กินอย่างไรเมื่อเป็นมะเร็ง (ตอนที่ 3)

แชร์

วิถีสุขภาพ

โดย…พินิจ จันทร

วันจันทร์ที่ 1 พฤศจิกายน 2564

การรับมือกับอาการข้างเคียงต่างๆ

ยาต้านมะเร็งบางอย่างอาจมีผลทำให้รสชาติของอาหารเปลี่ยนแปลง ที่พบบ่อยคือ เมื่อกินอาหารประเภทเนื้อสัตว์สีแดงแล้วมีรสชาติขมคล้ายกลิ่นโลหะ (Bitter metallic taste) ถ้ามีอาการเช่นนี้ให้หันมาเลือกกินเนื้อไก่ ไข่ ปลา นมและผลิตภัณฑ์จากนม เต้าหู้ และถั่วชนิดต่างๆ นอกจากนี้ การเปลี่ยนภาชนะที่ใช้ในการประกอบอาหารจากโลหะมาใช้ภาชนะพลาสติกแทน และการปรุงรสชาติอาหารด้วยน้ำผลไม้ หรือซอสถั่วเหลืองจะช่วยทำให้ความรู้สึกของรสชาติขมลดลง

ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาบำบัดหรือรังสีรักษา มักจะมีอาการข้างเคียง คือคลื่นไส้ อาเจียน แพทย์จึงให้กินยาแก้อาเจียนร่วมไปกับการรักษาด้วย ผู้ป่วยกลุ่มนี้ไม่ควรกินอาหารอิ่มมากเกินไป เพราะจะทำให้อาเจียนได้ง่าย และหลีกเลี่ยงการกินอาหารประเภททอด อาหารมัน อาหารที่มีกลิ่นแรง รวมถึงอาหารที่จืด และอาหารร้อนจัด เพราะจะทำให้รู้สึกคลื่นไส้ อาเจียนง่ายขึ้น บางรายที่มีอาการอยากอาเจียนมากๆ น่าจะอยู่ห่างๆ จากห้องครัวเวลามีการปรุงอาหาร เพื่อหลีกกลิ่นอาหารที่กระตุ้นให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน
สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ระวังไม่ให้เกิดอาการขาดน้ำจากการอาเจียน โดยการดื่มน้ำให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว การดื่มน้ำในมื้ออาหารอาจทำให้อาการคลื่นไส้อาเจียนมากขึ้น ให้ใช้วิธีจิบน้ำบ่อยๆ ระหว่างมื้ออาหารแทน
ผู้ป่วยหลายท่านที่ใช้ยาบำบัดมะเร็งบางชนิดแล้วจะมีอาการปากคอแห้ง หรือมีแผลเปื่อยในปาก หรือท่านที่ใช้รังสีรักษาบริเวณศีรษะและคอ ก็จะเกิดอาการเหล่านี้ได้ง่าย การดูแลรักษาความสะอาดในช่องปากจึงจำเป็นมาก วิธีง่ายๆ ทำได้โดยการบ้วนปากด้วยน้ำยาบ้วนปากหรือน้ำสะอาดผสมเบกกิ้งโซดา (Baking soda) ในอัตราส่วนน้ำ 2 ถ้วย ต่อเบกกิ้งโซดา 1 ช้อนชาเป็นประจำ นอกจากทำให้รู้สึกสดชื่นแล้วยังมีความสำคัญในการป้องกันการติดเชื้อบริเวณช่องปากและลำคอด้วย อาหารที่กินควรเป็นอาหารอ่อนที่เคี้ยวและกลืนง่าย และหมั่นจิบน้ำบ่อยๆ
ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการท้องเสียหรือท้องผูกร่วมด้วย ซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่พบได้จากยาบางชนิด ถ้ามีอาการท้องเสีย ควรดื่มน้ำหรือของเหลวชนิดต่างๆ ให้เพียงพอ เพื่อทดแทนน้ำที่สูญเสีย และควรกินอาหารอ่อนหรือเหลวใสเพื่อให้ร่างกายย่อยง่าย และควรหลีกเลี่ยงอาหารที่อาจก่อให้เกิดอาการท้องเสีย เช่น นมและผลิตภัณฑ์จากนม อาหารรสจัด อาหารมันๆ เครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบของกาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลมจำพวกโคลา เป็นต้น

ถ้ามีอาการท้องเสียนานเกินกว่า 2 วัน ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ อาจจำเป็นต้องได้รับยาฆ่าเชื้อร่วมด้วย สำหรับคนที่มีอาการท้องผูกให้ดื่มน้ำมากๆ เพื่อช่วยให้ลำไส้เคลื่อนไหวง่ายขึ้น และกินอาหารที่มีเส้นใยอาหารสูง (เช่น รำข้าว ผักและผลไม้สด) ขนมปังที่ทำจากข้าวหรือข้าวสาลีที่ไม่ได้ขัดสี การได้รับเคมีบำบัดแต่ละครั้ง อาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกอ่อนเพลียติดต่อกันหลายวัน ทั้งนี้เพราะเคมีบำบัดนอกจากทำลายเซลล์มะเร็งแล้วยังมีผลต่อเซลล์ปกติและไขกระดูกด้วย
ไขกระดูกเป็นเนื้อเยื่ออยู่ในกระดูกที่ผลิตเซลล์เม็ดเลือดทุกชนิด การได้เคมีบำบัดจึงอาจทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดง และเม็ดเลือดขาวต่ำกว่าปกติได้ เซลล์เม็ดเลือดแดงทำหน้าที่นำออกซิเจนไปสู่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย ถ้ามีปริมาณน้อยกว่าปกติ ทำให้อวัยวะต่างๆ และกล้ามเนื้อได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ จึงมีอาการอ่อนเพลีย มึนงง ไม่มีแรง ถ้าเป็นเช่นนี้ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และควรกินอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะเนื้อปลา ตับ ผักใบเขียวเพิ่มขึ้นเพื่อร่างกายจะนำไปสร้างเม็ดเลือดแดง
การที่เคมีบำบัดทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวต่ำกว่าปกตินั้น ยังส่งผลให้ความสามารถของร่างกายในการต่อสู้กับแบคทีเรียและไวรัสลดลงด้วย จึงมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย การป้องกันเชื้อโรคที่ดีที่สุดคือ การล้างมือบ่อยๆ โดยเฉพาะก่อนกินอาหาร และใส่ใจกินอาหารที่สดสะอาด พยายามอย่าทำให้ร่างกายเกิดบาดแผลหรือรอยถลอกที่ผิวหนัง หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ชุมชนหรือบริเวณที่มีคนหนาแน่นหรือคนที่มีโรคติดต่อ
ผู้ป่วยมะเร็งควรหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ โดยเฉพาะช่วงที่ได้รับเคมีบำบัด เพราะแอลกอฮอล์อาจลดประสิทธิภาพของยาต้านมะเร็งได้ ในทางกลับกันช่วงที่ได้รับเคมีบำบัดควรดื่มน้ำสะอาดเพิ่มขึ้น ทั้งนี้เพราะยาต้านมะเร็งบางชนิดมีผลกระทบต่อกระเพาะปัสสาวะและไต

(ตอนต่อไป : การวิจัยสมุนไพรต้านมะเร็ง)


แชร์