาพไม่ชัด ตาพร่ามัวต้องเปลี่ยนแว่นบ่อย ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะมีการเปลี่ยนแปลงสายตา เช่นสายตาสั้น ต่อกระจก น้ำตาลในเลือดสูง
– ชาไม่มีความรู้สึก เจ็บตามแขนขาหย่อนสมรรถภาพทางเพศ เนื่องจากน้ำตาลสูงนานๆทำให้เส้นประสาทเสื่อม เกิดแผลที่เท้าได้ง่าย เพราะไม่รู้สึก
– น้ำตาลในกระแสเลือดสูงเมื่อเป็นโรคนี้ระยะหนึ่งจะเกิดโรคแทรกซ้อนที่เกิดกับหลอดเลือดเล็กเรียก microvacular หากมีโรคแทรกซ้อนนี้จะทำให้เกิดโรคไต เบาหวานเข้าตา หากเกิดหลอดเลือดเลือดแดงใหญ่แข็งเรียก macrovascular โดยจะทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ อัมพาต หลอดเลือดแดงที่ขาตีบนอกจากนั้นยังอาจจะเกิดปลายประสาทอักเสบ neuropathic ทำให้เกิดอาการชาขา กล้ามเนื้ออ่อนแรง ประสาทอัตโนมัติเสื่อม เป็นต้น
จากการค้นคว้าของผู้เขียนจากบทความของ นักวิทยาศาสตร์ได้ พบว่า การดื่มกาแฟเป็นประจำสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ โรคเบาหวานชนิดนี้เกิดจากภาวะที่ตับอ่อนสามารถสร้างอินซูลินได้แต่ไม่เพียงพอต่อความต้อง การหรืออาจเป็นเพราะร่างกายไม่สามารถใช้อินซูลินที่ผลิตขึ้นมาได้อย่างเหมาะสม ซึ่งเรียกว่า ภาวะดื้อต่ออินซูลิน

นอกจากนี้แล้ว จากงานวิจัยของ Kempf และคณะ (2009), Zhang และคณะ (2009) และ Huxley และคณะ (2009) รายงานผลสอดคล้องกันว่า สาร chlorogenic acid, caffeic acid รวมถึงแมกนีเซียม เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดปริมาณของ interleukin-18 และ 8-isoprostane ในกระแสเลือด 8-16% ซึ่งบ่งถึงการยับยั้งภาวะ oxidative stress ในร่างกาย
ในขณะเดียวกันปริมาณ adiponectin ซึ่งเป็นฮอร์โมนโปรตีนที่ควบคุมเมตาบอลิซึมของไขมันเพิ่มขึ้น 8% ซึ่งมีส่วนช่วยควบคุมปริมาณคอเลสเตอรอลอีกด้วย จากการตรวจติดตามผลเป็นระยะเวลานาน 8 ปี พบว่า ผู้ที่ดื่มกาแฟมากกว่า 12 แก้วต่อวัน ความเสี่ยงของการเกิดโรคเบาหวานลดลง 67% เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่ดื่มกาแฟ สำหรับกาแฟที่สกัดคาเฟอีกออกไปแล้ว ยังช่วยลดการเกิดโรคเบาหวานได้ อย่างไรก็ตามประสิทธิภาพน้อยกว่ากาแฟธรรมดา เนื่องจากคาเฟอีนเป็นสารสำคัญตัวหนึ่งที่ทำหน้าที่นี้
การศึกษาในหนูทดลอง พบว่า polyphenols สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดของหนูที่เป็นเบาหวาน (Gomes et al, 1995) polyphenols ลดระดับน้ำตาลในเลือดโดยยับยั้งการทำงานของ amylase ซึ่งเป็นเอนไซม์ย่อยแป้ง polyphenols ยับยั้งการทำงานของ amylase ทั้งในน้ำลายและลำไส้ ซึ่งผลที่เกิดขึ้นคือ แป้งจะถูกย่อยช้าลง ทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของน้ำตาลในเลือดเป็นไปอย่างช้าๆ นอกจากนั้นชาเขียวยังลดการดูดซึมของกลูโคสที่ลำไส้ (Deng and Tao, 1998; Gomes et al, 1995)
