กาแฟกับโรคอัลไซเมอร์และสมองเสื่อม (1)
จากการค้นคว้าของผู้เขียนจากผลของการศึกษาระยะยาวในปี ค.ศ. 2009 พบว่า ผู้ที่ดื่มกาแฟในปริ มาณที่เหมาะสม คือประมาณ 3-5 ถ้วยต่อวัน จะช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อม และโรคอัลไซเมอร์ อีกทั้งคาเฟอีนที่อยู่ในกาแฟ ยังมีส่วนช่วยในการป้องกันอนุมูลอิสระภายในร่างกาย แต่อีกด้านหนึ่งก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระเพาะและโรคอื่น ๆ

Aimee Herd 24 มกราคม 2009
“การค้นพบนี้ต้องได้รับการยืนยันจากการศึกษาในเรื่องนี้อีก แต่สิ่งนี้ได้ให้ความเป็นไปได้ว่าอาหารสามารถลดความเสี่ยงของอาการจิตเสื่อมและโรคอัลไซเมอร์ได้ (Alzheimer Decease :AD)”
“จากการศึกษา ณ ประเทศฟินแลนด์ การดื่มกาแฟในวัยกลางคนสามารถลดความเสี่ยงของการเป็นโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer) และโรคจิตเสื่อม ในช่วงปลายของชีวิตได้
Miia Kivipelto หัวหน้าในการวิจัย และ รองศาสตราจารย์จาก University of Kuopio ประเทศฟินแลนด์ และ สถาบัน Karloinska กรุงสต๊อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ได้อธิบายผลการวิจัย ดังกล่าวว่า
“พวกเรามีเป้าหมายในการศึกษาการเชื่อมโยงกันระหว่างการดื่ม กาแฟ และชา ในช่วงวัยกลางคน และ อัตราเสี่ยงของการเกิดโรคอัลไซเมอร์และจิตเสื่อมในช่วงปลายของชีวิต เพราะว่าผลกระทบในระยะยาวของคาเฟอีนในส่วนกลางของระบบประสาทเป็นสิ่งที่เรายังไม่รู้ และจากกระบวนการทางพยาธิวิทยานำไปสู่โรคอัลไซเมอร์นั้น เริ่มมานานหลายทศวรรษก่อนที่จะมีการเปิดเผยอย่างจริงจังในเรื่องโรคนี้”
จากการรายงานของ Newsmax นั้นกล่าวว่าผู้ที่ดื่มกาแฟนั้นจะอยู่ในกลุ่มที่ต้องดื่มทุกวันมีอัตราดังนี้ ต่ำ: 0-2 แก้ว ปานกลาง: 3-5 แก้ว สูง มากกว่า 5 แก้ว ผู้ดื่มชาจะแยกเป็นผู้ที่ดื่ม 1 แก้วทุกวัน และผู้ที่ไม่ดื่มชาเลย
ผู้วิจัยนั้นแปลกใจเมื่อพบว่าผู้ดื่มกาแฟนั้นมีอัตราเสี่ยงของโรคต่ำกว่าผู้ที่ไม่ดื่มกาแฟ แต่ผู้ที่ดื่มปานกลาง (3-5 แก้ว) นั้นสามารถลดอัตราเสี่ยงลงได้ 65 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในทางตรงกันข้าม ผู้ที่ดื่มชาไม่มีผลกระทบใดๆเกิดขึ้นเลย
ผลการวิจัยของอังกฤษระบุ กาแฟไม่สามารถกระตุ้นประสาทได้ เกิดจากความรู้สึกเท่านั้น โดยมหาวิทยาลัยอีสต์ลอนดอนวิจัยผู้ดื่มกาแฟวันละ 2 ถ้วยขึ้นไปจำนวน 88 คน และแบ่งเป็นสองกลุ่ม บอกกับกลุ่มแรกว่า กาแฟที่พวกเขาดื่มนั้นไม่มีสารคาเฟอีน แต่ที่จริงแล้วเป็นกาแฟทั่วไป ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งนั้นบอกในทางตรงกันข้าม
หลังดื่มกาแฟ 1 ถ้วยแล้ว เจ้าหน้าที่วิจัยวัดระดับความสนใจ และความไหวพริบของพวกเขา ผลปรากฏว่า กลุ่มคนที่นึกว่าตนเองดี่มกาแฟที่มีสารกาเฟอีน ระดับความสนใจกับความไหวพริบล้วนดีกว่าอีกกลุ่มหนึ่ง
เจ้าหน้าที่วิจัยระบุว่า ผลการทดลองนี้แสดงให้เห็นว่า กาแฟไม่สามารถกระตุ้นประสาทได้ แต่ผู้ที่นึกว่าดื่มกาแฟแล้ว อาจจะกระตุ้นประสาทให้มีระดับความสนใจมากขึ้นได้

นอกจากนี้แล้วยังมีข้อดีอีกมากมายที่เป็นเหตุผลให้คนส่วนใหญ่นิยมดื่มกาแฟ เช่น กาแฟมีส่วนช่วยเพิ่มความจำระยะสั้น และเพิ่มไอคิว ช่วยเปลี่ยนระบบเมตาบอลิซึมให้มีสัดส่วนของลิพิด (Lipid) ต่อคาร์โบไฮเดรตที่ถูกเผาผลาญสูงขึ้น ซึ่งช่วยลดอาการล้ากล้ามเนื้อของนักกีฬา
