สุดยอดพืชสมุนไพรรักษามะเร็งร้าย (ตอนที่ 6)

แชร์

วิถีสุขภาพ

โดย…พินิจ จันทร

วันพฤหัสบดีที่ 28 ตุลาคม 2564

มังคุด

คนไทยรู้จักมังคุดมานานและนำมาใช้ประโยชน์ทางสมุนไพรเป็นอย่างดี โดยเฉพาะใช้เป็นยาเย็นหรือตามการแพทย์จีนเรียกว่ามีฤทธิ์ยินหลังจากกินทุเรียนที่มีรสร้อน หรือมีฤทธิ์เป็นหยางแล้วต้องกินมังคุดตาม เพื่อทำให้ร่างกายเกิดความสมดุลที่สำคัญก็คือ เป็นผลไม้อร่อยมาก มีรสหวานอมเปรี้ยว มีกลิ่นหอม เป็นที่นิยมของทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศจนได้รับฉายาในแถบเอเชียด้วยความภาคภูมิใจในผลไม้ชนิดนี้ว่าเป็น “ราชินีแห่งผลไม้” หรือ the queen of fruitsมีฉายาในแถบ French Caribbean ว่า “อาหารของพระเจ้า” หรือ the food of the Gods

ส่วนของเนื้อผลที่กินได้ของมังคุด ซึ่งพัฒนามาจากเปลือกหุ้มเมล็ดที่มีสีขาว มีกลิ่นหอมสารระเหยคือ hexyl acetate,hexenolและ α-copaene ส่วนล่างสุดของผลที่เป็นแถบสีเข้มที่ติดอยู่เรียงเป็นวงพัฒนามาจากปลายยอดเกสรตัวเมียมีจำนวนเท่ากับจำนวนเมล็ดภายในผล เมล็ดมังคุดเพาะยากและต้องได้รับความชื้นจนกว่าจะงอก เมล็ดมังคุดเกิดจากชั้นนิวเซลลาร์ ไม่ได้มาจากการปฏิสนธิ เมล็ดจะงอกได้ทันทีเมื่อออกจากผลแต่จะตายทันทีที่แห้ง

แหล่งกำเนิดของมังคุดคาดว่าเป็นแถบหมู่เกาะมลายูและประเทศทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบันยังพบว่ามังคุดเป็นพืชในป่าธรรมชาติในประเทศมาเลเซียและหมู่เกาะในประเทศอินโดนีเซีย รวมทั้งในประเทศไทย ซึ่งพบมังคุดป่าหรือมะแปมบริเวณป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไนย

ชื่อวิทยาศาสตร์ Garciniamangostana L.

ชื่อวงศ์ GUTTIFERAE

ชื่ออังกฤษ Mangosteen(แมงโกสติน)

ชื่ออื่น มังคุด (ทั่วไป) แวะซือตอ (นราธิวาส)มังกุสตาน(มลายู)มังกีส(อินโดนีเซีย) มิงกุทธี(พม่า) มังกุส(สิงหล)

การนำมาใช้ประโยชน์ทางสมุนไพร

คนไทยรู้จักการใช้ประโยชน์จากเปลือกมังคุดมาเป็นยารักษาโรคมานานแล้ว เพราะคนไทยสมัยโบราณค้นพบว่าเปลือกมังคุดรสฝาดสมาน จึงนำเปลือกมังคุดมาใช้เป็นยาแก้ท้องเสีย แก้ท้องร่วงเรื้อรัง ถ่ายเป็นมูกเลือด โดยการใช้เปลือกสดหรือเปลือกแห้งฝนกับน้ำรับประทาน หรือจะใช้เปลือกแห้งต้มกับน้ำรับประทานก็ได้ผลเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้แล้ว เปลือกมังคุดยังมีสรรพคุณในการสมานแผลช่วยให้แผลหาเร็ว เช่นใช้รักษาบาดแผลผุพอง แผลเน่าเปื่อย แผลเป็นหนอง โดยการใช้เปลือกมังคุดฝนกับน้ำปูนใสทาบริเวณแผล น้ำต้มเปลือกมังคุดแห้งต้มน้ำล้างแผลใช้แทนการด้วยน้ำยาล้างแผลหรือด่างทับทิมได้ด้วย

สรรพคุณที่โดดเด่นอีกอย่างหนึ่งของเปลือกมังคุดที่มีการใช้กันมาตั้งแต่อดีต ก็คือการใช้เปลือกมังคุดรักษาโรคผิวหนัง เช่น กลากเกลื้อน บรรเทาอาการผดผื่นทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ได้เป็นอย่างดี โดยใช้เปลือกมังคุดแห้งต้มน้ำอาบ หรือใช้น้ำต้มเปลือกมังคุดทาบริเวณที่มีอาการ

สรรพคุณในการรักษาโรคผิวหนังของเปลือกมังคุดนี้ได้รับการพิสูจน์และยืนยันจากการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบว่า รสฝาดในเปลือกมังคุดนี้มีสารแทนนินและสารแซนโทน ที่มีชื่อเรียกเฉพาะชื่อเดียวกับมังคุดว่า สารแมงโกสติน

