กาแฟแก้ปวดหัว โรคไมเกรน
จากการค้นคว้าของผู้เขียนจากการวิจัยทางการแพทย์สหรัฐฯ โดย ดร.จี เวปสเตอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทและคณะจากศูนย์ การแพทย์นครฮอนโนลูลู สหรัฐฯ พบอีกว่า ผู้ชายที่ไม่ดื่มกาแฟมีโอกาสที่จะป่วยเป็นโรคพาร์กินสัน มากกว่าพวกที่ดื่มกาแฟมากกว่าวันละ 5 ถ้วย ถึง 5 เท่า

คาเฟอีน จะมีผลต่อเส้นเลือดซึ่งมีประโยชน์ต่อวงการแพทย์มาก เพราะคาเฟอีนช่วยไปขยายหลอดเลือดแดงที่หล่อเลี้ยงหัวใจ ทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจได้มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เส้นเลือดแดงบริเวณที่ศีรษะหดตัว ซึ่งช่วยลดอาการปวดหัวจากไมเกรนได้ กาแฟมีส่วนผสมของคาเฟอีนที่ขยายหลอดเลือด ระงับอาการปวดได้ เช่นเดียวกับยาแก้ปวดและยังช่วยขับปัสสาวะ ละลายไขมันในเส้นเลือด และช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะ เนื่องจากเมาสุราได้ นอกจากนี้แล้วกาแฟจะช่วยเสริมฤทธิ์ของยาแก้ปวดดังนั้นยาแก้ปวดศีรษะไมเกรน ยาแก้ปวดศีรษะมักจะมีกาแฟเป็นส่วนผสม
ล่าสุดนักวิจัยมีรายงานว่า ชนิดของสารคาเฟอีนที่อยู่ในกาแฟสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดหัวเพราะความเครียดให้กับคนจำนวนมาก ได้ ปกติแล้วสารคาเฟอีนถูกใช้ในการรักษาทางการแพทย์อยู่แล้วรวม ทั้งใช้เป็นสารประกอบทางเคมีด้วย
ล่าสุดมีรายงานการวิจัยที่ยืนยันแล้วว่า คาเฟอีนมีคุณค่าเพราะช่วยต่อต้านอาการปวดหัวได้ นักวิจัยแห่งคลีนิคปวดศีรษะไดมอนด์ในชิคาโกพบว่าการรับ ประทานสาร คาเฟอีน เพียวๆ ออกฤทธิ์พอๆกับการทานแบบผสม ทั้งนี้ 58% ของผู้ที่ทุกข์ทรมานเพราะปวดหัวกล่าวว่าการทานคาเฟอีนเป็นเมล็ดแคปซูลให้ผลแก้โรคได้ดีมาก แต่ถ้าทานคาเฟอีนในสัดส่วนเดียวกันโดยทานแบบผสมในยาหลายคนบอกว่าพวกเขารู้สึกหายเร็วกว่า
ความเจ็บปวดมักมาจากความตึงเครียดของกล้ามเนื้อบริเวณไหล่และต้นคอ ซึ่งมีอาการปวดเมื่อยนานหลายวัน ทีมนักวิจัยของไดมอนด์พบว่า เมื่อเพิ่มสารคาเฟอีนในตัวยามาตรฐาน ผู้ป่วยประมาณ 70% รายงานว่าอาการปวดหัวบรรเทาลงจนหายแต่อีก 58% ไม่หาย
โดยเฉลี่ยแล้ว คนอังกฤษจะดื่มชา กาแฟกัน 3.5 ถ้วยต่อวัน ทั้งนี้มีงานวิจัยอื่นอีกหลายชิ้นแนะนำว่าสารเคมีในเครื่องดื่มชนิดอื่นอาจ จะมีประโยชน์ต่อสุขภาพก็ได้ อย่างไรก็ตามประโยชน์ของคาเฟอีนที่มีต่อร่างกายในด้านอื่นๆ ยังไม่เป็นที่แน่ชัด ส่วนงานวิจัยบางชิ้นแสดงความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคคาเฟอีน จำนวนมากกับปริมาณการปวดศีรษะมากขึ้นเพราะคาเฟอีนก็สามารถเป็นเหตุให้ปวดหัวได้หากบริโภคเข้าไปมากๆ ซึ่งจะทำให้ความดันเลือดสูงชั่วคราว แพทย์บางคนแนะนำว่า คนที่มีปัญหาเรื่องการเต้นของหัวใจควรหลีกเลี่ยงสารคาเฟอีน ไว้ก่อน
————————————
โรคไมเกรน(MIGRAINE) คือ โรคที่เกิดจากการบีบตัว และคลายตัว ของหลอดเลือดแดงในสมอง มาก กว่าปรกติ ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะขึ้นอย่างรุน แรงและรวดเร็ว พร้อมกับมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ในบางรายอาจมีอาการตาพร่ามัวหรือเห็นแสงระยิบ ระยับร่วมด้วย
