วันพุธ 12 สิงหาคม 2026
หน้าแรก วิถีสุขภาพ ประโยชน์สำคัญของการดื่มกาแฟ (6)

ประโยชน์สำคัญของการดื่มกาแฟ (6)

กาแฟต้านมะเร็ง

จากการค้นคว้าของผู้เขียน พบว่า สาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งยังไม่มีข้อสรุปได้แน่นอนว่าเกิดจากอะไร แต่ในขณะนี้มีทฤษฎีซึ่งเป็นที่ยอมรับกันมากในวงการแพทย์ว่า มะเร็งเกิดจากความผิดปกติของรหัสทางพันธุกรรมหรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า DNA (ดี เอ็น เอ) หรือยีนของเซลล์

แม้ว่ามะเร็งจะมาจากสาเหตุใดๆ ก็ตาม ก็จะทำให้เกิดความผิดปกติของรหัสพันธุกรรม จนมีผลให้ร่างกายสร้างเซลล์ที่ผิดปกติเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ไม่สามารถควบคุมได้ เซลล์ที่ผิดปกตินี้เรียกว่าเซลล์มะเร็ง ซึ่งในขณะนี้เชื่อกันว่าในร่างกายของคนเรามียีนตัวนี้อยู่แล้ว แต่ยังคงอยู่ในสภาวะสงบยังไม่ก่อให้เกิดโรค จนกระทั่งได้รับการกระตุ้นโดยสารก่อมะเร็งอย่าง เช่น การติดเชื้อ สารเคมีต่างๆ ที่เข้าสู่ร่างกายโดยการถูกกระตุ้นบ่อยครั้งเป็นเวลานานๆ จะทำให้ยีนนี้เริ่มทำงานและก่อให้เกิดความผิดปกติของเซลล์ จนเกิดโรคมะเร็งขึ้นกับอวัยวะ

นอกจากนี้ยังพบว่ามีปัจจัยอื่นๆ ที่อาจส่งเสริมให้เกิดโรคมะเร็งได้ง่ายขึ้น เช่น ภูมิต้านทานของแต่ละบุคคล ภาวะโภชนาการของร่างกาย พฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มเหล้า บริโภคอาหารบางชนิดที่มีสารก่อมะเร็ง อาหารเป็นพิษ การปนเปื้อนของสารเคมีในน้ำและอาหาร หรือแสงแดดก็มีรังสีที่ก่อให้เกิดมะเร็งได้เช่นกันมะเร็งนั้นสัมพันธ์กับองค์ประกอบ 4 ประการ ในอาหารสมัยใหม่ ได้แก่ ไขมัน โปรตีน แคลอรี่มากเกินไป (เช่น น้ำตาล) และอาหารที่มีกากน้อยเกินไป

สำหรับปัจจัยส่งเสริมให้เกิดมะเร็ง ได้แก่

  • เกิดจากการบริโภคอาหาร
  • เกิดจากการสัมผัสสารก่อมะเร็งโดยทางใดทางหนึ่ง
  • เกิดจากภูมิต้านทานบกพร่องหรือล้มเหลว
  • เกิดจากความเครียด(อารมณ์)

การก่อตัวของมะเร็งส่วนใหญ่ใช้เวลานาน 10-30 ปี มีเพียงชนิดเดียวของมะเร็งเม็ดเลือดและมะเร็งอื่นๆ เพียง 2–3 ชนิดเท่านั้น ที่พิสูจน์ได้ว่าเกิดจากเชื้อไวรัส (Virus) และยังมีมะเร็งบางชนิดที่พิสูจน์ได้ว่ามีสาเหตุมาจากมลพิษและรังสี มะเร็งที่พบบ่อย มีดังต่อไปนี้

