น้อมอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต

แชร์

“ณพลเดช”แนะแนวทางพุทธศาสนากับ 3 สถาบัน 3 เสาหลักชาติ คนไทยต้องคิดดี ทำดี กรอบแห่งความดีจะปกป้องประเทศชาติให้มั่นคงยั่งยืนตลอดไป

13 ต.ค. 2564 เวลา 11.30 น. ที่วัดปทุมคงคาราชวรวิหาร เขตสัมพันธวงศ์ ดร.ณพลเดช มณีลังกา อนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาด้านพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่นๆ สภาผู้แทนราษฎร และว่าที่ผู้สมัคร สก.เขตสัมพันธวงศ์ พรรคเพื่อไทย ได้เข้ากราบพระพรหมเสนาบดี (พิมพ์ ญาณวีโร) กรรมการมาหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดปทุมคงคาราชวรวิหาร และเจ้าคณะภาค 7 พร้อมได้ร่วมกิจกรรมทำบุญ น้อมอุทิศเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9

ดร.ณพลเดช กล่าวว่า การจัดกิจกรรมน้อมอุทิศเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลในหลวงรัชกาลที่ 9 จากกิจกรรมวันนี้ได้เห็นถึงความสัมพันธ์ของเสาหลักของประเทศชาติที่ยากจะแยกจากกันได้ ต่างฝ่ายต่างหนุนซึ่งกันและกัน เราเห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่าง “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” เพราะทุกฝ่ายทุกขั้วทุกพรรคการเมืองต่างมีใจเป็นหนึ่งที่จะมารวมตัวกันที่วัดเพื่อทำกิจกรรม ซึ่งยากที่จะมีวาระที่ประชาชนคนในชาติจะมีวาระที่จะรวมใจเป็นหนึ่งนอกจากการเข้าวัดทำบุญ

สำหรับประเทศไทยกับสถาบันพุทธศาสนา เป็นการยึดโยงกันอย่างแยบคายและแยกกันไม่ได้ ต่างชาติที่เขามุ่งมาดูเมืองไทยส่วนใหญ่เขาอยากมาดูวัดของไทย มาดูเอกลักษณ์ศิลปวัฒนธรรม ซึ่งเป็นลีลาลวดลายที่ยึดโยงกับพุทธศาสนาทั้งสิ้น ส่งผลให้ได้เม็ดเงินจากการท่องเที่ยวประเทศไทยติดยอดสูงอันดับท๊อป 3 ของ GDP และจากปี ค.ศ. 2019 ประเทศไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวทั้งหมด 3 ล้านล้านบาท เทียบได้กับงบประมาณรายจ่ายประจำปีของทั้งประเทศเลยทีเดียว

ดร.ณพลเดช กล่าวว่า การศาสนาพุทธของไทยมีการเผยแพร่อย่างกว้างขวางไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะยุโรปและอเมริกา ได้รับการตอบรับจากประชาชนที่เริ่มหันหน้าเข้าสู่การปฏิบัติธรรมในรูปแบบการนั่งสมาธิ (Meditation) ซึ่งมีผลวิจัยที่ภายหลังต่างชาติได้ยอมรับในทางการแพทย์ว่าช่วยบรรเทาโรคหรือภาวะทางร่างกายบางชนิดได้ โดยเฉพาะโรคที่ทรุดลงด้วยความเครียด เช่น โรคมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไมเกรน โรคนอนไม่หลับ ฯลฯ และที่สำคัญสมาธิมีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับศีล จึงส่งผลให้จิตใจของผู้ฝึกสมาธิมีศีลดีขึ้น ลดปัญหาทางด้านคดีอาญาต่างๆ ได้เป็นจำนวนมาก

ในหลวงรัชกาลที่9 เคยตรัสว่า “….ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครจะทำให้คนทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้…” ซึ่งตรงนี้เป็นโจทย์ที่เน้นหนักว่าบ้านเมืองต้องสร้างคนดีปกครองคนไม่ดี หรือสร้างคนดีให้มากแต่คนดีอยู่ที่ไหน

โจทย์มีเพียงว่าทำให้มีคนดีมากกว่าคนไม่ดีการสร้างคนดีง่ายนิดเดียวคือ ทำให้คนเหล่านั้นอยู่ใน “กรอบของความดี” สำหรับโบราณกรอบของความดีมีการกำหนดกฎมณเฑียรบาล ที่มีโทษสำหรับผู้กระทำผิดมีโทษถึงประหารชีวิต และไม่มีการละเว้นสำหรับผู้กระทำผิด รวมถึงการสร้างคนดีจาก “ศีลธรรม” ซึ่งมีการวางรากฐานตั้งแต่เล็กแต่น้อย หากเป็นชายก็ส่งกุลบุตรออกบวช กุลสตรีก็พาเข้าวัด มีการอบรมบ่มศีลธรรมกันตั้งแต่เด็ก แม้ผนังวัดก็ยังต้องสร้างภาพวาดจิตรกรรมเพื่อเป็นบทสอนให้เด็กได้รู้ถึง “ผิด ชอบ ชั่ว ดี”

สิ่งนี้จึงเป็นภาพสะท้อนในอดีตและภาพในปัจจุบัน ที่ส่งผลกระทบโดยตรงกับวิถี “ชาติ” ที่ทำให้คนในชาติมุ่งผลอย่างไรต่อชีวิตของเขา ปัจจุบันเราได้เห็นภาพ “เงิน” สำคัญกว่า “คุณธรรม” หรือไม่ สิ่งที่เรียกว่า “โลภ โกรธ หลง” มีมากขึ้นอย่างต่อเนื่องกับคนในชาติเราหรือไม่ แล้วเราจะแก้อย่างไร ถ้าไม่ใช้หลักเสาค้ำสามเสา?

หยกดำ ส่องเขียว รายงาน


แชร์