ลิพิด เป็นสารอินทรีย์ที่ประกอบด้วยธาตุหลัก คือ คาร์บอน ไฮโดรเจน และออกซิเจน หรืออาจประกอบด้วยไนโตรเจนและฟอสฟอรัสโดยมีอะตอมของออกซิเจนต่ออะตอมของคาร์บอนน้อยกว่าในคาร์โบไฮเดรตมาก ส่วนใหญ่เป็นสารประกอบ ประเภทเอสเทอร์ของกรดไขมันกับกลีเซอรอล
อัลไซเมอร์ เป็นโรคสมองเสื่อมชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อยที่สุด โดยจะมีการเสื่อมของเซลล์สมองทุกส่วนเป็นแล้วไม่มีวันหาย ผู้ป่วยจะไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเอง ไม่สามารถแยกทุกผิด มีปัญหาในเรื่องการใช้ภาษา การประสานงานของกล้ามเนื้อเสียไป ความจำเสื่อม ในระยะท้ายของโรคจะสูญเสียความจำทั้งหมด
สาเหตุของโรคเกิดจากความผิดปกติในเนื้อสมองจะพบลักษณะที่สำคัญสองอย่างคือกลุ่มใยประสาทที่พันกัน Neurofibrillary Tangles.และมีสาร Beta Amyloid ในสมอง ใยสมองที่พันกันทำให้สารอาหารไม่สามารถไปเลี้ยงสมอง การที่สมองมีคราบ Beta Amyloid หุ้มทำระดับ acetylcholine สมองลดลงสาร acetylcholine จะมีส่วนสำคัญในเรื่องการเรียนรู้และความจำ
จากเอกสารทางการแพทย์ระบุ อาการเด่นของโรคอัลไซเมอร์ ก็คือ ความจำเสื่อมหรือ หลงลืม เรื่องที่ลืมก็จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นใหม่ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น ลืมปิดเตารีด ลืมกินยา หรือใครมาพบวันนี้ ลืมชื่อคน ลืมของ หาของใช้ส่วนตัวไม่พบ ชอบพูดซ้ำ ถามคำถามซ้ำ เพราะจำคำตอบไม่ได้ มีปัญหาเรื่องการพูดและการใช้ภาษา คือจะคิดคำศัพท์บางคำไม่ออก ใช้คำใกล้เคียงแทน สติปัญญาความเฉลียวฉลาดลดลง ทักษะต่างๆ จะเริ่มสูญไป อารมณ์หงุดหงิด และอาจท้อแท้ เพราะอาการดังกล่าว
ในสหรัฐประมาณว่ามีผู้ป่วยเป็นโรคนี้กว่า 3-4 ล้านคน และจะมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลก เนื่องจากประชากรมีอายุยืนยาวขึ้น ในประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคนี้ประมาณ 2-4 % ของผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ยิ่งอายุมากขึ้นก็จะพบผู้ป่วยด้วยโรคนี้มากขึ้น กล่าวคืออาการจะเริ่มเป็นตอนอายุ 65 ปี แต่บางรายเป็นเร็วกว่านั้นอาจจะเริ่มตอนอายุ 40 ปีอาการเริ่มเป็นใหม่ๆ จะมีอาการขี้ลืม และสูญเสียสมาธิ ซึ่งอาการแรกๆอาจจะวินิจฉัยยากเพราะอาการนี้ก็เป็นกับผู้สูงอายุเป็นส่วนใหญ่ โดยจะค่อยเป็นค่อยไปและทรุดลง
ในช่วงระยะ1-3 ปี มีปัญหาเรื่องวันเวลาสถานที่ และอาจหลงทางกลับบ้านไม่ถูก ลืมชื่อญาติสนิท หวาดระแวง สับสน โดยเฉพาะกลางคืนอาจไม่นอนทั้งคืน จะออกนอกบ้านและมีพฤติกรรมก้าวร้าว บางคนก็กลับเปลี่ยนไป เป็นไม่สนใจสิ่งแวดล้อม งดงานอดิเรกที่เคยทำ เช่น เก็บกวาดต้นไม้ หรือดูทีวี อ่านหนังสือพิมพ์ ส่วนหนึ่งเพราะดูและอ่านไม่ค่อยเข้าใจ คิดคำนวณไม่ได้ ใช้จ่ายทอนเงินไม่ถูก
เมื่อเวลาผ่านไปอีก 2-3 ปี อาการยิ่งทรุดหนัก ความจำเลวลงมาก จำญาติไม่ได้ เคลื่อนไหวช้าลง ไม่ค่อยยอมเดิน หรือเดินก็เหมือนก้าวขาไม่ออก ลังเล ทำกิจวัตรประจำวันด้วยตนเอง เช่นอาบน้ำ แปรงฟัน รับประทานอาหารไม่ได้ พูดน้อยลง ไม่เป็นประโยค ที่สุดก็ไม่พูดเลย กลั้นปัสสาวะ อุจจาระไม่ได้ ต้องมีคนดูแลตลอด 24 ชั่วโมง ผู้ป่วยจะเสียชีวิตในเวลา 2-10 ปี โดยเฉลี่ย 10 ปี ด้วยโรคแทรก เช่น ติดเชื้อจากปอดบวม หรือแผลกดทับ
