  • สารแทนนินมีฤทธิ์สมานแผลช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น
  • สารแมงโกสตินมีฤทธิ์ช่วยลดอาการอักเสบ และต้านเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดหนอง
  • สารแซนโทนในเปลือกมังคุดยังมีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคผิวหนังและกลากได้

ส่วนใหญ่แล้วจะใช้เปลือกผลที่สุกแล้วของมังคุดเป็นยา นิยมตากแห้งเก็บไว้ใช้แก้ท้องเสีย แก้บิด และรักษาแผล แต่ส่วนอื่นๆ ของมังคุดก็สามารถนำมาใช้เป็นยาได้เช่นเดียวกัน

ประเทศอินโดนีเซีย ใช้เปลือกไม้กินแก้บิด นำใบแห้งมาต้มดื่มแก้ไข้ บรรเทาอาการปวดท้อง

ประเทศจีน ได้นำเข้าเปลือกมังคุดแห้งแล้วนำไปบดเป็นผงใช้เป็นยาแก้บิด นำไปสกัดใส่ยาขี้ผึ้ง ใช้ทาแก้ผื่นแพ้ และปัญหาทางผิวหนังอื่นๆ เปลือกผลใช้ต้มกินเพื่อรักษาอาการท้องร่วงและทางเดินปัสสาวะอักเสบ โรคโกโนเรีย นำเปลือกผลไปแช่น้ำค้างคืนหรือทำเป็นชาชงเพื่อรักษาอาการท้องเสียเรื้อรังทั้งในเด็กและในผู้ใหญ่ และใส่สารสกัดเปลือกผลผสมในโลชั่นด้วยต้องการฤทธิ์ฝาดสมาน

ประเทศฟิลิปปินส์ ใช้ใบและเปลือกต้มน้ำเพื่อรักษาอาการท้องเสีย บิด ถ่ายพยาธิ และทางเดินปัสสาวะอักเสบ ทั้งยังเชื่อว่าการกินผลมังคุดจะควบคุมอาการไข้

ประเทศมาเลเซีย ใช้ใบมังคุดชงผสมกล้วยดิบและใส่เบนโซอินไปเล็กน้อยใช้ทาแผลที่ขริบ ใช้รากต้มดื่มเพื่อรักษาอาการประจำเดือนไม่ปกติ ใช้เปลือกแก้บิดโดยมีการสกัดสารจากเปลือกชื่อว่า amibiasineขายในท้องตลาดเพื่อรักษาโรคบิด

ประเทศแถบทะเลแคริบเบียน รู้จักมังคุดในชื่อของ “eau de Creole ” ซึ่งเป็นชาจากมังคุดมีฤทธิ์เป็นยาบำรุงแก้อ่อนเพลีย หมดเรี่ยวหมดแรง ชาวบราซิลดื่มชามังคุดด้วยวัตถุประสงค์เดียวกัน ทั้งยังเชื่อว่าการกินมังคุดจะช่วยให้ระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่ายเป็นปกติ

ในประเทศกานา มีการใช้กิ่งเล็กของมังคุดเคี้ยวเล่นดับกลิ่นปาก เหมือนเคี้ยวหมากฝรั่ง

ผลการวิจัยมังคุด

เมื่อปี พ.ศ. 2520 คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้แก่

รวมทั้งนักวิทยาศาสตร์ สหวิชาการอีกหลายคนได้ เริ่มทำการศึกษาสารธรรมชาติในผลมังคุด ด้วยการสกัดสารบริสุทธิ์ แล้วทำการทดสอบประโยชน์ในทางการแพทย์ด้านต่าง ๆ

ได้ผลสรุปว่า สารในมังคุดที่มีคุณสมบัติในการสร้างเสริมสุขภาพคือ สารกลุ่ม Xanthones(แซนโทนคือกลุ่มที่สามารถละลายในน้ำได้ดี)ซึ่งในมังคุดมีสารกลุ่มแซนโทนนี้อยู่กว่า 40 ชนิด แต่มีเพียงบางชนิดเท่านั้นที่มีประโยชน์ บางชนิดอาจมีผลข้างเคียงได้ และชนิดที่มีประโยชน์ หากใช้น้อยเกินไปก็จะไม่แสดงสรรพคุณ แต่ถ้าใช้มากไปก็อาจจะเกิดโทษได้ ดังนั้นการนำแซนโทนไปใช้ในการเสริมสร้างสุขภาพ จึงจำเป็นต้องใช้ให้ถูกต้อง และใช้ในปริมาณที่เหมาะสมเท่านั้น

ผลจากการดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องของคณะนักวิจัยจากศูนย์วิจัย และพัฒนามังคุดไทย พบว่า แซนโทนที่มีสรรพคุณสูงสุดคือ GM-1 ซึ่ง GM-1 เป็นสารที่ปลอดภัย โดยปลอดภัยกว่าสารที่ให้รสเปรี้ยวในส้มถึง 5 เท่า

