วิถีสุขภาพ
โดย…พินิจ จันทร
วันอาทิตย์ที่ 7 พฤศจิกายน 2564
องค์ความรู้เกี่ยวกับทุเรียนเทศ
ทุเรียนเทศ หรือ Guyabano หรือ Sour Sop เป็นพืชในวงศ์ 130 สกุล 2,300 ชนิด เป็นพืชเขตร้อน มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของอเมริกาและเป็นพืชตระกูลเดียว กับน้อยหน่าและน้อยโหน่ง สันนิษฐานว่านำเข้ามาในประเทศแถบเอเชียครั้งแรกโดยชาวยุโรป และถูกนำเข้ามาแถบประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยชาวสเปน

สำหรับประเทศไทย ทุเรียนเทศเป็นพืชที่ปลูกอยู่ทั่วไป โดยมีชื่อเรียกในแต่ละท้องถิ่นของไทย เช่น ทุเรียนแขก (ภาคกลาง) มะทุเรียน (ภาคเหนือ) ทุเรียนน้ำ(ภาคใต้) และยังมีชื่ออื่น ๆ อีกเช่น ทุเรียนนก ทุเรียนเบา ทุเรียนรอปา รอปา เป็นต้น
จากการสำรวจแหล่งปลูกทุเรียนเทศและสามารถนำมาทำพันธุ์เพาะปลูกได้มากมากที่สุด คือที่จังหวัดนครศรีธรรมราช รองลงมาได้แก่จังหวัดตรัง ส่วนจังหวัดที่พบน้อยที่สุดได้แก่จังหวัดภูเก็ต
ทุเรียนเทศ เป็นไม้ผลที่มีผลขนาดใหญ่กว่าฝรั่งไม่มากนัก แต่ไม่เท่าส้มโอมีหนามแต่ไม่แหลมเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ขนาดกลาง ลำต้นสูง 5-10 เมตร แตกกิ่งที่ยอดเป็นพุ่มกลม ลักษณะเปลือกเรียบ สีน้ำตาลเข้ม มีกลิ่นฉุน เนื้อไม้เหนียว มีอายุยืนถึง 60 ปี
ใบ เป็นใบเดี่ยว ค่อนข้างหนา ใบเรียงสลับกันไปในระนาบเดียวกับกิ่ง ใบมีรูปร่างรี ผิวใบอ่อนเป็นมัน เมื่อฉีกใบจะได้กลิ่นเหม็นเขียวฉุนจัด
ดอก เป็นดอกเดี่ยวขนาดใหญ่ห้อยลงที่ซอกใบ อยู่รวมกัน3-4 ดอก กลีบเป็นรูปสามเหลี่ยมหนาแข็ง จำนวน 6 กลีบ เรียงเป็น 2 ชั้นๆ ละ3 กลีบ มีสีเหลืองแกมเขียว ออกดอกตลอดทั้งปี มีกลิ่นหอมอมเปรี้ยวส่งกลิ่นหอมตั้งแต่ช่วงบ่าย
ผล มีสีเขียวรูปกลมรี มีหนามนิ่มที่เปลือกผล ผลมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 10-20 เซนติเมตร ยาว 15-30 เซนติเมตร มีน้ำหนักประมาณ 0.5-3.0 กิโลกรัม ภายในมีเนื้อคล้ายน้อยโหน่ง มีรสหวานอมเปรี้ยวเป็นเส้นใยเกาะกันเหนียวแน่นสีขาว ไม่แยกแต่ละเมล็ดเป็นหนึ่งตาเหมือนน้อยหน่า ถ้าผลดิบมีรสอมเปรี้ยวและมีรส มันเล็กน้อย
เมล็ดแก่ สีน้ำตาลดำ หุ้มด้วยเนื้อสีขาว

