กาแฟกระตุ้นให้สมองตื่นตัว แก้ง่วงนอน
อาการดังกล่า เชื่อว่าทุกคนที่ดื่มกาแฟน่าจะเป็นผู้ให้คำตอบได้ดีที่สุด อีกทั้งจากผลการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ ระบุว่า ความหอมของกาแฟช่วยกระตุ้นสมองให้ทำงานได้เร็วขึ้น และมีสมาธิ ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น นั้นเป็นเพราะกลิ่นกาแฟ ทำให้เลือดไหลเวียนในสมองเพิ่มขึ้น

กล่าวคือจะเร่งความเร็วของการประมวลผลข้อมูลในสมองและย่นระยะเวลาในการตอบสนอง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของงานที่ต้องการสมาธิ การใช้เหตุผลและความจำ คาเฟอีนในปริมาณที่พอเหมาะช่วยลดความหงุดหงิด อารมณ์ซึมเศร้าและความเครียดได้ ทำให้ผู้ดื่มรู้สึกพึงพอใจและมีความสุข เพิ่มการไหลเวียนของเลือดในสมองและสมรรถภาพสมอง
ก่อนหน้านี้มีการรายงานถึงผลเสียของกาแฟพบว่า กาแฟจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด แต่หลักฐานการสนับสนุนดังกล่าวไม่ชัดเจน นอกจากนั้นกาแฟยังมีผลเสียต่อความเสี่ยงที่จะเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่นทำให้ไขมันในเลือดสูงขึ้น ทำให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน homocysteine ในเลือดสูงขึ้นซึ่งเป็นผลเสียต่อร่างกาย แต่มีบางรายงานว่าการดื่มกาแฟจะลดอัตราการเกิดโรคเบาหวาน

Elizabeth Mosotofsky จากมหาวิทยาลัย Harvard ได้ทำการศึกษา พบว่า การดื่มกาแฟแก้วเดียวอาจจะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ตีบ 2 เท่าในชั่วโมงแรกของการดื่ม และจะลดลงสู่ปกติใน 2 ชั่วโมงหลังดื่ม
อีกทั้ง จากการศึกษาผู้ป่วย 390 คนที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบพบว่า ร้อยละ 78 ดื่มกาแฟในปีที่ผ่านมามากกว่าร้อยละ 50 ดื่มกาแฟใน 24 ชมก่อนเกิดอาการสมองขาดเลือด ร้อยละ 9 ดื่มกาแฟ 1 ชม ก่อนเกิดอาการ โรคหลอดเลือดสมองตีบมักเกิดในผู้ที่ดื่มกาแฟน้อยกว่า 1 แก้ว ผู้ที่ดื่มน้ำชา หรือน้ำอัดลมไม่พบว่าอุบัติการณ์เพิ่มขึ้น
สำหรับผู้ที่ดื่มกาแฟเพราะต้องการแก้ง่วง นักวิจัยแนะนำให้ดื่มปริมาณน้อยๆ แต่กระจายการดื่มออกไปตลอดวัน เช่น แทนที่จะดื่มถ้วยใหญ่ 16 ออนซ์ (500 มล.) ในตอนเช้า ให้ดื่มเพียงครั้งละ 2-3 ออนซ์ (60-90 มล) แต่บ่อยขึ้น กาแฟจะเริ่มออกฤทธิ์ใน 15 นาที และจะอยู่ในร่างกายนานหลายชั่วโมงและต้องใช้เวลาถึง 6 ชั่วโมงกว่าที่จะถูกขจัดออกจากร่างกาย
กาแฟจะออกฤทธิ์โดยการกระตุ้นสมองทำให้รู้สึกสดชื่นและมีสมาธิ นอกจากนี้ยังมีรายงานว่ากาแฟจะทำให้มีการหลั่งสาร cortisone และ adrenaline ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย นักวิทยาศาสตร์ประมาณว่าวันหนึ่งๆ ถ้าคนเรารับสารคาเฟอีนประมาณ 250-600 มก.จะไม่เกิดผลข้างเคียงต่อร่างกาย
