จากการค้าคว้าของผู้เขียนที่ได้จากรายงานผลการวิจัยจากฟินแลนด์และมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด พบว่า คนที่ดื่มกาแฟมีความเสี่ยงการเกิดเบาหวานประเภท 2 (เกิดในผู้ป่วยอายุมากกว่า 30 ปี และมักจะอ้วน) น้อยกว่าคนที่ไม่ดื่ม ความเสี่ยงที่ลดลงเป็นสัดส่วนกับปริมาณกาแฟที่ดื่ม และกาแฟไร้คาเฟอีนให้ผลน้อยกว่า ส่วนชาไร้คาเฟอีนและเครื่องดื่มอื่นๆ ที่มีคาเฟอีนไม่ให้ผลเหมือนกาแฟ แต่นักวิจัยก็เตือนว่าอย่าเพิ่งมั่นใจจนหันไปโหมกาแฟ เพราะนักวิจัยยังต้องติดตามการวิจัยอีกมาก
จากผลงานของทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารโภชนาการทางการแพทย์มีรายละเอียดเกี่ยวกับโรคเบาหวานว่า ผู้ที่ดื่มกาแฟ (ชนิดที่มีคาแฟอิน) วันละ 4 แก้วหรือมากกว่านั้น มีความเสี่ยงที่ต่ำกว่าผู้ไม่ดื่มถึง 53 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งผู้วิจัยเชื่อว่า ในกาแฟมีสารต้านทานอนุมูลอิสระ โดยกาแฟมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ชนิดเดียวกับที่มีใน องุ่น และมีมากกว่าบลูเบอร์รี่ และคาดว่า ในกาแฟนั้นมีสารแมกนีเซียมช่วยให้เซลล์ร่างกาย อ่อนไหวต่อสารอินซูลิน ทำให้ร่างการไม่ต้องผลิตสารตัวนี้ออกมามาก
จากการค้นคว้าของผู้เขียน พบว่า เมื่อไม่นานนานมานี้ได้มีการศึกษาวิจัยจากคนจำนวนกว่า 193,000 คน พบว่าผู้ดื่มกาแฟเป็นประจำมีความเสี่ยงจากการเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับผู้ไม่ดื่มโดยยิ่งดื่มมากความเสี่ยงยิ่งต่ำ (เบาหวานชนิดที่ 2 เรียกว่า non-insulin-dependent diabetes[NIDDM] เกิดในผู้ที่มีอายุมากกว่า 30 ปีขึ้นไป และมักจะอ้วน
ทั้งนี้ โดยผู้ป่วยเบาหวานชนิดนี้อาจจะไม่มีอาการเหมือนผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่หนึ่ง เนื่องจากอาการค่อยๆเป็นโดยที่ผู้ป่วยไม่รู้ตัว บางรายเกิดโรคแทรกซ้อนตั้งแต่วินิจฉัยได้ สาเหตุเกิดจากเมื่อเรารับประทานอาหารเข้าไปสารอาหารจะเปลี่ยนเป็น น้ำตาล และถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือดร่างกายก็ขับฮอร์โมนชื่ออินซูลินเพื่อนำน้ำตาล เข้าเซลล์
โรคเบาหวานชนิดนี้เกิดจากหลายสาเหตุรวมกันได้แก่ ตับ กล้ามเนื้อ เซลล์ไขมันมีความทนทานต่ออินซูลินเพิ่ม [insulin resistance] และความผิดปกติเกี่ยวกับการหลั่งอินซูลิน [impaired beta -cell function] ของตับอ่อน ส่วนว่าอะไรเป็นสาเหตุนำยังไม่ทราบแน่ชัด โรคเบาหวานไม่หายขาดแม้ว่าผู้ที่เป็นจะควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีท่านยังต้อง ดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่อง
จากรายงานการศึกษาเรื่องสุขภาพของสตรี ที่อธิบายว่า ผู้หญิงที่ดื่มกาแฟแบบมีสารคาเฟอีนมาก กว่าวันละ 4 แก้ว มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานแบบที่ 2 หรือแบบที่เกิดขึ้นเมื่อสูงอายุ น้อยกว่าผู้ที่ไม่ดื่มกาแฟ
Dr.Atsushi Goto แห่งมหาวิทยาลัยรัฐแคลิฟอร์เนียวิทยาเขต ลอสแองเจิลลิส ซึ่งเป็นผู้จัดทำรายงานชิ้นนี้ ระบุว่า เป็นเพราะสารคาเฟอีนในกาแฟ ไปส่งผลต่อโปรตีนที่ควบคุมฮอร์โมนทางเพศ แต่ก็ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องนี้

