มะเร็งตับ  หมายถึงมะเร็งเนื้อตับ (Hepatoma) และ มะเร็งท่อน้ำดี (Cholangiocarcinaoma) พบมากในภาคอิสาน มะเร็งเนื้อตับเกี่ยวข้องกับการเป็นตับอักเสบ จากการดื่มสุรา จากไวรัสตับอักเสบ บี หรือซี การทานอาหารขึ้นรา เช่น หอม กระเทียม พริกป่น พริกแห้ง ถั่วลิสง มะเร็งท่อน้ำดีเกี่ยวข้องกับ การทานปลาดิบ ปลาร้าดิบ ป้องกันได้โดย ไม่ทานปลาดิบ ปลาร้าดิบ ผู้ป่วยจะมีชีวิตอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ป

มะเร็งปากมดลูก  เกี่ยวข้องกับการมีเพศสัมพันธ์ กับบุคคลที่เป็นหูดหงอนไก่ (Human Papilloma Virus) ป้องกันโดยไม่สำส่อนทางเพศ ผู้ป่วยมักมีชีวิตอยู่ได้นานเป็นปี

มะเร็งปอด  เกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่ หรือการสูดดมควันบุหรี่ การสูดดมควันบุหรี่ 4 มวน จะมีค่าเท่ากับสูบบุหรี่เอง 1 มวน ผู้ป่วยจะมีชีวิตอยู่ได้ 3- 6 เดือน

มะเร็งเต้านม เกี่ยวข้องกับการทานไขมันปริมาณมาก ผู้ป่วยมักมีชีวิตอยู่ได้นานเป็นปี

จากการค้นคว้าของผู้เขียนจากการศึกษาพบว่า polyphenols จะไปยับยั้งการทำงานของระบบเอนไซม์ cytochrome  P-450 (phase I enzyme) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกระตุ้นการเกิดสารก่อมะเร็ง (Hazaniya et al, 1997) นอกจากนี้ยังพบว่า polyphenols ช่วยการทำงานของ  phase II enzyme เช่น glutathione transferase ซึ่งระบบเอนไซม์นี้มีความสำคัญในการจำกัดสารก่อมะเร็งออกจากร่างกาย (McCarty, 1997; Mukhtar and  Ahmad, 1999) EGCG เชื่อว่าสามารถยับยั้งการเกิดมะเร็งโดยไปยับยั้งการทำงานของ urokinase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่พบบ่อยที่สุดในการเกิดมะเร็งในมนุษย์ (Nakachi et al, 1998) อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้ถูกพบว่าความเข้มข้นที่ใช้ของ EGCG เพื่อก่อให้เกิดผลดังกล่าวสูงมากกว่าปริมาณ EGCG ที่พบในชามาก (Mukhtar and  Ahmad, 1999)

Polyphenols สามารถยับยั้งปฏิกิริยาการเกิด nitrosamines ได้ทั้ง  in vitro และ in vivo (Tanaka et al, 1998; Wang and Wu, 1991; Wu et al, 1993) และสามารถลดการจับของสารก่อมะเร็งกับดีเอ็นเอ (Katiyar et al, 1992) Polyphenols ทำให้เกิดการเพิ่มการทำงานของ glutathione peroxidase และ catalase ในลำไส้, ตับ และปอดของหนูทดลอง ซึ่งเอนไซม์พวกนี้จะไปยับยั้งการผลิต peroxide ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการกลายพันธุ์ของดีเอ็นเอ

Polyphenols ยังช่วยส่งเสริมการเกิด apoptosis ของ cancer cell lines ของต่อมลูกหมาก, ต่อมน้ำเหลือง, ลำไส้ใหญ่ และปอด (Taraphder et al, 2001) ซึ่งการควบคุม apoptosis นี้ น่าจะเป็นประโยชน์ในการจัดการรักษาและป้องกันมะเร็งได้ ซึ่งจากการศึกษาหลายแหล่งพบว่า polyphenols น่าจะช่วยให้เกิด apoptosis ได้ โดยการลดการสร้าง tumorneurosis facter (TNFα) (Fujiki et al,1998; Fujiki et al, 2000; Mukhtar and Ahmad, 1999; Siro and Young, 2000; Sueoka et al, 2001; Sun et al, 2002)