เมื่อได้มีการทดสอบจนกระทั่งแน่ใจว่า GM-1 นั้นมีความปลอดภัยที่จะใช้ต่อได้ในระยะยาว จึงได้นำ GM-1 มาผสมใน เครื่องสำอาง แล้วทดสอบกับอาสาสมัครที่สภาพผิวมีปัญหาเรื้อรัง ทั้งในประเทศไทยและเยอรมัน อาทิ สิวอักเสบและผิวหยาบ กร้านพบว่า สภาพผิวดีขึ้นตามลำดับ เมื่อใช้เจลและสบู่ล้างหน้า และกว่า 85% มีสภาพผิวดีขึ้นมาก เมื่อใช้เจลบำรุงผิวร่วมด้วย ผลการวิจัยนี้ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นอุตสาหกรรมเครื่องสำอางในประเทศไทย ที่ช่วยแก้ปัญหาของผู้มีปัญหา ของผิวหน้าจากสิวและความหยาบกร้านทั้งชาวไทยและต่างชาติ

เมื่อเดือนสิงหาคม 2555ได้มีการเปิดตัวผลงานวิจัย “สูตรสารธรรมชาติ ต้านมะเร็งจากมังคุด” โดย ศ.ดร.พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา ได้เปิดเผยว่างานวิจัยดังกล่าวเป็นการต่อยอดยำเอาคุณประโยชน์ของสารสกัดจีเอ็ม-1 ที่ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ดื้อยาปฏิชีวนะราคาแพง ลดการอักเสบได้เป็น 3 เท่าของแอสไพริน และสามารถกำจัดเซลล์มะเร็งในหลอดทดลองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสกัดมาจากเปลือกมังคุดสูตรธรรมชาติที่ผสมกับสารสกัดจากงาดำ ฝรั่ง ถั่วเหลือง ใบบัวบก จนได้เป็นอาหารเสริมชนิดดีที่ช่วยปรับระดับภูมิคุ้มกันให้สมดุล โดยมีผลช่วยเพิ่มการผลิตเม็ดเลือดขาวทีเอช1 ที่ช่วยในการกำจัดเซลล์มะเร็ง เชื้อรา เชื้อไวรัส และแบคทีเรีย และเม็ดเลือดขาวชนิดทีเอช17 ที่ช่วยป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็ง อย่างไม่มีผลข้างเคียงใดๆ

ศ.พญ.สุมิตรา ทองประเสริฐ อาจารย์ประจำภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงผลงานวิจัยด้วยการทดสอบผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งปอดระยะสุดท้าย ซึ่งไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยเคมีบำบัด 20 ราย ในระยะเวลา 6 เดือน หลังจากที่ผู้ป่วยรับประทานอาหารสูตรธรรมชาติร่วมกับน้ำมังคุดสกัดร้อยละ 80 เห็นได้ชัดถึงความเปลี่ยนแปลงว่าคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น หลายคนกินข้าวได้ อาการเจ็บปวดบรรเทาลง ผู้ป่วยบางรายสามารถกลับไปทำงานได้ปกติ โดยทุกรายมีภูมิคุมกันที่ดีขึ้นแม้จะไม่หายจากโรคมะเร็ง จึงช่วยเป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ และเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการใช้ยารักษาที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

องค์ประกอบและสารสำคัญของมังคุด

มังคุดมีสารอาหารที่จำเป็นต่อความต้องการของมนุษย์หลายชนิด ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินบี1 วิตามินบี2 ไนอะซิน วิตามินซี และให้พลังงานต่ำ สิ่งสำคัญที่สุดที่มังคุด มีคือสาร Xanthones(แซนโทนหรือสารที่ละลายน้ำได้ดี) เพราะมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระภายในร่างกายของคนเรา

นับว่ามังคุดเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่น่าจะมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยมะเร็ง จากสารแซนโทนที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และนอกจากนี้ยังสารพวกคาเทชิน โพลีฟีนอล เกลือแร่ และวิตามิน ซึ่งมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคมะเร็งอีกด้วย

สารสกัดของมังคุดมีฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งหลายชนิดในหลอดทดลอง เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งตับ มะเร็งเม็ดเลือดขาว ทั้งยังมีฤทธิ์ต้านเนื้องอกโดยแสดงฤทธิ์ต้านเนื้องอกในหนูถีบจักร และต้านมะเร็งที่เกิดในเนื้อเยื่อ

สารกลุ่มแซนโทนจากเปลือกผลมังคุด ยับยั้งเอนไซม์โทโพไอโซเมอเรสI และ II ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่มีบทบาทในกระบวนการถ่ายแบบดีเอ็นเอ เพื่อการดำรงชีพต่อไปของสิ่งมีชีวิต โดยเอนไซม์นี้จะคลายเกลียวซุปเปอร์คอล์ยของดีเอ็นเอเพื่อให้เอนไซม์ชนิดต่างๆ เข้ามาทำการถ่ายแบบต่อไป คุณสมบัติดังกล่าวอาจยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งได้

นอกจากนี้สารโพลีแซคคาไรด์จากเปลือกมังคุด ที่ความเข้มข้น 20 ไมโครลิตร/disc แสดงผลกระตุ้นการจับกินสิ่งแปลกปลอมของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดโมโนไซต์

(ตอนสุดท้าย : หญ้าปักกิ่ง)


แชร์