——————————–
โรคไมเกรน เป็นที่รู้จักกันมานานตั้งแต่สมัย GALEN ซึ่งเป็นแพทย์ชาวกรีกซึ่งมีอิทธิพลต่อวิทยา ศาสตร์การแพทย์ของตะวันตกมาเป็นเวลานานกว่าพันปี ชื่อหน้า Claudius ซึ่งไม่ได้ระบุเอาไว้ในเอกสารภาษากรีก ปรากฏอยู่ในเอกสารในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาเมื่อ ราวสองพันปีมาแล้ว

คำว่าไมเกรน มาจากคำสองคำคือ HEMI + CRANIUM คำ HEMI แปลว่า ครึ่งซีก ส่วน RANIUM แปลว่า ศีรษะหรือหัว เมื่อคำสองคำมาผสมกันเป็น HEMICRANIUM แต่ยาวเกินไป จึงตัด “HE” ส่วนหน้าออกและ “IUM” ส่วนหลังทิ้ง จึงเหลือ “MICRAN” ในภาษาลาติน ภาษาอังกฤษมาแปลงใหม่เป็น MIGRANE ในภาษาไทยมีคำแปลว่าโรคตะกัง แต่ไม่เป็นที่นิยมใช้กันแต่อย่างใด จึงมักเรียกทับศัพท์กันว่าโรคไมเกรน
ในทางการแพทย์แบ่งอาการปวดศีรษะออกเป็น 2 ชนิดคือ :
1.ปวดศีรษะชนิดเฉียบพลัน, ซึ่งมักจะมีสาเหตุจากการอักเสบ หรือติดเชื้อในบริเวณโพรงจมูก คอ ปาก หูและตาดังกล่าวแล้ว
2.ปวดศีรษะเรื้อรัง ซึ่งมักมีสาเหตุใหญ่ๆ เพียง 2 ชนิดคือ
2.1.โรคไมเกรน
2.2.โรคปวดศีรษะจากความเครียด
ตามข้อเท็จจริงโรคไมเกรนไม่จัดว่าเป็นโรคแต่อย่างใด เพราะเป็นภาวะที่หลอดเลือดแดงในสมองบีบตัวและคลายตัวมากกว่าปรกติ ในคนปกติหลอดเลือดแดงเหล่านี้ซึ่งมีอยู่มากมายในสมอง ก็จะมีบีบตัวและคลายตัวอยู่เป็นประจำแต่ไม่มากจึงไม่ปวดหัว ในผู้ป่วยไมเกรนจะไม่พบพยาธิสภาพใดๆในหลอดเลือดแดงของสมอง จึงไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดอัมพาตหรือพิการแต่อย่างใด
ส่วนอาการของโรคไมเกรน ประกอบด้วยลักษณะต่างๆ ดังนี้
– ปวดศีรษะครึ่งซีก อาจเป็นบริเวณขมับหรือท้ายทอย แต่บางครั้งก็อาจเป็นสองข้างพร้อมกัน หรือเป็นสลับข้างกันได้
– ลักษณะการปวดศีรษะส่วนมากจะปวดตุ๊บๆ นานครั้งหนึ่งๆเกิน ๒๐ นาที (ยกเว้นจะได้รับประทานยา) แต่บางครั้งถ้าเป็นรุนแรงอาจปวดนานเป็นวันๆ หรือสัปดาห์ก็ได้ ผู้ป่วยบางรายอาจมีปวดตื้อๆสลับกับปวดตุ๊บๆในสมองก็ได้
– อาการปวดศีรษะมักเป็นรุนแรง และส่วนมากจะมีคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วยเสมอ โดยอาจเป็นขณะปวดศีรษะ ก่อนหรือหลังปวดศีรษะก็ได้ บางรายมีอาการคลื่นไส้อาเจียนมากจนรับประทานอะไรไม่ได้
– อาการนำจะเป็นอาการทางสายตา โดยจะมีอาการนำมาก่อนปวดศีรษะราว ๑๐-๒๐ นาที เช่น เห็นแสงเป็นเส้นๆ ระยิบระยับ แสงจ้าสะท้อนหรือเห็นภาพบิดเบี้ยวนำหน้ามาก่อน
พบบ่อยในผู้หญิงวัยสาว ระหว่าง 20-40 ปี ในเด็ก และผู้สูงอายุพบน้อย ผู้ชายพบว่าเป็นไมเกรนน้อยกว่าผู้หญิง 3-4 เท่าตัว แต่ถ้าผู้ชายเป็นมักจะมีอาการรุนแรงกว่า โดยมีอาการปวดตาข้างใดข้างหนึ่ง น้ำตาไหล ตาแดง ปวดรุนแรงมากติดต่อกันเป็นเวลา 6-8 สัปดาห์ และอาจเป็นซ้ำบ่อยๆทุก 6-12 เดือน
ทั้งนี้โดยมีปัจจัยที่สำคัญดังต่อไปนี้ ภาวะเครียด การอดนอน การขาดการพักผ่อนหรือทำงานมากเกินไป ขณะมีระดูหรือรับประทานยาคุมกำเนิด เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เช่น เหล้า เบียร์ ไวน์และอาหารบางชนิด เช่น กล้วยหอม เนยแข็ง และช็อกโกแลต เป็นต้น

