การใช้ประโยชน์ทั้งในท้องถิ่นและต่างประเทศ
ชาวบ้านนิยมปลูกทุเรียนเทศเอาไว้เพื่อบริโภคในครัวเรือน เมื่อสุกเช่นเดียวกับผลน้อยหน่าหรือน้อยโหน่ง โดยปลูกเป็นพืชร่วมในสวนทั่วไป สามารถปลูกแซมกับพืชยืนต้นอื่นๆ ได้แก่ มะพร้าว มะม่วง กล้วย ต้นสะเดาช้างและสะตอ เป็นต้น
เนื่องจากผลสุกของทุเรียนเทศเก็บรักษาได้ในระยะเวลาสั้นชาวบ้านในภาคใต้จึงนิยมนำผลอ่อนมาทำแกงส้มและเชื่อมเป็นของหวาน รวมถึงปัจจุบันมีการแปรรูปผลทุเรียนสุกเป็นผลิตภัณฑ์ในรูปแบบต่างๆ เช่น น้ำผลไม้พร้อมดื่มและไวน์ในท้องถิ่น เป็นต้น หากมีผลผลิตเกินความต้องการบริโภคในครัวเรือน ชาวบ้านก็จะแบ่งปันสู่เพื่อนบ้านหรือทำการซื้อขายเฉพาะในตลาดของท้องถิ่นเท่านั้น ทั้งนี้ อาจเนื่องจากระยะเวลาการเก็บรักษาหลังจากผลทุเรียนเทศสุกที่สั้นมากนั่นเอง
ทุเรียนเทศจัดเป็นไม้ผลที่ขาดการให้ความสำคัญทางเศรษฐกิจในประเทศไทยและพบปลูกกันมากในภาคใต้ของประเทศไทยในประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์พบว่าทุเรียนเทศได้หายไปจากตลาดท้องถิ่นแต่กลับพบทุเรียนเทศในรูปของผลผลิตเชิงอุตสาหกรรมเกษตร เช่น น้ำทุเรียนเทศเข้มข้นและน้ำทุเรียนเทศบรรจุกล่องพร้อมดื่มในร้านขายเครื่องดื่มแถวรัฐปีนังของประเทศมาเลเซียจะมีเครื่องดื่มน้ำทุเรียนเทศขายปะปนกับน้ำผลไม้ชนิดอื่นๆ
ในประเทศไทย นำผลแก่มารับประทาน ในภาคใต้นิยมนำผลอ่อนมาทำแกงส้มและเชื่อมในประเทศฟิลิป ปินส์และอินโดนีเซียนิยมนำผลอ่อนที่เมล็ดยังไม่แข็งมารับประทานเป็นผัก ผลแก่นำมาทำขนมหวาน เช่นนำเนื้อมาผสมในไอศกรีม เครื่องดื่มนมผสมผลไม้รวม เยลลี่ น้ำผลไม้
ในประเทศมาเลเซีย มีการทำน้ำทุเรียนเทศอัดกระป๋อง ซึ่งได้รับความนิยมมากเนื่องจากทุเรียนเทศประกอบด้วย แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามิน เอ วิตามิน ซีนำตาลและกรดอินทรีย์อีกหลายชนิด
คนฟิลิปปินส์ จะรับประทานน้ำจากผลไม้ซึ่งมีผลการรับรองจากแล็บมากมายว่าผลไม้ชนิดนี้สามารถช่วยฆ่าเซลส์มะเร็งกว่า 12 ชนิด อาทิมะเร็งลำไส้มะเร็งเต้านมมะเร็งต่อมลูกมากมะเร็งปอดและมะเร็งตับอ่อนเป็นต้น
จากการตรวจวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการของทุเรียนเทศ ของกองโภชนาการ กรมอนามัย เพื่อหาคุณค่าทางโภชนาการของผลไม้พื้นเมืองต่างๆ ในส่วนที่กินได้ 100 กรัม พบว่ามีองค์ประกอบ ดังนี้ น้ำ 83.2 กรัม ให้คุณค่าทางพลังงาน 59 กิโลแคลลอรี่ ไขมัน 0.2 กรัม คาร์โบไฮเดรต 15.1 กรัม เส้นใย 0.6 กรัม โปรตีน 1 กรัม แคลเซียม 14 มิลลิกรัม เหล็ก 0.5 มิลลิกรัม วิตามิน B1 0.27 มิลลิกรัม และวิตามิน C 24 มิลลิกรัม

ผลของทุเรียนเทศ
ผลของทุเรียนเป็น natural cancer cell killer คือเป็น เซลล์นักฆ่าตามธรรมชาติ คือ เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่ง (Cytotoxic lymphocyte) ที่สำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกันโดยธรรมชาติในร่างกาย มีหน้าที่ในการทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสและตอบสนองต่อการก่อตัวของก้อนมะเร็ง และยังมีประโยชน์ในการป้องกันเชื้อโรคได้หลายชนิด อีกทั้งมีประโยชน์ต่อสุขภาพดังนี้คือ
1.มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ เพราะมีปริมาณวิตามินซีสูง
- ยับยั้งการเป็นโรคกระดูกพรุนเพราะมีปริมาณโปรตีนและแคลเซียมมากเพียงพอที่จะป้องกันการเกิดโรคได้
- มีเส้นใยสูงทำให้ขบวนการย่อยอาหารได้ดี
- ให้พลังงานแก่ร่างกายเพราะมีคาร์โบไฮเดรทสูง
- ทำให้ระบบการไหลเวียนของเลือดดีป้องกันการเกิดไมเกรน
- ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ผลของทุเรียนเทศอุดมไปด้วย phytochemical conpounds (สารประกอบไฟโตเคมิคอล)

ป้องกันเชื้อโรคและการเกิดเนื้องอก
ข้อควรระวัง ผู้ที่ตั้งครรภ์และเป็นโรคความดันโลหิตต่ำ ไม่ควรรับประทานใบ แต่สามารถรับประทานผลในปริมาณที่พอเหมาะได้
คุณค่าอาหารต่อ 100 กรัมของส่วนที่กินได้
| แคลอรี่ | 65 |
| โปรตีน | 1.0 กรัม |
| ไขมัน | 0.95 กรัม |
| คาร์โบไฮเดรต | 16.5 กรัม |
| ไฟเบอร์ | 3.2 กรัม |
| เถ้า | 58 กรัม |
| แคลเซียม | 10.3 มิลลิกรัม |
| ฟอสฟอรัส | 26.9 มิลลิกรัม |
| โพแทสเซียม | 270 มิลลิกรัม |
| เหล็ก | 0.64 มิลลิกรัม |
| วิตามิน | 2 IU |
| วิตามินซี | 28. 5 มิลลิกรัม |
| วิตามินบี | 0.10 มิลลิกรัม |
| Riboflavin | 0.06 มิลลิกรัม |
| เนียซิน | 1.3 มิลลิกรัม |
| โพรไบโอ | 11 มิลลิกรัม |
| Methionine | 8 มิลลิกรัม |
ที่มา : การวิเคราะห์ ของ Laboratorio FIM เด Nutricion, ฮาวานาคิวบา
(ตอนต่อไป : สรรพคุณทางยาสมุนไพรของทุเรียนเทศ)

















